พบผลลัพธ์ทั้งหมด 722 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขอเฉลี่ยทรัพย์จากบังคับคดี: เหตุสุดวิสัยและการยื่นคำร้องต่อศาลที่เหมาะสม
โจทก์กับผู้ร้องต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยแต่ต่างศาลกัน โจทก์ฟ้องและชนะคดีที่ศาลจังหวัดอุดรธานีแล้วบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยซึ่งมีอยู่ในเขตศาลจังหวัดราชบุรี ผู้ร้องฟ้องและชนะคดีที่ศาลจังหวัดราชบุรี เมื่อปรากฏว่าศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีเมื่อวันสุดท้ายแห่งการขอเฉลี่ยตามสำนวนที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ ปรากฏว่า จากวันฟ้องถึงวันที่ศาลพิพากษาก็เป็นเวลาสองเดือนกับสองวัน เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ผู้ร้องไม่มีเวลาพอที่จะไปยื่นคำร้องที่ศาลจังหวัดอุดรธานี ดังนี้ ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยต่อศาลจังหวัดราชบุรีในกรณีเหตุฉุกเฉินตามมาตรา 10 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลสั่งยกคำร้องเพราะเหตุผู้ร้องไม่ได้ยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นสั่งให้รับคำร้องขอเฉลี่ยไว้พิจารณาต่อไปนั้น กรณียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งผู้ร้องยังโต้แย้งคำสั่งของศาลจังหวัดราชบุรีไม่ยอมรับคำร้องของผู้ร้อง ยังหาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ย โดยเหตุที่ยื่นไม่ทันกำหนดแต่ประการใดไม่ เรื่องจึงยังไม่ต้องด้วยมาตรา291 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติให้ขอจากเงินเหลือจ่าย
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลสั่งยกคำร้องเพราะเหตุผู้ร้องไม่ได้ยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นสั่งให้รับคำร้องขอเฉลี่ยไว้พิจารณาต่อไปนั้น กรณียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งผู้ร้องยังโต้แย้งคำสั่งของศาลจังหวัดราชบุรีไม่ยอมรับคำร้องของผู้ร้อง ยังหาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ย โดยเหตุที่ยื่นไม่ทันกำหนดแต่ประการใดไม่ เรื่องจึงยังไม่ต้องด้วยมาตรา291 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติให้ขอจากเงินเหลือจ่าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อตกลงให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดที่พิพาทโดยอ้างสภาพที่ดินเป็นพยานย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย
โจทก์จำเลยตกลงกันขอให้ศาลไปดูสภาพของที่พิพาท แล้วให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด ที่พิพาทจะเป็นของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามแต่ศาลจะเห็นสมควร โดยไม่ต้องคำนึงถึง คำพยานที่สืบมาแล้ว และจะยอมรับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวของศาลเป็นยุติ ข้อตกลงเช่นนี้ เป็นเรื่องสืบพยานธรรมดา โดยอ้างวัตถุพยาน คือ ที่พิพาทเป็นพยานร่วมนั่นเอง ข้อตกลงดังกล่าวนี้ก็สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะเป็นคดีส่วนแพ่ง เป็นเรื่องที่คู่ความจะตกลงกันเช่นนี้ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้าม ตามที่ตกลงกันไว้ นั้นเท่ากับ เป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ถือ เอาคำขอและคำต่อสู้คดีในรูปเดิม แต่ขอให้ศาลไปตรวจที่พิพาทแล้ว พิพากษาชี้ขาดได้ตลอดจนได้ยอมให้ศาลแบ่งที่ดินนายพิพาทได้ด้วย คือ จะแบ่งเท่ากันหรือไม่เท่ากันหรือใช้แก่ฝ่ายใดทั้งหมดก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อศาลได้ไปตรวจสภาพของที่พิพาทตามข้อตกลง ไม่พบแนวเจตที่จะถือเป็นหลักในการแบ่ง ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้แบ่งที่พิพาทให้แก่โจทก์จำเลยคนละครึ่งได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อตกลงให้ศาลชี้ขาดแบ่งที่พิพาทโดยตรง ถือเป็นสืบพยานธรรมดาและผูกพันคู่ความ
โจทก์จำเลยตกลงกันขอให้ศาลไปดูสภาพของที่พิพาท แล้วให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดแบ่งที่พิพาทว่าจะเป็นของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ตามแต่ศาลจะเห็นสมควร โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำพยานที่สืบมาแล้วและจะยอมรับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวของศาลเป็นยุติข้อตกลงเช่นนี้เป็นเรื่องสืบพยานธรรมดา โดยอ้างวัตถุพยานคือ ที่พิพาทเป็นพยานร่วมนั่นเอง ข้อตกลงดังกล่าวนี้ก็สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะเป็นคดีส่วนแพ่ง เป็นเรื่องที่คู่ความจะตกลงกันเช่นนี้ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้าม ตามที่ตกลงกันไว้นั้นเท่ากับเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ถือเอาคำขอและคำต่อสู้คดีในรูปเดิม แต่ขอให้ศาลไปตรวจที่พิพาทแล้วพิพากษาชี้ขาดได้ตลอดจนได้ยอมให้ศาลแบ่งที่ดินรายพิพาทได้ด้วย คือ จะแบ่งเท่ากันหรือไม่เท่ากัน หรือให้แก่ฝ่ายใดทั้งหมดก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อศาลได้ไปตรวจสภาพของที่พิพาทตามข้อตกลง ไม่พบแนวเขตที่จะถือเป็นหลักในการแบ่ง ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้แบ่งที่พิพาทให้แก่โจทก์จำเลยคนละครึ่งได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลื่อนการพิจารณาคดีเนื่องจากทนายจำเลยลาออกและจำเลยต้องตั้งทนายใหม่ ศาลต้องคำนึงถึงความยุติธรรมและสิทธิในการป้องกันตัวของจำเลย
ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายก่อนวันนัดสืบพยานจำเลยเพียง 6 วัน และจำเลยตั้งทนายใหม่ก่อนวันสืบพยานเพียง2 วัน และจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยจงใจแกล้งประวิงคดีให้ล่าช้า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนการสืบพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลื่อนการสืบพยานเนื่องจากทนายจำเลยลาออกและจำเลยตั้งทนายใหม่ ศาลพิจารณาถึงความซับซ้อนของคดีและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายก่อนวัดนัดสืบพยานจำเลยเพียง 6 วันและจำเลยตั้งทนายใหม่ก่อนวันสืบพยานเพียง 2 คน และจำเลยยื่นคำร้อง ขอเลื่อนการพิจารณา เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยจงใจแกล้งประวิงคดีให้ล่าช้า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนการสืบพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแซงรถที่จอดนิ่งไม่ผิด พ.ร.บ.จราจร มาตรา 11 เน้นการแซงรถที่กำลังวิ่ง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 11 มีความมุ่งหมายที่จะห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นซึ่งกำลังแล่นอยู่ตรงที่ที่ไม่ปลอดภัยดังที่ระบุไว้ คือ ตรงทางร่วม ทางแยกหัวเลี้ยวฯลฯ คำว่า "เดินรถขึ้นหน้ารถคันอื่น" ในมาตรานี้หมายความว่า ขับรถแซงขึ้นหน้ารถที่กำลังแล่นอยู่ด้วยกัน
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบรรทุกดินที่จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 11 นี้
(ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่ามาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกนั้นหมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบรรทุกดินที่จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 11 นี้
(ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่ามาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกนั้นหมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแซงรถที่จอดนิ่งไม่ผิดตาม พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 11 หากไม่ใช่การแซงรถที่กำลังวิ่ง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 11 มีความมุ่งหมายที่จะห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ซึ่งกำลังแล่นอยู่ตรงที่ที่ไม่ปลอดภัยดังที่ระบุไว้คือ ตรงทางร่วม ทางแยกหัวเลี้ยว ฯลฯ คำว่า เดินรถขึ้นหน้ารถคันอื่น ในมาตรานี้หมายความว่า ขับรถแซงขึ้นหน้ารถที่กำลังแล่นอยู่ด้วย
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบันทุกดินที่ จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้าม ตาม มาตรา 11 นี้ (ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่า มาตรา 11 พระราชบัญญัติจราจรทางบก นั้น หมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบันทุกดินที่ จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้าม ตาม มาตรา 11 นี้ (ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่า มาตรา 11 พระราชบัญญัติจราจรทางบก นั้น หมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำไม้เพื่อบำรุงป่าและข้อยกเว้นการขออนุญาตเคลื่อนย้ายไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
จำเลยเป็นผู้รับจ้างทำไม้จากป่าไม้เขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี อันเป็นการทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่าในทางวิชาการตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 17 (1) จึงเป็นการทำไม้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตาม มาตรา 11 และไม้รายนี้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม้ต้องขอรับ อนุญาต มาตรา 38 (2) เมื่อจำเลยนำไม้ ยังไม่ทันพ้นด่านป่าไม้ด่านแรก แม้จำเลยจะไม่มีในเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ยังไม่มีผิดตามมาตรา 39
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่า ไม่ต้องขออนุญาตเคลื่อนย้าย หากยังไม่พ้นด่านป่าไม้แรก
จำเลยเป็นผู้รับจ้างทำไม้จากป่าไม้เขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีอันเป็นการทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่าในทางวิชาการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 17(1) จึงเป็นการทำไม้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 11 และไม้รายนี้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม่ต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา 38(2) เมื่อจำเลยนำไม้ยังไม่ทันพ้นด่านป่าไม้ด่านแรกแม้จำเลยจะไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ยังไม่มีผิดตามมาตรา 39
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การชำระหนี้ด้วยข้าวเปลือกแทนเงิน และการระงับหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321
จำเลยให้การรับว่า ได้ทำสัญญายืมเงิน โจทก์จริง แต่โจทก์ได้ยอมรับชำระหนี้ ด้วยข้าวเปลือก แทนเงินตามสัญญายืม ดังนี้ หนี้เป็นอันระงับสิ้นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 จำเลยย่อมสืบได้ ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 653 วรรค 2 (อ้างฎีกาที่ 905/2497)