คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
มนูกิจวิมลอรรถ

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,694 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิจารณาโทษกักกันสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ โดยคำนึงถึงระยะเวลาห่างของการกระทำผิดและการวิวาท
จำเลยที่เคยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกายมาแล้ว 2 ครั้งครั้งหลังได้ถูกลงโทษฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาอีก แต่ปรากฏว่าโทษครั้งก่อนๆ นั้นระยะเวลาห่างไกลกับโทษครั้งนี้ถึง20 ปีและ 16 ปี และความผิดครั้งนี้ก็เกิดจากการวิวาทกัน ดังนี้ ยังไม่ถือว่า จำเลยมีสันดานเป็นผู้ร้ายและยังไม่ควรกักกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การปฏิบัติตามสัญญายอมความต้องเป็นไปโดยความยินยอมของผู้เช่า หากไม่ยินยอม สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพัน
การที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่าเคหะทำยอมกันว่า ผู้เช่ายอมออกไปภายในกำหนดวันแน่นอน ฝ่ายผู้ให้เช่ายอมจะชำระเงินให้หนึ่งหมื่นบาทและยอมให้ผู้เช่ารื้อสิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าทำไว้ไป แต่แล้วผู้เช่ากลับไม่ยอมออกไป จนต้องศาลมีหมายจับมาขัง จึงยอมออกไปและเป็นเวลาล่วงเลยมา ถึง 1 ปี 4 เดือน นับจากวันยอม ดังนี้ ถือว่าผู้เช่าและบริวารมิได้ออกจากที่เช่าไปโดยความยินยอม หรือสมัครใจ ผู้เช่าจะมาขอให้ศาลบังคับผู้ให้เช่าให้ปฏิบัติศาลยอมมิได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยินยอมออกจากที่เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญายอมความ หากไม่ยินยอม สัญญาเป็นโมฆะ
การที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่าเคหะทำยอมกันว่า ผู้เช่ายอมออกไปภายในกำหนดวันแน่นอน ฝ่ายผู้ให้เช่ายอมจะชำระเงินให้หนึ่งหมื่นบาท และยอมให้ผู้เช่ารื้อสิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าทำไว้ไป แต่แล้วผู้เช่ากลับไม่ยอมออกไป จนศาลต้องมีหมายจับมาขัง จึงยอมออกไปและเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 1 ปี 4 เดือน นับจากวันยอม ดังนี้ ถือว่าผู้เช่าและบริวารมิได้ออกจากที่เช่าไปโดยความยินยอม หรือสมัครใจ ผู้เช่าจะมาขอให้ศาลบังคับผู้ให้เช่าให้ปฏิบัติตามยอมมิได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2493)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 404/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเปลี่ยนแปลงฐานความผิดหลังสืบพยาน ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลไม่อนุญาตเพิ่มเติมฟ้อง
เดิมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำผิดฐานเรี่ยไร่ในที่สาธารณะสถาน และอ้างบทกฎหมายที่ยกเลิกแล้ว จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ทำการเรี่ยไรในที่สาธารณะสถาน จึงไม่ต้องขอนุญาต เมื่อสืบพยานโจทก์ 13 ปาก แล้ว โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องเปลี่ยนฐานความผิดใหม่ว่า จำเลยเรี่ยไรเพื่อสาธารณะประโยชน์และอ้างบทกฎหมายใหม่ ซึ่งบังคับให้ต้องขออนุญาต ดังนี้ ถือว่า ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ และเสียเปรียบ ศาลไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 398/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การลงโทษจำเลยต้องสอดคล้องกับคำฟ้อง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส แต่พยานไม่สนับสนุน จึงลงโทษฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงบาดเจ็บ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้กำลังกายกลุ้มรุมกันทำร้ายชกต่อย ถีบ เตะ ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส ทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายไม่ถึงบาดเจ็บแล้วในตอนหลังผู้เสียหายถูกคนอื่นซึ่งเป็นพรรคพวกของจำเลยทำร้ายบาดเจ็บสาหัส โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่า จำเลยได้สมคบกับคนอื่นที่ทำร้ายเหล่านั้นด้วย ดังนี้ จะลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสมิได้ จำเลยคงมีผิดเพียง ฐานทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 398/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การลงโทษอาญาต้องสอดคล้องกับฟ้อง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส แต่พยานไม่สนับสนุน ศาลลงโทษฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงบาดเจ็บ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้กำลังกายกลุ่มรุมกันทำร้าย ชกต่อย ถีบ เตะ ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส ทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายไม่ถึงบาดเจ็บ แล้วในตอนหลังผู้เสียหายถูกคนอื่นซึ่งเป็นพรรคพวกขอบจำเลยทำร้ายบาดเจ็บสาหัส โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่า จำเลยได้สมคบกับคนอื่นที่ทำร้ายเหล่านั้นด้วย ดังนั้นจะลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสมิได้ จำเลยคงมีความผิดเพียง ฐานทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ดุลพินิจศาลในการรอคดีแพ่งไว้ฟังผลคดีอาญา: การวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องห้ามฎีกา
การที่จะสั่งให้รอคดีแพ่งไว้ฟังผลคดีอาญาเท่านั้น ตามป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 39 เป็นแต่ให้ศาลใช้ดุลยพินิจ เมื่อเห็นสมควรจะสั่งให้รอคดีไว้ก็ได้
เมื่อศาลทั้งสองใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ให้รอคดีไว้แล้วเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงฎีกาไม่ได้ต้องห้าม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ดุลพินิจศาลสั่งรอคดีแพ่งชั่วคราว ฟังผลคดีอาญา: การวินิจฉัยศาลล่างเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา
การที่จะสั่งให้รอคดีแพ่งไว้ฟังผลคดีอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 เป็นแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเมื่อเห็นสมควรจะสั่งให้รอคดีไว้ก็ได้
เมื่อศาลทั้งสองใช้ดุลพินิจสั่งไม่ให้รอคดีไว้แล้วเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงฎีกาไม่ได้ ต้องห้าม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาจากเจ้ามือเป็นลูกค้าเล่นพนัน: ศาลลงโทษได้เฉพาะความผิดฐานเป็นลูกค้า
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้ามือเล่นการพนันโปกำ จำเลยให้การรับเพียงแต่เป็นลูกค้าเล่นการพนันโปกำ ดังนี้ ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความทางพิจารณาไม่ต่างกับฟ้อง และศาลลงโทษจำเลยเพียงความผิดที่เป็นลูกค้าเล่นการพนันโปกำได้
(อ้างฎีกา 552/89)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้อหาต่างกันระหว่างฟ้องและพยานหลักฐาน: เจ้ามือ vs. ลูกค้าการพนันโปกำ ศาลลงโทษตามข้อหาที่พิสูจน์ได้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้ามือเล่นการพนันโปคำ จำเลยให้การรับเพียงแต่เป็นลูกค้าเล่นการพนันโปคำ ดังนี้ ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ควาทางพิจารณาไม่ต่างกันฟ้องและศาลลงโทษจำเลยเพียงความผิดที่เป็นลูกค้าเล่นการพันโปกำได้ (อ้างฎีกา 553/89)
of 170