คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
มนูกิจวิมลอรรถ

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,694 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยกระทำผิดซ้ำหลังได้รับโทษรอการลงอาญา ศาลเพิ่มโทษตามกฎหมายและรวมโทษเดิม
จำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมีกำหนด 9 เดือนมาแล้วแต่ถูกรอการลงอาญาไว้ มากระทำผิดฐานฆ่าคนตายตามมาตรา 249 ขึ้นอีกภายใน 5 ปี ศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี และเพิ่มโทษตามมาตรา 42,72 อีก 1 ใน 3 เป็นโทษให้จำคุก 20 ปี แล้วเอาโทษที่รอไว้ 9 เดือนมาลงแก่จำเลย รวมเป็นโทษจำคุก 20 ปี 9 เดือน ศาลฎีกาพิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเพิ่มโทษจำคุกจากความผิดซ้ำภายใน 5 ปี และการนำโทษที่รอการลงโทษไปลงโทษ
จำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมีกำหนด 9 เดือนมาแล้ว แต่ถูกรอการลงอาญาไว้มากระทำผิดฐานฆ่าคนตายตาม มาตรา 249 ขึ้นอีกภายใน 5 ปี ศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี และเพิ่มโทษตามมาตรา 42, 72 อีก 1 ใน 3 เป็นโทษให้จำคุก 20 ปีแล้วเอาโทษที่รอไว้ 9 เดือนมาลงแก่จำเลย รวมเป็นโทษจำคุก 20 ปี 9 เดือน ศาลฎีกาพิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1259/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตคำขอห้ามบุกรุก: คำพิพากษาตามแผนที่พิพาท
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องในที่ของโจทก์ซึ่งจำเลยบุกรุกเข้ามา กว้าง 1 วา ยาวประมาณ 3 เส้น ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานไปทำแผนที่ โจทก์นำชี้ที่ที่จำเลยบุกรุกเข้ามาตามในวงเส้นสีแดง ซึ่งกว้างเพียง 3 ศอกยาว 3 เส้น 3 วา 2 ศอกเกินที่กล่าวในฟ้องไป 3 วา 2 ศอก ดังนี้ก็ต้องถือว่าโจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ของโจทก์ตามในวงเส้นสีแดงแห่งแผนที่พิพาทนั้นเอง ศาลพิพากษาห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องในที่พิพาทภายในวงเส้นสีแดงแห่งแผนที่พิพาทได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1259/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตคำขอในคดีบุกรุก: ศาลพิจารณาตามแผนที่พิพาท แม้เนื้อที่ต่างจากฟ้อง
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องในที่ของโจทก์ ซึ่งจำเลยบุกรุกเข้ามา กว้าง 1 วา ยาวประมาณ 3 เส้น ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานไปทำแผนที่โจทก์นำชี้ที่ที่จำเลยบุกรุกเข้ามาตามในวงเส้นสีแดง ซึ่งกว้างเพียง 3 ศอก ยาว 3 เส้น 3 วา 2 ศอกเกินที่กล่าวในฟ้องไป 3 วา 2 ศอก ดังนี้ ก็ต้องถือว่า โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ของโจทก์ตามในวงเส้นสีแดงแห่งแผนที่พิพาทนั้นเอง ศาลพิพากษาห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องในที่พิพาทภายในวงเส้นสีแดงแห่งแผนที่พิพาทได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยอมรับสัญญายอมความและการสืบพยาน จำเลยต้องนำสืบหากกล่าวอ้างว่าสัญญาไม่สมบูรณ์
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและเรียกค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาประนีประนอมนั้นไม่สมบูรณ์โดยเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ และเถียงในเรื่องค่าเสียหาย ครั้นต่อมายอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลว่า โจทก์จำเลยยอมรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาท้ายฟ้องจริง คู่ความคงโต้เถียงกันเฉพาะราคานาพิพาทและค่าเสียหายเท่านั้น และในที่สุดไม่ติดใจโต้เถียงเรื่องราคานาเรื่องค่าเสียหาย จำเลยก็รับในที่สุดว่าคิดเป็นเงิน 800 บาท ดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้โต้เถียงต่อไปแล้วว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่สมบูรณ์และเมื่อเรื่องราคานาและจำนวนค่าเสียหายจำเลยก็ไม่เถียงต่อไปแล้ว คดีก็เป็นอันไม่มีประเด็นที่จะสืบกันต่อไป ศาลพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญายอมความนั้น และให้ใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์จำเลยยอมรับกันได้ทีเดียว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับในเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมรายนี้ย่อมฟังไม่ได้
จำเลยรับว่าจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมตามที่โจทก์นำมาฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่าสัญญาไม่สมบูรณ์โดยเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ ประเด็นข้อนี้จึงตกเป็นหน้าที่จำเลยจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยอมรับสัญญายอมความและการโต้เถียงภายหลัง: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามสัญญาที่จำเลยยอมรับ
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและเรียกค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาประนีประนอมนั้นไม่สมบูรณ์โดยเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ และเถียงในเรื่องค่าเสียหาย ครั้นต่อมายอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลว่า โจทก์จำเลยยอมรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาท้ายฟ้องจริง คู่ความคงโต้เถียงกันฉะเพาะราคานาพิพาทและค่าเสียหายเท่านั้น และในที่สุดไม่ติดใจโต้เถียงเรื่องราคานา+เสียหายจำเลยก็รับในที่สุดว่าคิดเป็นเงิน 800 บาท ดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้โต้เถียงต่อไปแล้วว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่สมบูรณ์ และเมื่อเรื่องราคานาและจำนวนค่าเสียหายจำเลยก็ไม่เถียงต่อไปแล้ว คดีก็เป็นอันไม่มีประเด็นที่จะสืบกันต่อไป ศาลพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญายอมความนั้น และให้ใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์จำเลยยอมรับกันได้ทีเดียว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับในเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมรายนี้ย่อมฟังไม่ได้
จำเลยรับว่าจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมตามที่โจทก์นำมาฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่าสัญญาไม่สมบูรณ์โดยเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ ประเด็นข้อนี้จึงตกเป็นหน้าที่จำเลยจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของศัตรูต่อสหประชาชาติ ต้องเป็นไปตามกฎหมายหลัก และพระราชกฤษฎีกาต้องไม่ขัดต่อกฎหมายทั่วไป
อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาจนเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายทั่วๆ ไปของบ้านเมืองนั้น จักต้องมีการระบุมอบอำนาจไว้โดยชัดแจ้งในตัว พระราชบัญญัติ มิฉะนั้นพระราชกฤษฎีกาที่ออกมาเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายทั่วไปของบ้านเมืองนั้นก็จะบังคับใช้ไม่ได้
ข้อความในพระราชกฤษฎีกาควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลที่เป็นศัตรูต่อสหประชาชาติ พ.ศ.2492(ฉบับ ที่ 2) มาตรา 3 ซึ่งให้ยกเลิกมาตรา 6 ในพระราชกฤษฎีกาฉบับ ที่1 และใช้ความต่อไปนี้แทนว่า "มาตรา 6 ในการควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินตามความในพระราชกฤษฎีกานี้ให้คณะกรรมการรักษาเงินที่ได้จากการนั้นไว้ และในระหว่างที่ยังมิได้มีความตกลงของสหประชาชาติในเรื่องนี้ ห้ามมิให้จ่ายเงินดังกล่าวแล้ว เว้นแต่ค่าใช้จ่ายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 5" นั้น ถ้าจะแปลจนถึงว่าให้คณะกรรมการมีอำนาจงดการชำระหนี้อันถึงกำหนดแก่เจ้าหนี้ตลอดถึงไม่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาและทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ต้องอยู่ในการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วก็จะเป็นอำนาจที่มิใช่อำนาจในหลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมและจัดทรัพย์สิน เพราะเป็นอำนาจที่คณะกรรมการจะต้องกระทำการฝ่าฝืนขืนขัดต่อกฎหมายทั่วไปของบ้านเมือง โดยมิได้มี พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทำการเช่นนั้น หรือให้อำนาจที่จะให้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเช่นนั้นได้ ฉะนั้นศาลจึงมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแก่คณะกรรมการฯ ผู้เป็นจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11,12,13,14/2493)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตอำนาจควบคุมทรัพย์สินศัตรู: พ.ร.บ.ต้องให้อำนาจชัดเจน การงดชำระหนี้เกินขอบเขตเป็นโมฆะ
อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาจนเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายทั่วๆ ไปของบ้านเมืองนั้น จักต้องมีการระบุมอบอำนาจไว้โดยชัดแจ้งในตัว พ.ร.บ.มิฉะนั้นพระราชกฤษฎีกาที่ออกมาเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายทั่วไปของบ้านเมืองนั้น ก็จะบังคับใช้ไม่ได้
ข้อความในพระราชกฤษฎีกาควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลที่เป็นศัตรูต่อสหประชาชาติ พ.ศ. 2492 (ฉะบับที่ 2) มาตรา 3 ซึ่งให้ยกเลิกมาตรา 6 ในพระราชกฤษฎีกาฉะบับที่ 1 และใช้ความต่อไปนี้แทนว่า "มาตรา 6 ในการควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินตามความในพระราชกฤษฎีกานี้ให้คณะกรรมการรักษาเงินที่ได้จากการนั้น ไว้และในระหว่างที่ยังมิได้มีความตกลงของสหประชาชาติในเรื่องนี้ห้ามมิให้จ่ายเงินดังกล่าวแล้ว เว้นแต่ค่าใช้จ่ายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 5" นั้น ถ้าจะแปลจนถึงว่าให้คณะกรรมการมีอำนาจงดการชำระหนี้อันถึงกำหนด แก่เจ้าหนี้ตลอดถึงไม่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาและทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่ต้องอยู่ในการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้ว ก็จะเป็นอำนาจที่มิใช่อำนาจในหลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมและจัดทรัพย์สิน เพราะเป็นอำนาจที่คณะกรรมการจะต้องกระทำการฝ่าฝืนขืนขัดต่อกฎหมายทั่วไปของบ้านเมือง โดยมิได้มี พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทำการเช่นนั้น หรือให้อำนาจที่จะให้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเช่นนั้นได้ ฉะนั้นศาลจึงมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแก่คณะกรรมการฯ ผู้เป็นจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความ: สิทธิของบุตรจากสัญญาและกรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำ
สามีภริยาทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งระบุไว้ว่า เป็นสัญญาประนีประนอมเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องเรือนและสวนยางไม่ให้ต้องเป็นความกันในโรงศาลโดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์สวนแปลงนั้นให้บุตร 2 คนๆละส่วนนับแต่วันทำสัญญาแม้จะมีข้อความว่าให้บุตรทั้งสองเข้าถือสิทธิครอบครองได้ต่อเมื่อสามีภริยาตายแล้วทั้งสองคน ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และเป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาตกลงจะชำระหนี้แก่บุตรซึ่งเป็นบุคคลภายนอก บุตรจึงมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากคู่สัญญาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคต้นและเมื่อบุตรได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้แล้ว สิทธิของบุตรก็เกิดขึ้นแล้วตามวรรคสอง บุตรย่อมฟ้องขอให้ปฏิบัติตามสัญญานั้นได้
โจทก์เคยฟ้องจำเลย ขอแบ่งทรัพย์ตามเอกสารฉบับหนึ่งอ้างว่าเป็นพินัยกรรม ศาลพิพากษายกฟ้องว่า ไม่ใช่พินัยกรรม คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ตามสัญญาเอกสารฉบับเดียวกันนั้น อ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมของบุคคลอื่นที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2494)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่สัญญาและบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ได้ แม้มีข้อจำกัดสิทธิในการครอบครอง
สามีภริยาทำหนังสือขึ้นฉะบับหนึ่งระบุไว้ว่า เป็นสัญญาประนีประนอมเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องเรือนและสวน+ไม่ให้ต้องเป็นความกันใน+ศาล โดยตกลงโอนกรรมสิทธิสวนแปลง+ให้บุตรคน ๆ ละส่วนนับแต่วันทำสัญญาแม้จะมีข้อความ+ให้บุตรทั้งสองเข้าถือสิทธิครอบครองได้ต่อเมื่อสามีภริยาตายแล้วทั้งสอง คน ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา + และเป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาตกลงจะชำระหนี้แก่บุตร ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก บุตรจึงมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากคู่สัญญาได้ตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา 374 วรรคต้น และ+บุตรได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้แล้ว สิทธิของบุตรก็เกิดขึ้นแล้วตามวรรค 2 บุตร+ฟ้องขอให้ปฏิบัติตามสัญญา+ได้
โจทก์เคยฟ้องจำเลย ขอแบ่งทรัพย์ตามเอกสารฉบับหนึ่ง+ว่าเป็นพินัยกรรม์ ศาลพิพากษายกฟ้องว่า ไม่ใช่พินัยกรรมคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ตามสัญญาเอกสารฉะบับเดียวกันนั้น อ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมของบุคคลอื่นที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
of 170