พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,275 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2526
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เช็คลงวันที่ล่วงหน้า การรับอาวัล และการผิดนัดชำระหนี้ตามเช็ค
จำเลยให้การว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้อง เป็นหนังสือปลอมแต่มิได้อ้างว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ปลอมอย่างไรจำเลยไม่มีสิทธินำสืบว่าใบมอบอำนาจนั้นปลอมเมื่อโจทก์นำสืบว่าได้มีการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามนั้น
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คเพราะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยอีกคนหนึ่งคบคิดกันฉ้อฉลหลอกให้จำเลยลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาท แต่ในชั้นพิจารณากลับนำสืบว่า เช็คพิพาทมีมูลจากการพนันจึงไม่ต้องใช้เงินดังนี้เป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้
การที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ก่อนถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็คย่อมกระทำได้ เป็นเรื่องที่ธนาคารจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คและธนาคารตามเช็คจะพิจารณาจ่ายเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด เพราะไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ต้องนำเช็คเข้าบัญชีต่อเมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายก่อน
บัญชีของจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายปิดไปแล้วก่อนที่เช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแจ้งว่าเช็คลงวันที่ล่วงหน้า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2ผู้รับอาวัลให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 และมาตรา 989และเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วไม่มีการใช้เงิน จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิต้องบอกกล่าวก่อน
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คเพราะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยอีกคนหนึ่งคบคิดกันฉ้อฉลหลอกให้จำเลยลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาท แต่ในชั้นพิจารณากลับนำสืบว่า เช็คพิพาทมีมูลจากการพนันจึงไม่ต้องใช้เงินดังนี้เป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้
การที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ก่อนถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็คย่อมกระทำได้ เป็นเรื่องที่ธนาคารจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คและธนาคารตามเช็คจะพิจารณาจ่ายเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด เพราะไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ต้องนำเช็คเข้าบัญชีต่อเมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายก่อน
บัญชีของจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายปิดไปแล้วก่อนที่เช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแจ้งว่าเช็คลงวันที่ล่วงหน้า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2ผู้รับอาวัลให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 และมาตรา 989และเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วไม่มีการใช้เงิน จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิต้องบอกกล่าวก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2526 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เช็คลงวันที่ล่วงหน้า การรับอาวัล และสิทธิเรียกร้องเมื่อเช็คไม่สามารถเรียกเก็บได้
จำเลยให้การว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้อง เป็นหนังสือปลอมแต่มิได้อ้างว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ปลอมอย่างไร จำเลยไม่มีสิทธินำสืบว่าใบมอบอำนาจนั้นปลอม เมื่อโจทก์นำสืบว่าได้มีการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามนั้น
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คเพราะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยอีกคนหนึ่งคบคิดกันฉ้อฉลหลอกให้จำเลยลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาท แต่ในชั้นพิจารณากลับนำสืบว่า เช็คพิพาทมีมูลจากการพนันจึงไม่ต้องใช้เงิน ดังนี้เป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้
การที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ก่อนถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็คย่อมกระทำได้ เป็นเรื่องที่ธนาคารจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คและธนาคารตามเช็คจะพิจารณาจ่ายเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด เพราะไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ต้องนำเช็คเข้าบัญชีต่อเมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายก่อน
บัญชีของจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายปิดไปแล้วก่อนที่เช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแจ้งว่าเช็คลงวันที่ล่วงหน้า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 และมาตรา 989 และเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วไม่มีการใช้เงิน จำเลยที่ 2ผู้รับอาวัลย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิต้องบอกกล่าวก่อน
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คเพราะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยอีกคนหนึ่งคบคิดกันฉ้อฉลหลอกให้จำเลยลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาท แต่ในชั้นพิจารณากลับนำสืบว่า เช็คพิพาทมีมูลจากการพนันจึงไม่ต้องใช้เงิน ดังนี้เป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้
การที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ก่อนถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็คย่อมกระทำได้ เป็นเรื่องที่ธนาคารจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คและธนาคารตามเช็คจะพิจารณาจ่ายเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด เพราะไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ต้องนำเช็คเข้าบัญชีต่อเมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายก่อน
บัญชีของจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายปิดไปแล้วก่อนที่เช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแจ้งว่าเช็คลงวันที่ล่วงหน้า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลให้รับผิดใช้เงินตามเช็คได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 และมาตรา 989 และเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วไม่มีการใช้เงิน จำเลยที่ 2ผู้รับอาวัลย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิต้องบอกกล่าวก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3816/2526
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การปฏิเสธลอยๆ ในคำให้การ ถือเป็นการไม่ต่อสู้คดี ศาลไม่รับฟังพยานหลักฐานนอกคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขอเช่าห้องพิพาทจากโจทก์เพื่อประกอบการค้าประเภท 'กิ๊ฟท์ชอป' แต่จำเลยกลับตกแต่งห้องและขึ้นป้ายเป็นการค้าประเภท 'จิวเวลรี่' ซึ่งเป็นการผิดสัญญา จำเลยให้การเพียงว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยเสียหาย ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาอย่างใด จำเลยมิได้ต่อสู้ คำให้การจึงมีแต่การปฏิเสธลอยๆ ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองข้อนำสืบทั้งสิ้นของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลไม่พึงรับวินิจฉัยให้การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบแก้ข้อนำสืบของโจทก์จึงเป็นการผิดพลาด ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่จำต้องถือตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3816/2526 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การปฏิเสธฟ้องที่ไม่ชัดเจนถือเป็นการนำสืบเกินคำให้การ ศาลไม่ควรรับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขอเช่าห้องพิพาทจากโจทก์เพื่อประกอบการค้าประเภท "กิ๊ฟท์ชอป" แต่จำเลยกลับตกแต่งห้องและขึ้นป้ายเป็นการค้าประเภท "จิวเวลรี่" ซึ่งเป็นการผิดสัญญา จำเลยให้การเพียงว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยเสียหาย ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาอย่างใด จำเลยมิได้ต่อสู้ คำให้การจึงมีแต่การปฏิเสธลอย ๆ ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ข้อนำสืบทั้งสิ้นของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ศาลไม่พึงรับวินิจฉัยให้การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบแก้ข้อนำสืบของโจทก์จึงเป็นการผิดพลาด ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่จำต้องถือตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2526 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแบ่งสินสมรสหลังหย่า การวินิจฉัยราคาที่ดินตามฟ้อง และการใช้ดุลพินิจของศาลในการคืนค่าธรรมเนียม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและขอแบ่งสินสมรสหลายรายการ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงตกลงกันในการแบ่งทรัพย์สินบางรายการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดให้แบ่งทรัพย์สินที่ตกลงกันได้นั้นไปตามที่คู่ความตกลงกัน ส่วนรายการที่ตกลงกันไม่ได้ ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของคู่ความ ดังนี้ ศาลไม่อาจคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ได้ เพราะกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความที่จะทำให้ศาลมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องได้
การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9 ล้านบาทขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้เถียงในเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงพิพาทมีราคา 9 ล้านบาท
การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9 ล้านบาทขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้เถียงในเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงพิพาทมีราคา 9 ล้านบาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2526
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแบ่งสินสมรส: ศาลฎีกาชี้ว่าหากจำเลยไม่โต้เถียงราคาที่ดินตามฟ้องโจทก์ ศาลต้องใช้ราคาตามที่โจทก์ฟ้อง
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและขอแบ่งสินสมรสหลายรายการระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงตกลงกันในการแบ่งทรัพย์สินบางรายการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดให้แบ่งทรัพย์สินที่ตกลงกันได้นั้นไปตามที่คู่ความตกลงกันส่วนรายการที่ตกลงกันไม่ได้ ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของคู่ความ ดังนี้ ศาลไม่อาจคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ได้ เพราะกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความที่จะทำให้ศาลมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องได้
การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9 ล้านบาทขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้เถียงในเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงพิพาทมีราคา 9 ล้านบาท
การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9 ล้านบาทขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้เถียงในเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงพิพาทมีราคา 9 ล้านบาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3601/2526
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม หากไม่เกี่ยวเนื่อง ศาลไม่รับฟ้อง
ฟ้องกล่าวอ้างว่า เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ปลูกเรือนอยู่อาศัย สัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว จึงบอกเลิกสัญญาเช่า และให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไป แต่จำเลยเพิกเฉยคงอยู่ในที่ดินโดยละเมิด ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์แจ้งว่าจะปรับปรุงการจัดผลประโยชน์ในที่ดินใหม่ เสร็จแล้วจะให้จำเลยเช่าต่อไปเป็นทำนองให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยเช่า ดังนี้ หาใช่เรื่องเกี่ยวกันไม่ เพราะคำมั่นไม่เกี่ยวกับสัญญาเช่าที่หมดอายุไปแล้ว หรือมูลละเมิดที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474/2526 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การไถ่ถอนจำนอง: ศาลต้องสืบพยานเมื่อข้อเท็จจริงเรื่องหนี้จำนองยังไม่ยุติ การงดสืบพยานแล้วพิพากษาเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน จำเลยให้การว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำเสนอชำระหนี้จำนองแก่จำเลย เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา และตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นหนังสือจำเลยที่ตอบโจทก์เรื่องการไถ่ถอนจำนองมีข้อความว่า จำเลยกำลังรอให้สำนักงานใหญ่สั่งการมา ถ้าได้รับการสั่งการให้รับชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองได้ก็จะติดต่อกับโจทก์ทันที ดังนี้ ตามเอกสารท้ายฟ้องและคำให้การจำเลย แสดงว่าจำเลยยังถือว่าหนี้จำนองยังมีอยู่ จึงชอบที่โจทก์จำเลยจะต้องนำสืบในประเด็นข้อนี้ต่อไป เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยในประเด็นข้อนี้แล้วพิพากษาคดีไป ย่อมไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474/2526
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับไถ่ถอนจำนอง: การงดสืบพยานเมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโดยปรากฏหนังสือจำเลยถึงโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องว่า จำเลยกำลังรอให้สำนักงานใหญ่สั่งการมา ถ้าได้รับการสั่งการให้รับชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองได้ก็จะติดต่อกับโจทก์ทันทีจำเลยให้การว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำเสนอชำระหนี้จำนองแก่จำเลย เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาดังนี้ตามเอกสารท้ายฟ้องและคำให้การจำเลย แสดงว่าจำเลยยังถือว่าหนี้จำนองยังมีอยู่ มิได้ระงับไปดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงชอบที่โจทก์จำเลยจะต้องนำสืบในประเด็นข้อนี้ต่อไป เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยในประเด็นข้อนี้แล้วพิพากษาคดีไป ย่อมไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3328/2526 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กำหนดเวลาชำระหนี้ในสัญญาเช่าซื้อ หากไม่ถือเป็นสาระสำคัญ ต้องบอกกล่าวทวงถามก่อนบอกเลิกสัญญา
แม้สัญญาเช่าซื้อจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างเป็นรายเดือนภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน แต่ตามที่ปฏิบัติจำเลยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ในวันที่ 1 ของเดือนเป็นส่วนมาก เห็นได้ว่าโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น ในงวดต่อมาแม้จำเลยจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามวันที่กำหนดไว้ในสัญญาโจทก์ก็จะบอกเลิกสัญญาทันทีไม่ได้ ต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้างอยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
จำเลยให้การว่าจำเลยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวดให้โจทก์ตลอดมาโดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง จำเลยไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ก็เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยให้การนั่นเอง จึงหาเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่
จำเลยให้การว่าจำเลยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวดให้โจทก์ตลอดมาโดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง จำเลยไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ก็เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยให้การนั่นเอง จึงหาเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่