คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
ธาดา วัชรานันท์

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 479 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276-2277/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจศาลสั่งรื้อถอนอาคารแทนจำเลยและให้จำเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เป็นการบังคับตามคำพิพากษา
คำพิพากษาที่ว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนอาคารไป ก็ให้โจทก์รื้อถอนแทน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย เป็นวิธีการบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารไป ดังที่บัญญัติไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 คำพิพากษาจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2261/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยกที่ดินให้โดยยังมิได้จดทะเบียน: สิทธิในมรดก
การที่เจ้าของที่ดินได้มายื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อทางอำเภอยกที่ดินซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลย ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าของที่ดินประสงค์จะยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยการทำนิติกรรมและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หาใช่เป็นกรณีเจตนาสละการครอบครองไม่ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 และประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ.2497 มาตรา 4ทวิ เมื่อการให้ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากเจ้าของที่ดินถึงแก่กรรมเสียก่อนนิติกรรมการให้ก็ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงยังเป็นมรดกของเจ้าของที่ดินอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิขอแบ่งได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2217/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะจากละเมิด ผู้ตายมีฐานะยากดีมีจนอย่างไรไม่สำคัญ
จำเลยเป็นฝ่ายทำละเมิดทำให้สามีโจทก์และบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย เมื่อสามีตายภริยาย่อมขาดไร้อุปการะจากสามีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และเมื่อบิดาตายบุตรผู้เยาว์ก็ย่อมขาดไร้อุปการะจากบิดาตามมาตรา 1564โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นภริยาและบุตรผู้เยาว์ของผู้ตายจึงย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสามโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้ตายจะมีฐานะยากดีมีจนอย่างไรเพราะเป็นสิทธิที่ผู้เสียหายจะพึงได้รับชดใช้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2175/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพัน ยุติข้อพิพาท แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องความผิดสัญญาหรือความเสียหาย
จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารเรียน โจทก์ใช้เหล็กเส้นผิดขนาดจากที่กำหนดไว้ในแบบในการก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าว โจทก์จึงบันทึกข้อความไว้ว่ายอมให้จำเลยหักเงินเป็นค่าปรับตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ได้และจำเลยยินยอมให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างต่อไป โดยไม่ต้องรื้ออาคารที่ก่อสร้างไปแล้ว ดังนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเบี้ยปรับที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แต่เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมาทำความตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยย่อมมีสิทธิหักเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ ปัญหาว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่หรือจำเลยเสียหายมากน้อยเพียงใด ย่อมเป็นอันยุติไปแล้วโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาอีก
การที่โจทก์บันทึกไว้ว่ายินดีให้หักเงินจำนวน 119,412 บาทก่อนหมายความว่าโจทก์ยอมให้หักไว้ก่อนตามจำนวนดังกล่าว โดยโจทก์ยินดีรับไปเฉพาะส่วนที่เหลือจากหักแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164-2173/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเล่นแชร์ดอกตาม: สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยของผู้รับเงินในงวดหลัง
การเล่นแชร์ประเภทดอกตาม คือผู้ที่เปียได้ไปแล้วจะต้องส่งดอกเบี้ยพร้อมกับต้นเงินแชร์เป็นงวด ๆ จนกว่าจะครบกำหนดนั้น ผู้เล่นที่มีสิทธิรับเงินในงวดต่อ ๆ ไปย่อมมีสิทธิได้ดอกเบี้ยในการประมูลครั้งก่อน ๆ เป็นผลประโยชน์ตอบแทน การให้ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงอย่างหนึ่งของสัญญาเล่นแชร์ ผู้มีสิทธิรับค่าแชร์ในภายหลังย่อมมีสิทธิเรียกได้ตามสัญญานั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ หน้าที่การนำสืบข้อเท็จจริงในคดีแรงงาน: การรับฟังค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างเพื่อคำนวณค่าชดเชย
โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับค่าครองชีพ จำเลยให้การปฏิเสธโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบ แต่โจทก์มิได้นำสืบประเด็นข้อนี้ จึงจะฟังว่าโจทก์ได้รับค่าครองชีพไม่ได้ ที่ศาลฟังว่าโจทก์ได้รับค่าครองชีพ และนำไปรวมกับค่าจ้างเป็นเกณฑ์คำนวณค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องซ้ำคดีแรงงานหลังศาลจำหน่ายคดี โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องใหม่ได้
การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 40 วรรคแรก นั้นมาตรา 41 เพียงแต่บัญญัติให้สิทธิโจทก์ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปใหม่ได้เท่านั้น มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องเรื่องเดียวกันนี้ใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนับระยะเวลาเดินทางไปราชการเพื่อเบิกค่าใช้จ่าย ต้องนับจากวันออกจากสถานที่ปฏิบัติราชการจนกลับถึงสถานที่เดิม ไม่เกิน 1 ปี
โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้เดินทางไปปฏิบัติงานรวม 4ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อครบกำหนดก็เดินทางกลับ การนับเวลาการเดินทางไปราชการว่าเกินปีหนึ่งหรือไม่ต้องถือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการฯ คือนับแต่เวลาออกจากสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติจนกลับถึงสถานที่ดังกล่าว ดังนี้เมื่อโจทก์ออกจากสถานที่ปฏิบัติราชการครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2523 กลับวันที่ 5กุมภาพันธ์ 2524 จึงไม่เกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2524 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนับระยะเวลาเดินทางไปราชการเพื่อเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเดินทางหลายครั้งและกลับระหว่างทาง
โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้เดินทางไปปฏิบัติงานรวม 4ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อครบกำหนดก็เดินทางกลับการนับเวลาการเดินทางไปราชการว่าเกินปีหนึ่งหรือไม่ต้องถือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการฯ คือนับแต่เวลาออกจากสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติจนกลับถึงสถานที่ดังกล่าว ดังนี้เมื่อโจทก์ออกจากสถานที่ปฏิบัติราชการครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2523 กลับวันที่ 5กุมภาพันธ์ 2524 จึงไม่เกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2524

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลหนี้ในคดีกู้ยืมเงิน ไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น หากเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทว่าจำเลยกู้เงินหรือไม่
ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลชั้นต้นได้ให้จำเลยตรวจดูสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 แล้ว จำเลยแถลงว่าจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญาและลงชื่อเป็นผู้กู้จริงแต่หนี้ตามสัญญาเป็นค่าดอกเบี้ยเงินกู้จำนวนหนึ่งที่จำเลยกู้เงินโจทก์ และโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละสามต่อเดือน จำเลยไม่มีเงินชำระจึงทำสัญญากู้ให้ไว้ การที่จำเลยนำสืบถึงมูลหนี้ว่าเป็นมาอย่างไรนั้น ก็เพื่อแสดงว่าความจริงจำเลยไม่ได้กู้เงินและรับเงินตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ จึงรวมอยู่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า จำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่นั่นเอง จึงไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น
of 48