โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,720,000 บาท ให้แก่บริษัท ย. พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนในอัตราเดือนละ 2,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะหยุดเก็บผลปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับสวนปาล์มน้ำมันของบริษัท ย. อีกต่อไป
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 พฤษภาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ย. และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนรายได้จากการขายผลผลิตปาล์มน้ำมันในอัตราเดือนละ 510,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2558 แก่บริษัท ย. กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการทำสวนปาล์มน้ำมัน ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,816 ไร่ และ 4,390 ไร่ มีโจทก์และบุคคลอื่นหลายคนเป็นผู้ถือหุ้น มีจำเลย นายวีระศักดิ์ และนางยี่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 บริษัท ย. โดยจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสมปองและนายสุชาติเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 163/2555 ของศาลชั้นต้น คำฟ้องกล่าวอ้างว่า นายสมปองและนายสุชาติร่วมกันบุกรุกที่ดินสวนปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและสิ่งปลูกสร้างของบริษัท ย. ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่พิพาทเนื้อที่ 1,821 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันประมาณ 500,000 กิโลกรัมต่อปี ขายได้เงินเดือนละประมาณ 2,500,000 บาท ขอให้ขับไล่นายสมปองกับนายสุชาติ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ย. เดือนละ 2,500,000 บาท ระหว่างพิจารณา บริษัท ย. โจทก์คดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์คดีดังกล่าวอุทธรณ์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์คดีดังกล่าวมีอำนาจเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาทฝ่ายเดียวแล้วนำเงินที่ได้จากการขายผลผลิตปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันและนำผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายพร้อมบัญชีรับ - จ่ายมาวางศาลทุกเดือนนับแต่วันอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ย. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันพร้อมบัญชีรับ - จ่าย มาวางศาล นอกจากนี้จำเลยยังโค่นต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินพิพาทอีก 20 ต้น วันที่ 14 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์คดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้วิธีการชั่วคราวมีผลบังคับต่อไป แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ขับไล่ และให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวร่วมกันชำระค่าเสียหาย เดือนละ 510,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยไม่นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทมาวางต่อศาล แต่กลับนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวอันเป็นการละเมิดต่อบริษัท ย. หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจเอกพิทักษ์และนายสุชาติซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดูแลพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2557 พยานทั้งสองไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท พบว่ามีการตัดผลปาล์มน้ำมัน พยานทั้งสองถามคนงานแล้ว ได้ความว่าผลปาล์มน้ำมันเป็นของนายฉัตรเทพ ไม่ใช่ของจำเลย เพราะจำเลยขายที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ในที่พิพาทให้นายฉัตรเทพไปแล้ว พยานทั้งสองกับพวกขับรถยนต์ติดตามรถยนต์บรรทุกผลปาล์มน้ำมันที่ถูกนำไปขายให้บริษัท น. พันตำรวจเอกพิทักษ์ขอดูใบการจ่ายเงินค่าผลปาล์มน้ำมันของบริษัท น. ซึ่งระบุชื่อนายฉัตรเทพเป็นผู้ขาย หลังจากศาลชั้นต้นในคดีนี้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามจำเลยเข้าไปเก็บผลปาล์มน้ำมันและยุติการตัดโค่นต้นปาล์มน้ำมันในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทไว้ชั่วคราว พยานทั้งสองเข้าไปตรวจสอบพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันอีก พบจำเลยกับพวกยังคงตัดผลปาล์มน้ำมันที่ศาลมีคำสั่งห้าม พยานทั้งสองได้เข้าไปห้ามแล้ว แต่จำเลยยังคงเก็บผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท พันตำรวจเอกพิทักษ์จึงถ่ายภาพไว้ ส่วนจำเลยเบิกความรับว่า ภายหลังจากมีการห้ามตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยได้บริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันของบริษัทเพื่อให้มีรายได้โดยมอบอำนาจให้บุคคลภายนอกรวมถึงนายฉัตรเทพเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทแทนบริษัท ย. เพื่อไม่ต้องเสี่ยงภัยกับคนงานถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุม ดังนี้ แม้บริษัท ย. จะไม่ได้ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันเอง แต่ก็ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำแทน โดยบริษัท ย. ได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน สอดคล้องกับที่นายฉัตรเทพเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 100 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 3,000,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 28 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 1,120,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 24 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 720,000 บาท ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 61 ไร่ พยานจ่ายค่าตอบแทน 2,000,000 บาท ให้แก่บริษัท ย. ดังนั้น เงินค่าตอบแทนดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นเงินที่ได้รับจากการขายผลปาล์มน้ำมันที่จำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ย. ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องนำมาวางต่อศาลพร้อมบัญชีรับ - จ่าย และเมื่อใบเสร็จรับเงินที่นายฉัตรเทพขายผลปาล์มน้ำมันให้แก่บริษัท น. ระบุว่านายฉัตรเทพเป็นผู้ขาย จึงเป็นธรรมดาและไม่ถือเป็นพิรุธที่โจทก์ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่แสดงว่าจำเลยตัดผลปาล์มน้ำมันไปขายในนามส่วนตัวดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่บริษัท ย. มอบอำนาจให้นายฉัตรเทพทำประโยชน์ 100 ไร่ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 163/2555 ของศาลชั้นต้นและพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พันตำรวจเอกพิทักษ์พบคนงานของนายฉัตรเทพก็อยู่นอกพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท 1,821 ไร่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท นั้น นายฉัตรเทพก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับที่ดินที่บริษัท ย. ฟ้องนายสมปองและนายสุชาติว่าบุกรุก โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน 100 ไร่ นั้นไม่ได้อยู่ในที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาท จึงต้องฟังว่านายฉัตรเทพตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทที่จำเลยมอบอำนาจให้นายฉัตรเทพมีอำนาจตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ย. ตัดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทแล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วพร้อมบัญชีรับ - จ่ายไปวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่กลับนำไปใช้เป็นการส่วนตัวทำให้บริษัท ย. ไม่มีรายได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดเพียงใด เห็นว่า พันตำรวจเอกพิทักษ์และนายสุชาติ พยานโจทก์ เบิกความว่า จำเลยหยุดเก็บผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จึงต้องฟังว่าจำเลยหยุดกระทำละเมิดในวันดังกล่าว และต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ย. เดือนละ 510,000 บาท จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เท่านั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยตัดต้นปาล์มน้ำมันของบริษัท ย. หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยขุดคูและตัดต้นปาล์มน้ำมัน 20 ต้น เพื่อประโยชน์ของบริษัทและป้องกันไม่ให้คนร้ายนำรถยนต์เข้ามาขโมยผลปาล์มน้ำมันได้ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจย่อมมีอำนาจบริหารจัดการกิจการของบริษัท ย. โดยไม่จำต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอื่น เห็นว่า การทำสวนปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุประสงค์หลักของบริษัท ย. ดังนั้น การบริหารจัดการเกี่ยวกับการปลูกหรือการตัดต้นปาล์มน้ำมันย่อมมีผลต่อรายได้ของบริษัท จึงต้องขอความเห็นชอบจากกรรมการอื่นด้วย การที่จำเลยในฐานะกรรมการบริหารจัดการงานดังกล่าวไปโดยลำพังแล้วเกิดความเสียหายแก่บริษัท ย. จึงเป็นการละเมิดและต้องรับผิดต่อบริษัท ย. ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ต้นปาล์มน้ำมันและผลปาล์มน้ำมันในสวนปาล์มน้ำมันที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นของป่า ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ปลูกและไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ การที่จำเลยตัดต้นปาล์มน้ำมันและผลปาล์มน้ำมันดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อบริษัท ย. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน
อนึ่ง หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 3,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ย. แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนอัตราเดือนละ 510,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ให้แก่บริษัท ย. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ