พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,100 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิโดยครอบครองปรปักษ์ แม้การซื้อขายจะผิดกฎหมาย โจทก์นำสืบได้
โจทก์ฟ้องอ้างว่าเรือนพิพาทเป็นของโจทก์, จำเลยเป็นผู้อาศัย จำเลยเถียงว่าเรือนเป็นของจำเลย โจทก์เป็นผู้อาศัย ประเด็นจึงมีว่าเรือนเป็นของใคร โจทก์ย่อมนำสืบว่าเรือนเป็นของโจทก์เพราะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้วได้ โจทก์ไม่จำต้องบรรยาย ข้อเท็จจริงในฟ้องถึงการได้มาซึ่งเรือนพิพาท ก็ย่อมนำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีกรรมสิทธิได้ หากจำเลยเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้ง จำเลยก็ชอบที่จะขอร้องต่อศาลในชั้นชี้สองสถานและให้ศาลสอบถามโจทก์ให้ได้ความชัดขึ้นตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 183
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลยและโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้ว แม้การซื้อขายจะขัดกับ ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง.
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลยและโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้ว แม้การซื้อขายจะขัดกับ ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิ์ในเรือนพิพาทจากการครอบครองเกิน 10 ปี แม้การซื้อขายเดิมไม่สมบูรณ์
โจทก์ฟ้องอ้างว่าเรือนพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นผู้อาศัยจำเลยเถียงว่าเรือนเป็นของจำเลย โจทก์เป็นผู้อาศัย ประเด็นจึงมีว่าเรือนเป็นของใครโจทก์ย่อมนำสืบว่าเรือนเป็นของโจทก์เพราะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้วได้ โจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงในฟ้องถึงการได้มาซึ่งเรือนพิพาท ก็ย่อมนำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ได้ หากจำเลยเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้ง จำเลยก็ชอบที่จะขอร้องต่อศาลในชั้นชี้สองสถานและให้ศาลสอบถามโจทก์ให้ได้ความชัดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลย และโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้วแม้การซื้อขายจะขัดกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลย และโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้วแม้การซื้อขายจะขัดกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเรียกถอนคืนการให้เพราะผู้รับประพฤติเนรคุณ: การพิจารณาพยานหลักฐานตามลักษณะความแพ่ง
คดีเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแห่งคดี จึงควรเป็นไปโดยลักษณะความแพ่งกล่าวคือเทียบเคียงน้ำหนักคำพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีว่าควรจะเชื่อฝ่ายใด ศาลไม่จำต้องพิเคราะห์คำพยานหลักฐานอย่างคดีอาญาอันว่าด้วย การที่จำเลยจะต้องรับโทษ
พฤติการณ์ที่ถือได้ว่า ผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยผู้รับได้หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ตามมาตรา 531(2)
พฤติการณ์ที่ถือได้ว่า ผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยผู้รับได้หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ตามมาตรา 531(2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิกถอนการให้เนื่องจากผู้รับประพฤติเนรคุณ: การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในลักษณะแพ่ง
คดีเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น การชั่งน้ำหนักพะยานหลักฐานแห่งคดี จึงควรเป็นไปโดยลักษณะความแพ่ง กล่าวคือเทียงเคียงน้ำหนักคำพะยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤตติการณ์แห่งคดีว่าควรจะเชื่อฝ่ายใด ศาลไม่จำต้องพิเคราะห์คำพะพยาน หลักฐานอย่างคดีอาญาอันว่าด้วย การที่จำเลยจะต้องรับโทษ
พฤตติการณ์ที่ถือได้ว่า ผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยผู้รับได้หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ตามมาตรา 531(2).
พฤตติการณ์ที่ถือได้ว่า ผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยผู้รับได้หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ตามมาตรา 531(2).
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา ผู้ให้เช่าย่อมมีสิทธิบอกเลิกได้ การต่อสู้เรื่องตัวแทนต้องยกขึ้นเป็นประเด็นชัดเจน
สัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเช่า ผู้ให้เช่าย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 566.
จำเลยให้การว่าการบอกเลิกสัญญาของนายสถิตย์ไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะนายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่ากับนายแม้นต่างหาก จำเลยไม่ได้กล่าวให้มีประเด็นไว้ในคำให้การว่า นายสถิตย์ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา ฉะนั้นเพียงแต่คำให้การของจำเลย จึงยังไม่พอจะชี้ได้ว่าการบอกเลิกสัญญานั้น ไม่มีผลตามกฎหมาย
คดีที่จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งชี้ขาด จำเลยจะยกขึ้นฎีกาไม่ได้.
(อ้างฎีกาที่ 1/2492.)
จำเลยให้การว่าการบอกเลิกสัญญาของนายสถิตย์ไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะนายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่ากับนายแม้นต่างหาก จำเลยไม่ได้กล่าวให้มีประเด็นไว้ในคำให้การว่า นายสถิตย์ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา ฉะนั้นเพียงแต่คำให้การของจำเลย จึงยังไม่พอจะชี้ได้ว่าการบอกเลิกสัญญานั้น ไม่มีผลตามกฎหมาย
คดีที่จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งชี้ขาด จำเลยจะยกขึ้นฎีกาไม่ได้.
(อ้างฎีกาที่ 1/2492.)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา ผู้ให้เช่าย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แม้ตัวแทนไม่ใช่คู่สัญญา
สัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเช่า ผู้ให้เช่าย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566
จำเลยให้การว่าการบอกเลิกสัญญาของนายสถิตย์ไม่มีผลตามกฎหมายเพราะนายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่ากับนายแม้นต่างหาก จำเลยไม่ได้กล่าวให้มีประเด็นไว้ในคำให้การว่า นายสถิตย์ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา ฉะนั้นเพียงแต่คำให้การของจำเลย จึงยังไม่พอจะชี้ได้ว่าการบอกเลิกสัญญานั้น ไม่มีผลตามกฎหมาย
คดีที่จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งชี้ขาด จำเลยจะยกขึ้นฎีกาไม่ได้(อ้างฎีกาที่ 1/2492)
จำเลยให้การว่าการบอกเลิกสัญญาของนายสถิตย์ไม่มีผลตามกฎหมายเพราะนายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่ากับนายแม้นต่างหาก จำเลยไม่ได้กล่าวให้มีประเด็นไว้ในคำให้การว่า นายสถิตย์ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา ฉะนั้นเพียงแต่คำให้การของจำเลย จึงยังไม่พอจะชี้ได้ว่าการบอกเลิกสัญญานั้น ไม่มีผลตามกฎหมาย
คดีที่จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งชี้ขาด จำเลยจะยกขึ้นฎีกาไม่ได้(อ้างฎีกาที่ 1/2492)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ศาลมีอำนาจรับฟังพฤติการณ์ก่อน-หลังสัญญาปราณีประนอมยอมความเพื่อค้นหาความจริงได้ แม้จะไม่ได้ยกประเด็นไว้แต่แรก
ประเด็นมีว่า จำเลยได้ทำสัญญาปราณีประนอมยอมความกับโจทก์ตามที่โจทก์นำมาฟ้องหรือเปล่า การที่จะให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นประธานแห่งประเด็น ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ที่เป็นมาทั้งก่อนและภายหลังวันที่อ้างว่าได้ทำสัญญาปราณีประนอมยอมความกันได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวแก่ประเด็นโดยตรง ฉะนั้นการที่ศาลวินิจฉัยว่าจะควรเชื่อหรือไม่เชื่อพฤติการณ์ต่าง ๆ ระหว่างโจทก์จำเลยตั้งแต่เริ่มมีข้อพิพาทอันอ้างว่าเป็นเหตุให้เกิดสัญญาปราณีประนอมยอมความและการติดต่อภายหลัง อันเป็นเหตุให้อ้างว่า สัญญาปราณีประนอมยอมความนั้นได้มีการให้สัตยาบัน จึงอยู่ในดุลยพินิจของศาลที่จะถึงทำได้ เพราะเป็นการค้นหาความจริงว่า สัญญาปราณีประนอมยอมความนั้น ได้มีขึ้นจริงหรือไม่นั่นเอง โจทก์จะจำกัดไม่ให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็น เพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็น หาได้ไม่.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ศาลมีอำนาจรับฟังพฤติการณ์ก่อน-หลังสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อค้นหาความจริงได้ โจทก์จำกัดสิทธิมิได้
ประเด็นมีว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตามที่โจทก์นำมาฟ้องหรือเปล่า การที่จะให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นประธานแห่งประเด็น ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงแห่งพฤติการณ์ที่เป็นมาทั้งก่อนและภายหลังวันที่อ้างว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวแก่ประเด็นโดยตรง ฉะนั้นการที่ศาลวินิจฉัยว่าจะควรเชื่อหรือไม่เชื่อพฤติการณ์ต่างๆ ระหว่างโจทก์จำเลยตั้งแต่เริ่มมีข้อพิพาทอันอ้างว่าเป็นเหตุให้เกิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการติดต่อภายหลัง อันเป็นเหตุให้อ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้มีการให้สัตยาบัน จึงอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพึงทำได้ เพราะเป็นการค้นหาความจริงว่า สัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ได้มีขึ้นจริงหรือไม่นั่นเอง โจทก์จะจำกัดไม่ให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็น หาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าของร่วมฟ้องขับไล่เจ้าของร่วมอื่นไม่ได้ แม้มีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
เจ้าของร่วมในเรือนพิพาทไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่เจ้าของร่วมอีกผู้หนึ่งออกจากเรือนพิพาทได้
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยอาศัยจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงฟังว่าเรือนพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วยดังนี้ คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์อาจเป็นเจ้าของรวมหรืออาจไม่เป็นเจ้าของเลยหรือจะควรแบ่งกึ่งให้โจทก์จำเลยหรือจะควรประการใดศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยอาศัยจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงฟังว่าเรือนพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วยดังนี้ คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์อาจเป็นเจ้าของรวมหรืออาจไม่เป็นเจ้าของเลยหรือจะควรแบ่งกึ่งให้โจทก์จำเลยหรือจะควรประการใดศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าของร่วมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่เจ้าของร่วมอื่นออกจากเรือนพิพาท
เจ้าของร่วมในเรือนพิพาทไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่เจ้าของร่วมอีกผู้หนึ่งออกจากเรือนพิพาทได้
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยอาศัย จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ ข้อเท็จจริงฟังว่าเรือนพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนี้ คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์อาจเป็นเจ้าของรวมหรืออาจไม่เป็นเจ้าของเลยหรือจะควรแบ่งกึ่งให้โจทก์จำเลยหรือจะควรประการใด ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง./
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยอาศัย จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ ข้อเท็จจริงฟังว่าเรือนพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนี้ คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์อาจเป็นเจ้าของรวมหรืออาจไม่เป็นเจ้าของเลยหรือจะควรแบ่งกึ่งให้โจทก์จำเลยหรือจะควรประการใด ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง./