พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,639 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การอุทิศที่ดินที่ไม่สมบูรณ์ ศาลสั่งขับไล่ได้
ฟ้องขอให้แสดงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์อุทิศให้สุเหร่าและขอให้ขับไล่จำเลยและห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่พิพาทดังนี้ แม้การอุทิศนั้นจะไม่สมบูรณ์ เนื่องจากสุเหร่าไม่เป็นนิติบุคคลไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับอุทิศได้ศาลก็พิพากษาขับไล่จำเลยและห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่พิพาทได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2001/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็แบ่งทรัพย์สินที่หามาด้วยกันได้ ตามหลักเจ้าของร่วมกัน
หญิงฟ้องหย่าขาดจากชายผู้เป็นสามีและขอแบ่งสินสมรสด้วย แม้จะได้ความว่าการสมรสไม่ได้จดทะเบียนจึงไม่เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องหย่า ก็ตามแต่ในเรื่องทรัพย์สินที่ขอแบ่งนั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยให้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 1179/2492
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2001/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแบ่งสินสมรสแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ศาลยังคงมีอำนาจวินิจฉัยได้
หญิงฟ้องหย่าขาดจากชายผู้เป็นสามีและขอแบ่งสินสมรสด้วย แม้จะได้ความว่าการสมรสไม่ได้จดทะเบียนจึงไม่เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องหย่าก็ตาม แต่ในเรื่องทรัพย์สินที่ขอแบ่งนั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยให้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่1179/2492
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในการฟ้องขับไล่ย่อมผูกพันกับความเป็นเจ้าของที่ดิน หากที่ดินเป็นที่สาธารณะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ครอบครองมา 7-8 ปีแล้ว แต่ทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินพิพาทได้ถูกทางการกรมการอำเภอประกาศว่าเป็นที่สาธารณะ โจทก์จึงให้บุตรขอจับจองใหม่ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในการฟ้องขับไล่ขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของที่ดิน หากไม่ใช่เจ้าของ สิทธิฟ้องย่อมไม่มี
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ครอบครองมา 7-8 ปีแล้ว แต่ทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินพิพาทได้ถูกทางการกรมการอำเภอประกาศว่าเป็นที่สาธารณะ โจทก์จึงให้บุตรขอจับจองใหม่ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องขับไล่และการพิสูจน์การเช่า: จำเลยต้องพิสูจน์การเช่า หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ โจทก์มีสิทธิขับไล่
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยและได้บอกกล่าวจำเลยให้รื้อถอนไปแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯและว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัย และจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯและว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัย และจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์สถานะการอยู่อาศัย: หากจำเลยอ้างการเช่าแต่ไม่สืบพยาน พิพากษาขับไล่ได้
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยและได้บอกกล่าวจำเลยให้รื้อถอนไปแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยและจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม ก.ม.ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยและจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม ก.ม.ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ทำโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้ซื้อจะสุจริต
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลซึ่งมูลคดีเรื่องนั้นเกิดขึ้นในเขตนั้น เมื่อศาลจังหวัดนั้นได้ใช้ดุลพินิจอนุญาต ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องที่ศาลนั้นแล้ว ก็เป็นการชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่านิติกรรมขายฝากระหว่างผู้มีชื่อกับจำเลยเป็นอันใช้ไม่ได้ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอันใช้ไม่ได้นั้นเสีย ดังนี้ ไม่เกินคำขอในฟ้อง เพราะเป็นลักษณะของการอันเดียวกัน
ทำใบมอบอำนาจปลอมขึ้นว่าเจ้าของที่ดินมอบอำนาจให้ตนเอาที่ดินไปขายฝาก แม้ผู้รับซื้อฝากจะรับซื้อไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนการขายฝากไว้แล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ เพราะเจ้าของที่ดินมิได้มอบอำนาจให้ขาย นิติกรรมระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ซื้อจึงไม่มีต่อกัน ชอบที่ผู้ซื้อจะไปไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ขาย
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่านิติกรรมขายฝากระหว่างผู้มีชื่อกับจำเลยเป็นอันใช้ไม่ได้ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอันใช้ไม่ได้นั้นเสีย ดังนี้ ไม่เกินคำขอในฟ้อง เพราะเป็นลักษณะของการอันเดียวกัน
ทำใบมอบอำนาจปลอมขึ้นว่าเจ้าของที่ดินมอบอำนาจให้ตนเอาที่ดินไปขายฝาก แม้ผู้รับซื้อฝากจะรับซื้อไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนการขายฝากไว้แล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ เพราะเจ้าของที่ดินมิได้มอบอำนาจให้ขาย นิติกรรมระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ซื้อจึงไม่มีต่อกัน ชอบที่ผู้ซื้อจะไปไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ขาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
นิติกรรมขายฝากที่เกิดจากการหลอกลวงด้วยใบมอบอำนาจปลอม ผู้รับซื้อฝากมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ขาย
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลซึ่งมูลคดีเรื่องนั้นเกิดขึ้นในเขตนั้น เมื่อศาลจังหวัดนั้นได้ใช้ดุลยพินิจอนุญาต ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องที่ศาลนั้นแล้ว ก็เป็นการชอบด้วย ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 4 (2)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่านิติกรรมขายฝากระหว่างผู้มีชื่อกับจำเลยเป็นอันใช้ไม่ได้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอันใช้ไม่ได้นั้นเสีย ดังนี้ ไม่เกินคำขอในฟ้อง เพราะเป็นลักษณะของการณ์อันเดียวกัน
ทำใบมอบอำนาจปลอมขึ้นว่าเจ้าของที่ดินมอบอำนาจให้ตนเอาที่ดินไปขายฝาก แม้ผู้รับซื้อฝากจะรับซื้อไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนการขายฝากไว้แล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ เพราะเจ้าของที่ดินมิได้มอบอำนาจให้ขาย นิติกรรมระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ซื้อจึงไม่มีต่อกัน ชอบที่ผู้ซื้อจะไปไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ขาย
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่านิติกรรมขายฝากระหว่างผู้มีชื่อกับจำเลยเป็นอันใช้ไม่ได้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอันใช้ไม่ได้นั้นเสีย ดังนี้ ไม่เกินคำขอในฟ้อง เพราะเป็นลักษณะของการณ์อันเดียวกัน
ทำใบมอบอำนาจปลอมขึ้นว่าเจ้าของที่ดินมอบอำนาจให้ตนเอาที่ดินไปขายฝาก แม้ผู้รับซื้อฝากจะรับซื้อไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนการขายฝากไว้แล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ เพราะเจ้าของที่ดินมิได้มอบอำนาจให้ขาย นิติกรรมระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ซื้อจึงไม่มีต่อกัน ชอบที่ผู้ซื้อจะไปไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ขาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยึดนาเป็นประกันหนี้: สิทธิเรียกร้องคืนเมื่อสละสิทธิ
โจทก์ฟ้องขอชำระหนี้เงินกู้และขอนาที่ให้เจ้าหนี้ยึดถือทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้คืน จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ขึ้นเงินกู้แล้ว ทำสัญญายกนาพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิของจำเลยแล้วไม่ขอไถ่ ดังนี้ประเด็นคงมีว่าโจทก์ให้จำเลยยึดถือนาพิพาทไว้แทนเป็นประกันเงินกู้ดังฟ้อง หรือว่าโจทก์ได้สละสิทธินาพิพาทให้จำเลยแล้วตามจำเลยต่อสู้เท่านั้นเมื่อคดีได้ความตามที่จำเลยต่อสู้ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง โดยถือว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ตามประเด็นข้ออ้างที่ถือว่าเป็นสิทธิเรียกนาพิพาทคืนจากจำเลย ส่วนนาพิพาทจะเป็นของบิดาโจทก์หรือของใคร ไม่เป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้