พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,694 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6-8/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิของผู้รับจำนองสุจริตที่จดทะเบียนสิทธิแล้ว ย่อมมีผลเหนือสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
ผู้มีชื่อในโฉนดขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น แล้วผู้อื่นไปจำนองไว้กับผู้รับจำนองโดยการจำนองนั้น กระทำกันโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตดังนี้ แม้ต่อมามีผู้ร้องมาฟ้องผู้มีชื่อในโฉนดกับผู้จำนอง จนศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนอง กับแสดงว่าผู้ร้องมีสิทธิหรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของในทางครอบครองที่ดินนี้ ก็ตามเมื่อผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนสิทธิไว้แต่อย่างใดแล้ว ผู้ร้องก็ย่อมจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตไม่ได้ และคำพิพากษาดังกล่าวผู้รับจำนองมิได้เป็นคู่ความด้วย คำพิพากษานั้นจึงไม่ผูกพันผู้รับจำนอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาไม่รับฟังข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ศาลเดิมและอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหลักฐานพยานโจทก์ไม่พอฟัง จึงพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ฟังว่าจำเลยแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าให้ตายคงพิพากษาว่าผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 251 ดังนี้ คดีจึงเป็นอันว่าในข้อหาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานี้ ศาลเดิมและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219
โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาจำเลยในคดีฆ่าคนตาย: ศาลยืนตามคำพิพากษาเดิม เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่เปลี่ยนแปลง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 249 ศาลชั้นต้น
วินัยว่าหลักฐานพะยานโจทย์ไม่พอฟัง จึงพิพากษาฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ฟังว่าจำเลยแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าให้ตาย คงพิจารณาว่าผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 251 ดังนี้ คดีจึงเป็นอันวาในข้อหาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานี้ ศาลเดิมและศาลอุทรศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.ม.วิ. อาญามาตรา 219
วินัยว่าหลักฐานพะยานโจทย์ไม่พอฟัง จึงพิพากษาฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ฟังว่าจำเลยแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าให้ตาย คงพิจารณาว่าผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 251 ดังนี้ คดีจึงเป็นอันวาในข้อหาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานี้ ศาลเดิมและศาลอุทรศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.ม.วิ. อาญามาตรา 219
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยกกรรมสิทธิ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากลายพิมพ์นิ้วมือหลอกลวง
มารดากับบุตรมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ภายหลังบุตรขอให้มารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ โดยอ้างว่าจะไปขึ้นเงินจำนองที่ดินรายนี้ ครั้นมารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ไปแล้ว บุตรกลับไปทำเป็นหนังสือมอบอำนาจของมารดาให้บุตรเป็นผู้จัดการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของมารดาให้แก่บุตร และบุตรได้ดำเนินการมาจนเจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมยกให้ที่ดินส่วนมารดาเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตร ดังนี้ มารดาย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการให้นี้ได้ เพราะถือได้ว่านิติกรรมการให้ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยกกรรมสิทธิที่ดินโดยไม่ชอบ การกดลายพิมพ์นิ้วมือโดยหลอกลวงถือเป็นโมฆะ
มารดากับบุตรมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินร่วมกัน ภายหลังบุตรขอให้มารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ โดยอ้างว่าจะไปขึ้นเงินจำนองที่ดินรายนี้ ครั้นมารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ไปแล้ว บุตรกลับไปทำเป็นหนังสือมอบอำนาจของมารดาให้บุตรเป็นผู้จัดการยกกรรมสิทธิที่ดินส่วนของมารดาให้แก่บุตร และบุตรได้ดำเนินการมาจนเจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมยกให้ที่ดินส่วนมารดาเป็นกรรมสิทธิของบุตร ดังนี้ มารดาย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการให้นี้ได้ เพราะถือได้ว่านิติกรรมการให้ดั่งกล่าว เป็นการไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาต่างดอกเบี้ยและสิทธิครอบครองที่ดิน เมื่อครบกำหนดไม่ไถ่ถอน เจ้าของที่ดินย่อมสละสิทธิ
ทำสัญญากู้เงินเขามอบนาให้เขาทำกินต่างดอกเบี้ยโดยมีข้อสัญญากันว่า จะไถ่ถอนภายในกำหนด ถ้าไม่นำเงินมาไถ่ถอนตามกำหนดก็ให้ฝ่ายยึดถือที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิสืบไป ดังนี้เมื่อที่ดินนานั้นไม่มีหนังสือสำหรับสำหรับที่และไม่มีการไถ่ถอนภายในกำหนด ก็ย่อมต้องถือว่าผู้กู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสละสิทธิครอบครองมานั้นให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสละสิทธิในที่ดินจากการไม่ไถ่ถอนตามสัญญา แม้ไม่มีหนังสือสำคัญ
ทำสัญญากู้เงินเขามอบนาให้เขาทำกินต่างดอกเบี้ย โดยมีข้อสัญญากันว่า จะไถ่ถอนภายในกำหนด ถ้าไม่นำเงินมาไถ่ถอนตามกำหนดก็ให้ฝ่ายยึดถือที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์สืบไป ดังนี้เมื่อที่ดินนานั้นไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่และไม่มีการไถ่ถอนภายในกำหนด ก็ย่อมต้องถือว่าผู้กู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสละสิทธิครอบครองนานั้นให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การซื้อขายที่ดินโดยไม่สุจริตและผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินส่วนของผู้อื่น
มารดาเอาที่ดินที่ตนและบุตรเป็นเจ้าของร่วมกันไปขอทำสัญญาขายให้แก่ผู้อื่น ทางอำเภอจึงประกาศโฆษณาการขาย บุตรจึงไปร้องคัดค้านจนทางอำเภอสั่งระงับการทำสัญญาซื้อขายไว้ ผู้จะซื้อจึงเลี่ยงมาขออำนาจศาล ฟ้องมารดาให้โอนขายที่นั้นตามสัญญา แล้วทำยอมกัน ศาลพิพากษาให้โอนขายกันตามยอม แล้วแจ้งให้อำเภอทำสัญญาซื้อขายให้ ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าผู้ซื้อใช้สิทธิไม่สุจริต ผู้ซื้อจะเถียงว่าตนรับซื้อไว้โดยสุจริตควรได้สิทธิทางทะเบียนหาได้ไม่ นิติกรรมซื้อขายนั้นย่อมไม่ผูกพันที่ดินส่วนของบุตรด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การซื้อขายที่ดินโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม และการใช้สิทธิไม่สุจริตของผู้ซื้อ
มารดาเอาที่ดินที่ตนและบุตรเป็นเจ้าของร่วมกันไปขอทำสัญญาขายให้แก่ผู้อื่น ทางอำเภอจึงประกาศโฆษณา การขาย บุตรจึงไปร้องคัดค้านจนทางอำเภอสั่งระงับการทำสัญญาซื้อขายไว้ผู้จะซื้อจึงเลี่ยงมาขออำนาจศาล ฟ้องมารดาให้โอนขายที่นั้นตามสัญญา แล้วทำยอมกัน ศาลพิพากษาให้โอนขายกันตามยอม แล้วแจ้งให้อำเภอทำสัญญาซื้อขายให้ ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าผู้ซื้อใช้สิทธิไม่สุจริต ผู้ซื้อจะเถียงว่าตนรับซื้อไว้โดยสุจริตควรได้สิทธิทางทะเบียนหาได้ไม่นิติกรรมซื้อขายนั้น ย่อมไม่ผูกพันที่ดินส่วนของบุตรด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจนายอำเภอในการสั่งให้เลิกบุกรุกหนองสาธารณะประโยชน์ และความผิดต่อ ก.ม.ลักษณะอาญา
หนองน้ำที่เป็นที่สาธารณะประโยชน์สำหรับราษฎรใช้ด้วยกันและอยู่ในหน้าที่กรมการอำเภอตรวจตรารักษาไม่ให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว ตามความในมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 นั้น นายอำเภอย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่ทำการบุกรุกหนองน้ำนั้นให้เลิกทำการบุกรุกได้ ถ้าผู้นั้นขัดขืน ก็ต้องมีความผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 334 ข้อ 2