คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
ประศาสน์วินิจฉัย

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,149 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า แม้เดิมทีจะเช่าเพื่อทำสวน
เดิมที่เช่าเป็นที่สวนผู้เช่า เช่ามาเพื่อทำสวน ต่อมาที่ดินได้กลายสภาพไป ไม่ใช่สวนแล้ว บุตรผู้เช่าเดิมได้ทำสัญญา เช่ากับเจ้าของที่ดินใหม่ ในสัญญาก็มิได้ระบุว่า เพื่อทำสวนดังที่มารดาทำให้ไว้แต่เดิม ทั้งความจริงผู้เช่าคนหลังนี้ ก็มิได้ใช้ที่พิพาทในการทำสวนเลย แต่ปลุกบ้านอยู่ และให้ญาติพี่น้องเข้ามาปลูกบ้านอยู่กันหลายหลัง เช่นนี้ ถือได้ ว่าเป็นการเช่าที่ดินเพื่อปลูกที่อยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และการที่ผู้เช่าให้ญาติ พี่นอ้งเข้ามาปลูกเรือนอยู่อาศัยในที่เช่าด้วย นั้น เมื่อมิได้ให้เช่าช่วงแล้ว เจ้าของที่ดินก็จะฟ้องขับไล่ไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ บัญญัติเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าให้เช่าช่วงเท่านั้น ไม่ได้ห้ามถึงกรณีที่ผู้เช่าให้ญาติพี่น้องเข้า มาใช้ประโยชน์บนที่ดินที่เช่าด้วย./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเช่าที่ดินเปลี่ยนสภาพจากสวนเป็นที่อยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า การใช้ประโยชน์โดยญาติไม่ถือเช่าช่วง
เดิมที่เช่าเป็นที่สวนผู้เช่าเช่ามาเพื่อทำสวนต่อมาที่ดินได้กลายสภาพไป ไม่ใช่สวนแล้วบุตรผู้เช่าเดิมได้ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินใหม่ในสัญญาก็มิได้ระบุว่า เพื่อทำสวนดังที่มารดาทำให้ไว้แต่เดิมทั้งความจริงผู้เช่าคนหลังนี้ก็มิได้ใช้ที่พิพาทในการทำสวนเลยแต่ปลูกบ้านอยู่ และให้ญาติพี่น้องเข้ามาปลูกบ้านอยู่กันหลายหลัง เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการเช่าที่ดินเพื่อปลูกที่อยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯและการที่ผู้เช่าให้ญาติพี่น้องเข้ามาปลูกเรือนอยู่อาศัยในที่เช่าด้วย นั้นเมื่อมิได้ให้เช่าช่วงแล้ว เจ้าของที่ดินก็จะฟ้องขับไล่ไม่ได้เพราะพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯบัญญัติเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าให้เช่าช่วงเท่านั้นไม่ได้ห้ามถึงกรณีที่ผู้เช่าให้ญาติพี่น้องเข้ามาใช้ประโยชน์บนที่ดินที่เช่าด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความเช่าบ้านและการสิ้นสุดความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
ผู้ให้เช่าบ้านและผู้เช่า ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อคณะกรมการอำเภอ โดยผู้เช่าขอเช่าอยู่ต่อไปอีก6 เดือน แล้วผู้เช่าจะออกจากบ้านรายนี้ไป ดังนี้ย่อมเป็นการแสดงความยินยอมของผู้เช่าที่จะออกจากบ้านเช่า ต้องตามข้อยกเว้นของ พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันพ.ศ.2489 มาตรา 16(5) แล้ว เมื่อครบกำหนดแล้วไม่ยอมออกจากบ้านเช่า ผู้ให้เช่าย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความเช่าบ้านและการสิ้นสุดความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
ผู้ให้เช่าบ้านและผู้เช่า ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อคณะกรมการอำเภอ โดยผู้เช่าขอเช่าอยู่ต่อ ไปอีก 6 เดือน แล้วผู้เช่าจะออกจากบ้านรายนี้ไป ดังนี้ ย่อมเป็นการแสดงความยินยอมของผู้เช่าที่จะออกจากบ้าน เช่า ต้องตามข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 มาตรา 16 (5) แล้ว เมื่อครบกำหนดแล้ว ไม่ยอมออกจากบ้านเช่า ผู้ให้เช่าย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิคนต่างด้าวในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าเมื่อทรัพย์สินเสียหาย พ.ร.บ.ที่ดินไม่ตัดสิทธิ
พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 เป็นกรณีบังคับให้คนต่างด้าวต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการได้มาซึ่งที่ดินเท่านั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวหาได้เลิกอ้างกรรมสิทธ์หรือสิทธิของคนต่างด้าวที่มีอยู่ในที่ดิน อันจะทำให้ที่ดินนั้นกลายเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไปแต่อย่างใดไม่ คนต่างด้าวซึ่งเป็นเจ้าของสวนจึงมีสิทธิฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าสวน ซึ่งทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหายได้
การคำนวณค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ผู้เช่าสวนทำให้ต้นผลไม้ในสวนที่เช่าเสียหายนั้น ควรกะคำนวณตามค่า เสียหายที่เจ้าของจะถึงมีในเวลาที่สิ้นอายุสัญญาเช่า อันเป็นเวลาที่ผู้เช่าสวนส่งมอบทรัพย์สินคืนให้ผู้เช่า เพราะการขาดส่งดอกผลในระหว่างเวลาเช่านั้น ผู้เช่าเองเป็นผู้ได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ให้เช่าได้ค่าเช่าเต็มตามสัญญาเช่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำ: การเรียกร้องค่าเสียหายจากการยึดครองทรัพย์สินที่ศาลเคยพิพากษาแล้ว
กรณีที่จำเลยเข้าแย่งทำนาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนนั้น เป็นการละเมิดที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างที่เป็นความกัน โจทก์ไม่มีทางที่จะทราบและกล่าวเป็นข้อหาขึ้นได้ในขณะฟ้องคดีก่อนนั้น ฉะนันการที่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในการที่ จำเลยทำละเมิดระหว่างคดีก่อนนั้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ถ้ามีทางที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่า เสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไป รวมไปในฟ้องโจทก์ในคดรก่อนได้อยู่แล้ว โจทก์มิได้นำเาเรียกร้อง เสีย การอ้างว่าไม่แน่ว่าจะชนะคดีหรือไม่ หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องใหม่แต่อย่างไรไม่ ถ้าฟ้องใหม่ในกรณีหลังนี้ ยอ่ม ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ.
โจทก์เคยฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินจากผู้มีชื่อ ในระหว่างคดีผู้มีชื่อโอนขายที่ดินนั้นแก่จำเลย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอ เรียกจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วย ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ส่วนแบ่งที่ดิน คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์กลับมาฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีกในการที่จำเลยได้เข้าทำนาส่วนของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีทางที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน นี้ รวมไปในฟ้องในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม าป.ม.ว.แพ่งมาตรา 148./ เพราะ ประด็นเนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน คือจำเลยยึดครองทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำ: ค่าเสียหายจากการยึดครองทรัพย์สินที่พิพาทในคดีก่อน แม้เรียกค่าเสียหายภายหลัง ก็ถือเป็นฟ้องซ้ำ
กรณีที่จำเลยเข้าแย่งทำนาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนนั้นเป็นการละเมิดที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างที่เป็นความกันโจทก์ไม่มีทางที่จะทราบและกล่าวเป็นข้อหาขึ้นได้ในขณะฟ้องคดีก่อนนั้น ฉะนั้นการที่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยทำละเมิดระหว่างคดีก่อนนั้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำแต่ถ้ามีทางที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปรวมไปในฟ้องโจทก์ในคดีก่อนได้อยู่แล้วโจทก์มิได้นำพาเรียกร้องเสียการอ้างว่าไม่แน่ว่าจะชนะคดีหรือไม่ หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องใหม่แต่อย่างไรไม่ถ้าฟ้องใหม่ในกรณีหลังนี้ ย่อมถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์เคยฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินจากผู้มีชื่อ ในระหว่างคดีผู้มีชื่อโอนขายที่ดินนั้นแก่จำเลย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเรียกจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วยศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ส่วนแบ่งที่ดิน คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีกในการที่จำเลยได้เข้าทำนาส่วนของโจทก์ซึ่งโจทก์มีทางที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนนี้ รวมไปในฟ้องในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 เพราะประเด็นเนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน คือจำเลยยึดครองทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการครอบครองบนที่ดินเช่า: การขับไล่จำเลยที่ 1 และสิทธิการอยู่อาศัยของผู้เช่าเรือน
จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งมีเรือนปลูกอยู่ แต่ปรากฎว่าเรือนที่ปลูกไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เป็นของผู้มีชื่อ และจำ เลยที่ 2 - 3 เป็นผู้เช่าเรือนพิพาทอยู่จากเจ้าของเรือน ครั้นหมดสัญญาเช่าที่ดินแล้ว โจทก์บอกเลิกการเช่ากับจำเลย ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 - 3 ออกจากที่ และรื้อเรือนพิพาทไป ดังนี้ ศาลย่อมพิพากษาขับไล่ตัวจำเลยที่ 1 ออก จากที่พิพาทไปได้ แต่จะรื้อเรือนพิพาทออกไปด้วยย่อมไม่ได้ เพราะเป็นเรือนของผู้อื่น ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องผู้นั้นด้วย จึงยังไม่มีใครชี้ว่าเจ้าของเรือนพิพาทมีอนาจที่จะคงปลูกเรือนพิพาทอยู่ในที่ของโจทก์หรือไม่ และจะบังคับให้จำเลย ที่ 2 - 3 ซึ่งเป็นผู้เช่าเรือนพิพาทจากเจ้าของเรือนให้ออกไปจากเรือน ก็ไม่ได้ด้วย./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในที่ดินเช่าและเรือนที่ปลูก: การบังคับรื้อเรือนของผู้อื่น
จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งมีเรือนปลูกอยู่ แต่ปรากฏว่าเรือนที่ปลูกไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เป็นของผู้มีชื่อ และจำเลยที่ 2-3 เป็นผู้เช่าเรือนพิพาทอยู่จากเจ้าของเรือน ครั้นหมดสัญญาเช่าที่ดินแล้ว โจทก์บอกเลิกการเช่ากับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2-3 ออกจากที่ และรื้อเรือนพิพาทไป ดังนี้ศาลย่อมพิพากษาขับไล่ตัวจำเลยที่ 1 ออกจากที่พิพาทไปได้แต่จะให้รื้อเรือนพิพาทออกไปด้วยย่อมไม่ได้เพราะเป็นเรือนของผู้อื่นซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องผู้นั้นด้วย จึงยังไม่มีใครชี้ว่าเจ้าของเรือนพิพาทมีอำนาจที่จะคงปลูกเรือนพิพาทอยู่ในที่ของโจทก์หรือไม่ และจะบังคับให้จำเลยที่ 2-3 ซึ่งเป็นผู้เช่าเรือนพิพาทจากเจ้าของเรือนให้ออกไปจากเรือน ก็ไม่ได้ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำในคดีไม้หวงห้าม: การฟ้องคดีเดิมซ้ำในประเด็นกรรมเดียวกัน แม้เปลี่ยนฐานความผิด
โจทก์เคยฟ้องจำเลยหาว่านำไม้หวงห้ามเคลื่อนย้ายโดยมิได้รับอนุญาต และไม่มีใบเบิกทางของเจ้าพนักงาน จนจำเลยได้รับโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อแรากฎว่าขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีก่อนนั้น จำเลยก็มีไม้ของกลางนั้นไว้ ในครอบครอง โดยไม่มีตราค่าภาคหลวงอยู่แล้ว แต่โจทก์ไม่ฟ้องจำเลยในฐานมีไม้ไม่มีตราค่าภาคหลวงในคราว นั้นด้วย ครั้นเมื่อคดีก่อนนั้นถึงที่สุดดังกล่าวแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องจำเลยว่า มีไม้หวงห้ามของกลางนั้นไว้ในครอบ ครองโดยไม่มีตราค่าภาคหลวงวตามวันเวลาเดียวกับที่หาว่า จำเลยกระทำผิดในคดีก่อนอีกเป็นกลุ่มเดียวกัน จึงเป็น เรื่องฟ้องซ้ำ ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 39 (4)./
of 115