พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,639 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเจ้าของรวม - การใช้ประโยชน์ที่ดิน - ไม่เป็นละเมิด - ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย
ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกันคนละครึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิจะใช้ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นที่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคแรกจำเลยไม่มีสิทธิขับไล่โจทก์ ฉะนั้น แม้โจทก์จะไม่ออกไปจากที่ดินและเรือนพิพาท เมื่อจำเลยบอกกล่าวให้ออกไป จึงไม่เป็นละเมิดต่อจำเลย
จำเลยฟ้องแย้งว่า ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยขอให้โจทก์ออกไปเพื่อจะให้ผู้อื่นเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมออก ทำให้จำเลยเสียหายขาดค่าเช่าที่ควรจะได้ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นจะวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แบ่งดอกผลของที่ดินและเรือนพิพาทที่โจทก์ได้มาให้แก่จำเลยตามส่วนที่จำเลยมีอยู่
จำเลยฟ้องแย้งว่า ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยขอให้โจทก์ออกไปเพื่อจะให้ผู้อื่นเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมออก ทำให้จำเลยเสียหายขาดค่าเช่าที่ควรจะได้ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นจะวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แบ่งดอกผลของที่ดินและเรือนพิพาทที่โจทก์ได้มาให้แก่จำเลยตามส่วนที่จำเลยมีอยู่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเจ้าของรวม - การใช้ที่ดินร่วมกัน - ไม่เป็นละเมิด - ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย
ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกันคนละครึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิจะใช้ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นที่อยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคแรก จำเลยไม่มีสืทธิขับไล่โจทก์ ฉะนั้น แม้โจทก์จะไม่ออกไปจากที่ดินและเรือนพิพาท เมื่อจำเลยบอกกล่าวให้ออกไป จึงไม่เป็นละเมิดต่อจำเลย
จำเลยฟ้องแย้งว่า ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยขอให้โจทก์ออกไปเพื่อจะให้ผู้อื่นเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมออก ทำให้จำเลยเสียหายขาดค่าเช่าที่ควรจะได้ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นจะวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แบ่งดอกผลของที่ดินและเรือนพิพาทที่โจทก์ได้มาให้แก่จำเลยตามส่วนที่จำเลยมีอยู่
จำเลยฟ้องแย้งว่า ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยขอให้โจทก์ออกไปเพื่อจะให้ผู้อื่นเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมออก ทำให้จำเลยเสียหายขาดค่าเช่าที่ควรจะได้ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นจะวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แบ่งดอกผลของที่ดินและเรือนพิพาทที่โจทก์ได้มาให้แก่จำเลยตามส่วนที่จำเลยมีอยู่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่ารายปี การชำระค่าเช่าเมื่อสิ้นปี และขอบเขตประเด็นฟ้อง
สัญญาเช่ากำหนดอัตราค่าเช่าเป็นรายปี และได้กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้ว่า 'ผู้เช่ายอมชำระค่าเช่าให้แก่ ผู้ให้เช่าปีละ 1 ครั้ง ฯลฯ'มิได้กำหนดว่าผู้เช่าจะต้องชำระค่าเช่าล่วงหน้า จึงต้องถือว่าผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าเช่ารายปีแต่ละปีให้แก่ผู้ให้เช่าเมื่อสิ้นปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 559
โจทก์ตั้งประเด็นฟ้องเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ ศาลจะหยิบยกสัญญาเช่าข้ออื่นมาเป็นเหตุวินิจฉัยขับไล่จำเลยไม่ได้ เป็นการนอกประเด็นที่โจทก์กล่าวในฟ้อง
โจทก์ตั้งประเด็นฟ้องเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ ศาลจะหยิบยกสัญญาเช่าข้ออื่นมาเป็นเหตุวินิจฉัยขับไล่จำเลยไม่ได้ เป็นการนอกประเด็นที่โจทก์กล่าวในฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่ากำหนดชำระค่าเช่ารายปีเมื่อสิ้นปี การฟ้องเลิกสัญญาต้องอาศัยเหตุที่กล่าวอ้างในฟ้อง
สัญญาเช่ากำหนดอัตราค่าเช่าเป็นรายปี และได้กำหนดเวลาชำระค่าเช่าไว้ว่า "ผู้เช่ายอมชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าปีละ 1 ครั้ง ฯลฯ" มิได้กำหนดว่าผู้เช่าจะต้องชำระค่าเช่าล่วงหน้าจึงต้องถือว่าผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าเช่ารายปีแต่ละปีให้แก่ผู้ให้เช่าเมื่อสิ้นปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 559
โจทก์ตั้งประเด็นฟ้องเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ ศาลจะหยิบยกสัญญาเช่าข้ออื่นมาเป็นเหตุวินิจฉัยขับไล่จำเลยไม่ได้ เป็นการนอกประเด็นที่โจทก์กล่าวในฟ้อง
โจทก์ตั้งประเด็นฟ้องเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ ศาลจะหยิบยกสัญญาเช่าข้ออื่นมาเป็นเหตุวินิจฉัยขับไล่จำเลยไม่ได้ เป็นการนอกประเด็นที่โจทก์กล่าวในฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อพิพาทสัญญาเช่า: การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่าและการคุ้มครองตามกฎหมายควบคุมการเช่า
หนังสือสัญญาเช่าระบุไว้ว่าจำเลยเช่าเพื่อทำการค้า จำเลย ย่อมต่อสู้และนำสืบได้ว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย
โจทก์มิได้กล่าวหาเลยว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติดๆกันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17(1) การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก
การที่ผู้เช่าจะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือไม่นั้น ไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
โจทก์มิได้กล่าวหาเลยว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติดๆกันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17(1) การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก
การที่ผู้เช่าจะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือไม่นั้น ไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเช่าเพื่ออยู่อาศัย vs. การค้า: สิทธิผู้เช่าภายใต้กฎหมายควบคุมค่าเช่าและการวินิจฉัยนอกฟ้อง
หนังสือสัญญาเช่าระบุไว้ว่าจำเลยเช่าเพื่อทำการค้า จำเลยย่อมต่อสู้และนำสืบได้ว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย
โจทก์มิได้กล่าวหาเลยว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติด ๆ กันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17(1) การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคแรก
การที่ผู้เช่าจะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือไม่นั้น ไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
โจทก์มิได้กล่าวหาเลยว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติด ๆ กันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17(1) การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคแรก
การที่ผู้เช่าจะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือไม่นั้น ไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องคดีมรดกตามพินัยกรรม: ประเด็นการครอบครองและการวินิจฉัยนอกประเด็น
โจทก์ฟ้องเรียกมรดกตามพินัยกรรม จำเลยสู้ว่าจำเลยครอบครองมรดกนั้นอยู่โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมฉบับสุดท้ายยกที่พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว เป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมโดยตรง การที่ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยเรื่องสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น
ที่พิพาทเป็นที่ยังไม่มีโฉนด โจทก์อ้างว่าที่พิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว แต่โจทก์จะได้ครอบครองที่พิพาทมาเพียงใดหรือไม่ ยังไม่ปรากฏฝ่ายจำเลยก็โต้เถียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทมาเป็นเวลากว่า 40ปี แล้ว จึงมีประเด็นว่าที่พิพาทรายนี้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยเป็นผู้ครอบครองหลังจากเจ้ามรดกตายแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานต่อไป
ที่พิพาทเป็นที่ยังไม่มีโฉนด โจทก์อ้างว่าที่พิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว แต่โจทก์จะได้ครอบครองที่พิพาทมาเพียงใดหรือไม่ ยังไม่ปรากฏฝ่ายจำเลยก็โต้เถียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทมาเป็นเวลากว่า 40ปี แล้ว จึงมีประเด็นว่าที่พิพาทรายนี้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยเป็นผู้ครอบครองหลังจากเจ้ามรดกตายแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องคดีมรดกตามพินัยกรรม: ประเด็นการครอบครองและการวินิจฉัยนอกประเด็น
โจทก์ฟ้องเรียกมรดกตามพินัยกรรม จำเลยสู้ว่าจำเลยครอบครองมรดกนั้นอยู่โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมฉบับสุดท้ายยกที่พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว เป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมโดยตรง การที่ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยเรื่องสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น
ที่พิพาทเป็นที่ยังไม่มีโฉนด โจทก์อ้างว่าที่พิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว แต่โจทก์จะได้ครอบครองที่พิพาทมาเพียงใดหรือไม่ ยังไม่ปรากฏฝ่ายจำเลยก็โต้เถียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แล้วจึงมีประเด็นว่าที่พิพาทรายนี้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยเป็นผู้ครอบครองหลังจากเจ้ามรดกตายแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานต่อไป
ที่พิพาทเป็นที่ยังไม่มีโฉนด โจทก์อ้างว่าที่พิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว แต่โจทก์จะได้ครอบครองที่พิพาทมาเพียงใดหรือไม่ ยังไม่ปรากฏฝ่ายจำเลยก็โต้เถียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แล้วจึงมีประเด็นว่าที่พิพาทรายนี้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยเป็นผู้ครอบครองหลังจากเจ้ามรดกตายแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ขอบเขตคำฟ้อง: โจทก์ฟ้องเฉพาะส่วนใดของที่ดิน ศาลพิพากษาได้เฉพาะส่วนนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ถึงที่ดินทั้งหมด
ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน 4 ไร่ และเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 4 ไร่เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินทั้ง 30 ไร่เป็นของโจทก์ ศาลก็พิพากษาให้โจทก์ชนะได้เพียง 4 ไร่เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ขอบเขตการฟ้องคดี: ศาลจำกัดการพิพากษาตามที่โจทก์ฟ้องและเสียค่าขึ้นศาล แม้ข้อเท็จจริงจะพิสูจน์ได้มากกว่า
ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน 4 ไร่ และเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 4 ไร่เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินทั้ง 30 ไร่เป็นของโจทก์ ศาลก็พิพากษาให้โจทก์ชนะได้เพียง 4 ไร่ เท่านั้น