พบผลลัพธ์ทั้งหมด 571 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1176/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อพิพาทซื้อขายสินค้าและการเช่าซื้อรถยนต์: ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าต่างๆ จำพวกน้ำมันเครื่องอะไหล่ตู้เย็นและเครื่องโทรศัพท์ไปจากโจทก์ แล้วได้ชำระราคาให้โจทก์บ้าง และขอผัดผ่อนจำนวนที่ค้างเรื่อยมา ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยใช้หนี้ที่ค้างจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในระยะเวลาตามฟ้องจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าของโจทก์ เว้นแต่ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกให้โจทก์คือ จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันนั้นไปจากโจทก์ ได้ชำระเงินมัดจำและค่าเช่าซื้อบางงวด แล้วต่อมาโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา โจทก์เอารถคืนไปแต่ไม่คืนเงินให้จำเลย จึงขอให้ศาลบังคับให้โจทก์คืนเงินมัดจำและค่าเช่าซื้อรถยนต์นั้น กับใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ เรื่องที่จำเลยฟ้องแย้ง กรณีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก นอกเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์จำเลยฟ้องแย้งดังกล่าวไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขู่เข็ญต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนาและลักษณะที่น่ากลัว คำพูดระบายอารมณ์ไม่ถึงขั้นขู่เข็ญ
ผู้เสียหายไปทวงเงินจำเลยและกลับไปแล้ว จำเลยโกรธผู้เสียหายจึงเดินด่าผู้เสียหายอยู่บนบ้านของจำเลยว่า "บักถวิล โคตรพ่อโคตรแม่มึง มึงไม่สำนึกตัวว่าจะตายโหงกูมีปืนอยู่ 2 กระบอก กูจะเอามึงให้ตายแน่คราวนี้" โดยจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายมาแอบฟังเช่นนี้แสดงว่าจำเลยบ่นด่าคนเดียวเพื่อระบายอารมณ์ที่ไม่พอใจ ไม่มีลักษณะที่น่ากลัวหรือตกใจว่าจำเลยจะยิงผู้เสียหายจริงจังดังที่พูด คำพูดของจำเลยไม่เป็นการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขู่เข็ญต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนาทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว การบ่นระบายอารมณ์โดยไม่มีลักษณะน่ากลัว ไม่ถือเป็นการขู่เข็ญ
ผู้เสียหายไปทวงเงินจำเลยและกลับไปแล้ว จำเลยโกรธผู้เสียหายจึงเดินด่าผู้เสียหายอยู่บนบ้านของจำเลยว่า "บักถวิล โคตรพ่อโคตรแม่มึง มึงไม่สำนึกตัวว่าจะตายโหง กูมีปืนอยู่ 2 กระบอก กูจะเอามึงให้ตายแน่คราวนี้" โดยจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายมาแอบฟัง เช่นนี้แสดงว่า จำเลยบ่นด่าคนเดียวเพื่อระบายอารมณ์ที่ไม่พอใจ ไม่มีลักษณะที่น่ากลัวหรือตกใจว่าจำเลยจะยิงผู้เสียหายจริงจังดังที่พูด คำพูดของจำเลยไม่เป็นการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขัดทรัพย์สัญญาเงินกู้: การนำสืบพยานและการพิสูจน์การกู้จริง
ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างด้วยว่าสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องของโจทก์นั้นทำขึ้นโดยสมยอมกัน มิใช่ทำขึ้นตามวันเวลาที่ลงไว้ในสัญญาแต่ทำปลอมขึ้นภายหลัง ศาลกำหนดให้ผู้ร้องนำสืบก่อน ผู้ร้องขาดนัดพิจารณาโจทก์นำพยานเข้าสืบฝ่ายเดียว แม้โจทก์ได้ส่งหนังสือสัญญากู้ต่อศาลโดยมิได้ส่งสำเนาให้ผู้ร้อง ก็ไม่เป็นเหตุให้ฟังไม่ได้ว่ามีการกู้กันจริง เพราะว่าตามความจริงโจทก์ก็ไม่จำต้องส่งสัญญากู้เป็นพยานในชั้นขัดทรัพย์อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การนำสืบพยานในคดีขัดทรัพย์ การส่งสัญญาไม่จำเป็นหากจำเลยขาดนัด
ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างด้วยว่าสัญญากู้ระหว่างโจกท์กับจำเลยตามฟ้องของโจทก์นั้นทำขึ้นโดยสมยอมกัน และมิใช่ทำขึ้นตามวันที่ลงไว้ในสัญญา แต่ทำปลอมขึ้นในภายหลัง ศาลกำหนดให้ผู้ร้องนำสืบก่อน ผู้ร้องขาดนัดพิจารณา โจทก์นำพยายานเข้าสืบฝ่ายเดียว แม้โจทก์ได้ส่งหนังสือสัญญากู้ต่อศาล โดยมิได้ส่งสำเนาให้ผู้ร้อง ก็ไม่เป็นเหตุให้ฟังไม่ได้ว่ามีการกู้กันจริง เพราะว่าตามความจริงโจทก์ก็ไม่จำต้องส่งสัญญากู้เป็นพยานในชั้นขัดทรัพย์อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา, อายุความหนี้, การชำระหนี้, การพ้นวิสัย, สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
อันอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามที่กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังออกประกาศหรือกฎกระทรวงในการที่ทางราชการรับซื้อหรือออกขายนั้น เป็นเรื่องอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลังจะถือปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น หาใช่กฎหมายที่จะบังคับใช้แก่ประชาชนไม่ ฉะนั้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจึงต้องถือตามวันเวลาที่ทำการแลกเปลี่ยนเงินตราจึงต้องถือตามวันเวลาที่ทำการแลกเปลี่ยนหรือควรจะได้ทำการแลกเปลี่ยนและความเสียหายที่โจทก์จะได้รับก็คือ ความเสียหายในเวลาที่มีการผิดนัดชำระหนี้ และต้องคิดคำนวณลงเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คือ เป็นเงินไทยในขณะนั้น จะถือว่าเสียหายเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงตลอดไปไม่ได้
แม้จะมีกฎหมายว่า ไม่นำเงินตราต่างประเทศมาขายเป็นผิดอาญาก็ตาม แต่เป็นการบังคับให้ขายเงินตราต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งในภายหลังต่างหาก ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะขอให้จำเลยต้องผูกพันอยู่เดิม อายุความจึง 10 ปี หาใช่ 5 ปี โดยถืออัตราโทษทางอาญาในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นหลักตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคแรกไม่
การที่ต่างประเทศมีกฎหมายห้ามนำเงินตราออกนั้น ไม่ใช่เป็นข้อแก้ตัวว่าเป็นการพ้นวิสัย อันจะทำให้พ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้
แม้จะมีกฎหมายว่า ไม่นำเงินตราต่างประเทศมาขายเป็นผิดอาญาก็ตาม แต่เป็นการบังคับให้ขายเงินตราต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งในภายหลังต่างหาก ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะขอให้จำเลยต้องผูกพันอยู่เดิม อายุความจึง 10 ปี หาใช่ 5 ปี โดยถืออัตราโทษทางอาญาในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นหลักตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคแรกไม่
การที่ต่างประเทศมีกฎหมายห้ามนำเงินตราออกนั้น ไม่ใช่เป็นข้อแก้ตัวว่าเป็นการพ้นวิสัย อันจะทำให้พ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา, หนี้นอกอาญา, อายุความ 10 ปี
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังออกประกาศหรือออกกฎกระทรวง กำหนดในการที่ทางราชการรับซื้อหรือออกขายนั้น เป็นเรื่องอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลังจะถือปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น หาใช่กฎหมายที่จะบังคับใช้แก่ประชาชนอย่างไรไม่ ฉะนั้น อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราจะควรเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะต้องถือตามวันเวลาที่ทำการแลกเปลี่ยน หรือควรจะได้ทำการแลกเปลี่ยน
แม้จะมีกฎหมายว่า การไม่นำเงินตราต่างประเทศมาขายให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นความผิดและมีโทษทางอาญาก็เป็นกรณีบังคับให้ขายเงินตราต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งภายหลังต่างหาก ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาที่ให้ไว้ จึงหาเป็นเรื่องฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาไม่ หากเป็นเรื่องฟ้องตามหนี้ที่จำเลยต้องผูกพันอยู่เดิมอายุความจึงเป็น 10 ปี
แม้จะมีกฎหมายว่า การไม่นำเงินตราต่างประเทศมาขายให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นความผิดและมีโทษทางอาญาก็เป็นกรณีบังคับให้ขายเงินตราต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งภายหลังต่างหาก ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาที่ให้ไว้ จึงหาเป็นเรื่องฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาไม่ หากเป็นเรื่องฟ้องตามหนี้ที่จำเลยต้องผูกพันอยู่เดิมอายุความจึงเป็น 10 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
แจ้งความเท็จ - ไม่มีเจตนาทุจริต - ความเสียหาย - อำนาจฟ้อง - มัสยิด
คณะกรรมการของมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ประชุมลงมติให้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้หนึ่งไปแจ้งต่ออำเภอว่าเป็นเจ้าของครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของมัสยิดเป็นการชั่วคราวเพื่อความสะดวกที่จะให้เช่าและกันคนอื่นถือสิทธิต่อไป จำเลยก็นำความไปแจ้งต่อปลัดกิ่งอำเภอว่าจำเลยเป็นเจ้าของ หากว่าการแจ้งของจำเลยเช่นนี้ไม่มีเจตนาทุจริตเป็นที่รู้กันระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการมัสยิดและมัสยิดหรือผู้ใดไม่ได้เสียหายหรืออาจเสียหายแต่ประการใด ไม่มีผิดฐานแจ้งความเท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
แจ้งความเท็จ - เจตนา - ความเสียหาย - มัสยิด - กรรมการ
คณะกรรมการของมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ประชุมลงมติให้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้หนึ่งไปแจ้งต่ออำเภอว่าเป็นเจ้าของครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของมัสยิดเป็นการชั่วคราวเพื่อความสะดวกที่จะให้เช่าและกันคนอื่นถือสิทธิต่อไป จำเลยก็นำความไปแจ้งต่อปลัดกิ่งอำเภอว่า จำเลยเป็นเจ้าของหากว่าการแจ้งของจำเลยเช่นนี้ไม่มีเจตนาทุจริต เป็นที่รู้กันระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการมัสยิดและมัสยิดหรือผู้ใดไม่ได้เสียหายหรืออาจเสียหายแต่ประการใดไม่มีผิดฐานแจ้งความเท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2504
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยึด/อายัดทรัพย์ในคดีคนอนาถา ทรัพย์ต้องเป็นของผู้ได้รับอนุญาต ไม่ใช่บุคคลอื่น
การที่จะขอให้ศาลสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถานั้น ต้องปรากฎว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้ได้รับอนุญาตให้ว่าความอย่างคนอนาถา ไม่ใช่เป็นของบุคคลอื่น