พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,100 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 937/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเช่าเพื่อค้าไม่เป็นเคหะตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ผู้เช่าต้องพิสูจน์สิทธิ
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า โดยอ้างว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้า และได้บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยรับว่าได้เช่าจากโจทก์ และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมออก อ้างความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ ดังนี้ จำเลยต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าตนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายพิเศษนั้น หาใช่เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบก่อนไม่
ห้องเช่าตั้งอยู่ในย่านการค้าริมถนนใหญ่ ตรงกันข้ามกับตลาดสด ผู้เช่าใช้ที่เช่าเป็นร้านค้าเครื่องเขียน ตั้งชื่อร้านว่า "สมุทรการค้า" และห้องใกล้เคียงก็เป็นร้านค้าทั้งนั้น ผู้เช่าได้อยู่อาศัยในห้องเช่าเพื่อประกอบการค้า ดังนี้ ย่อมไม่เป็นเคหะตามความหมาย แห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ
ห้องเช่าตั้งอยู่ในย่านการค้าริมถนนใหญ่ ตรงกันข้ามกับตลาดสด ผู้เช่าใช้ที่เช่าเป็นร้านค้าเครื่องเขียน ตั้งชื่อร้านว่า "สมุทรการค้า" และห้องใกล้เคียงก็เป็นร้านค้าทั้งนั้น ผู้เช่าได้อยู่อาศัยในห้องเช่าเพื่อประกอบการค้า ดังนี้ ย่อมไม่เป็นเคหะตามความหมาย แห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสืบพยานร่วมและการวินิจฉัยข้อพิพาทเมื่อพยานเบิกความไม่ตรงตามข้อตกลง
โจทก์จำเลยตกลงสืบพยานร่วมปากเดียว ถ้าพยานมีความว่าในการกู้ยืมได้ระบุที่พิพาทเป็นประกันเงินกู้ โจทก์ยอมแพ้ ถ้าไม่ได้ระบุที่รายพิพาทเป็นประกันเงินกู้แล้ว จำเลยยอมแพ้ พยานเบิกความว่าในการกู้เงินได้ระบุที่สวนของจำเลยประกันเงินกู้ ดังนี้ จำเลยจะมีที่ดินแปลงเดียวหรืออย่างไรไม่ทราบชัด เห็นได้ว่าพยานไม่ได้เบิกความว่า ได้ระบุที่พิพาทเป็นประกัน ฉะนั้นจะชี้ขาดให้ฝ่ายใดชนะคดีเพราะคำพยานร่วมไม่ได้ศาลต้องวินิจฉัยตามท้องสำนวนเท่าที่มีอยู่ว่า คู่กรณีฝ่ายใดควรชนะคดี
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย จำเลยยอมเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน เมื่อพยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลย จำเลยก็ต้องแพ้คดี
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย จำเลยยอมเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน เมื่อพยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลย จำเลยก็ต้องแพ้คดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อตกลงสืบพยานร่วมไม่ชัดเจน ศาลต้องวินิจฉัยตามสำนวนที่มีอยู่ การครอบครองที่ดิน
โจทก์จำเลยตกลงสืบพยานร่วมปากเดียว ถ้าพยานเบิกความว่าในการกู้ยืมได้ระบุที่พิพาทเป็นประกันเงินกู้ โจทก์ยอมแพ้ ถ้าไม่ได้ระบุที่รายพิพาทเป็นประกันเงินกู้แล้ว จำเลยยอมแพ้ พยานเบิกความว่าในการกู้เงินได้ระบุที่สวนของจำเลยประกันเงินกู้ ดังนี้จำเลยจะมีที่ดินแปลงเดียวหรืออย่างไรไม่ทราบชัด เห็นได้ว่าพยานไม่ได้เบิกความว่า ได้ระบุที่พิพาทเป็นประกัน ฉะนั้นจะชี้ขาดให้ฝ่ายใดชนะคดีเพราะคำพยานร่วมไม่ได้ ศาลต้องวินิจฉัยตามท้องสำนวนเท่าที่มีอยู่ว่า คู่กรณีฝ่ายใดควรชนะคดี
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย จำเลยย่อมเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเมื่อพยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลย จำเลยก็ต้องแพ้คดี
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย จำเลยย่อมเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเมื่อพยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลย จำเลยก็ต้องแพ้คดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การจำนองที่ดิน: การพิสูจน์การยึดถือเพื่อทำต่างดอกเบี้ย และผลกระทบต่อการครอบครอง
ทำกรมธรรม์จำนองที่ดินมือเปล่า มีข้อสัญญาว่าจะไถ่ภายใน 3 ปีผู้รับจำนองยึดถือที่ดินที่จำนองมานาน 6 ปี ผู้จำนองจึงมาฟ้องขอไถ่โดยอ้างว่าที่ดินอยู่ในความครอบครองของผู้รับจำนองเพราะภายหลังการจำนอง ตนไม่สามารถส่งดอกเบี้ยได้ จึงมอบที่ดินที่จำนองให้ทำต่างดอกเบี้ย ฝ่ายผู้รับจำนองต่อสู้ว่า ผู้จำนองได้ตกลงในภายหลังมอบที่ที่จำนองเป็นสิทธิแก่ตนแทนต้นเงินจำนองและดอกเบี้ย กับขอเพิ่มเงินอีกจำนวนหนึ่งและตนได้ครอบครองที่นั้น ตั้งแต่นั้นตลอดมา ดังนี้ เป็นหน้าที่ผู้จำนอง โจทก์ต้องสืบให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้รับจำนองยึดถือที่ดินไว้ทำต่างดอกเบี้ยจึงจะหักล้างข้อที่ผู้รับจำนองยึดถือครอบครองที่พิพาทเพื่อตนเองซึ่งกฎหมายรับสันนิษฐานไว้เสียได้ ถ้าโจทก์ไม่นำสืบหักล้างก็ไม่มีทางชนะคดีได้ (อ้างฎีกาที่ 420/2492)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1963-1965/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้สถานที่เช่าต่างจากสัญญาเดิม หากผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง ถือเป็นการยินยอมได้
แม้หนังสือสัญญาเช่าจะมีระบุไว้แล้วว่าผู้เช่าเช่าไปเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม ถ้าหากผู้เช่าใช้สถานที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นโดยฝ่ายผู้ให้เช่ามิได้ทักท้วงว่ากล่าว ก็เป็นการยินยอมให้ใช้สถานที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นได้ ฉะนั้นผู้เช่าย่อมนำสืบข้อเท็จจริงที่ได้ปฏิบัติมาต่อกันได้ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
ฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ จำเลยให้การว่าเช่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ตามคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่เข้าอยู่ในข่ายพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯแล้ว การนำสืบและคำวินิจฉัยของศาลที่เป็นไปในทางที่ว่า การเช่าของจำเลยอยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯหรือไม่ จึงไม่เป็นการนอกประเด็น
ฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ จำเลยให้การว่าเช่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ตามคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่เข้าอยู่ในข่ายพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯแล้ว การนำสืบและคำวินิจฉัยของศาลที่เป็นไปในทางที่ว่า การเช่าของจำเลยอยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯหรือไม่ จึงไม่เป็นการนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1963-1965/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้สถานที่เช่าต่างจากที่ระบุในสัญญา สิทธิของผู้เช่าและการยินยอมของผู้ให้เช่า
แม้หนังสือสัญญาเช่าจะมีระบุไว้แล้วว่าผู้เช่าเช่าไปเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ ก็ตาม ถ้าหากผู้เช่าใช้สถานที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นโดยฝ่ายผู้ให้เช่ามิได้ทักท้วงว่ากล่าว ก็เป็นการยินยอมให้ใช้สถานที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นได้ ฉะนั้นผู้เช่าย่อมนำสืบข้อเท็จจริงที่ได้ปฏิบัติมาต่อกันได้ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันต้องห้ามตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 94
ฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ จำเลยให้การว่าเช่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ตามคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่เข้าอยู่ในข่าย พ.ร.บ.ควบคุมการเช่า ฯ แล้วการนำสืบและคำวินิจฉัยของศาลที่เป็นไปในทางที่ว่า การเช่าของจำเลยอยู่ในความควบคุมตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ หรือไม่ จึงไม่เป็นการนอกประเด็น
ฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ จำเลยให้การว่าเช่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ตามคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การที่เข้าอยู่ในข่าย พ.ร.บ.ควบคุมการเช่า ฯ แล้วการนำสืบและคำวินิจฉัยของศาลที่เป็นไปในทางที่ว่า การเช่าของจำเลยอยู่ในความควบคุมตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ หรือไม่ จึงไม่เป็นการนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องขับไล่และการพิสูจน์การเช่า: จำเลยต้องพิสูจน์การเช่า หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ โจทก์มีสิทธิขับไล่
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยและได้บอกกล่าวจำเลยให้รื้อถอนไปแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯและว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัย และจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯลฯและว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัย และจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม กฎหมายที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์สถานะการอยู่อาศัย: หากจำเลยอ้างการเช่าแต่ไม่สืบพยาน พิพากษาขับไล่ได้
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยและได้บอกกล่าวจำเลยให้รื้อถอนไปแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยและจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม ก.ม.ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าที่ดินของโจทก์ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และว่าคำบอกกล่าวให้รื้อถอนไปไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้ว หากแต่ต่อสู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยและจำเลยมีหน้าที่ต้องสืบให้สมว่าตนเช่า เมื่อจำเลยไม่สืบก็ต้องฟังว่าอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิตาม ก.ม.ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1606-1610/2494
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่าจากที่อยู่อาศัยเป็นธุรกิจ ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
ข้ออ้างที่ว่าการเช่าได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ นั้น เป็นหน้าที่ของผู้เช่าที่จะต้องนำสืบให้รับฟังได้
การเช่าตึกอยู่อาศัยนั้นแม้ในชั้นแรกเช่าเพื่ออยู่อาศัยแต่ต่อมาได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ หลายครั้งและได้มีการขึ้นค่าเช่ากันเรื่อยๆ มา จนเป็นที่เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการเช่าเปลี่ยนไปเป็นเพื่อประกอบธุระกิจหรือการค้าแล้ว การเช่านั้นก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ
การเช่าตึกอยู่อาศัยนั้นแม้ในชั้นแรกเช่าเพื่ออยู่อาศัยแต่ต่อมาได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ หลายครั้งและได้มีการขึ้นค่าเช่ากันเรื่อยๆ มา จนเป็นที่เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการเช่าเปลี่ยนไปเป็นเพื่อประกอบธุระกิจหรือการค้าแล้ว การเช่านั้นก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1606-1610/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่าจากที่อยู่อาศัยเป็นเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
ข้ออ้างที่ว่าการเช่าได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯลฯ นั้น เป็นหน้าที่ของผู้เช่าที่จะต้องนำสืบให้รับฟังได้
การเช่าตึกอยู่อาศัยนั้นแม้ในชั้นแรกเช่าเพื่ออยู่อาศัย แต่ต่อมาได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ หลายครั้งและได้มีการขึ้นค่าเช่ากันเรื่อย ๆ มา จนเป็นที่เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการเช่าเปลี่ยนไปเป็นเพื่อประกอบธุระกิจหรือการค้าแล้ว การเช่านั้นก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ
การเช่าตึกอยู่อาศัยนั้นแม้ในชั้นแรกเช่าเพื่ออยู่อาศัย แต่ต่อมาได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ หลายครั้งและได้มีการขึ้นค่าเช่ากันเรื่อย ๆ มา จนเป็นที่เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการเช่าเปลี่ยนไปเป็นเพื่อประกอบธุระกิจหรือการค้าแล้ว การเช่านั้นก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ