พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,368 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2509 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยา แม้ยังมิได้หย่าขาดจากภริยา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 1 บัญญัติถึงกรณีที่ภริยาทำชู้กับผู้อื่น สามีจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากภริยาและชู้ได้ต่อเมื่อได้มีคำพิพากษาของศาลให้สามีภริยานั้นหย่ากันเสียก่อน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 2 บัญญัติถึงกรณีสามีมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวได้ อันมิใช่เรื่องภริยามีชู้ แต่เป็นเรื่องภริยาถูกล่วงเกินโดยไม่สมัครใจ ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่ากันเสียก่อน
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ข่มขืนชำเราภริยาโจทก์โดยภริยาโจทก์ไม่สมัครใจ อันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาว ดังนี้ กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 1505 วรรค 2 แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาลให้โจทก์หย่าขาดจากภริยาเสียก่อน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 2 บัญญัติถึงกรณีสามีมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวได้ อันมิใช่เรื่องภริยามีชู้ แต่เป็นเรื่องภริยาถูกล่วงเกินโดยไม่สมัครใจ ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่ากันเสียก่อน
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ข่มขืนชำเราภริยาโจทก์โดยภริยาโจทก์ไม่สมัครใจ อันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาว ดังนี้ กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 1505 วรรค 2 แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาลให้โจทก์หย่าขาดจากภริยาเสียก่อน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2509
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยา: แม้ไม่มีคำพิพากษาหย่า ก็ฟ้องได้ตามมาตรา 1505 วรรค 2
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 1 บัญญัติถึงกรณีที่ภริยาทำชู้กับผู้อื่นสามีจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากภริยาและชู้ได้ต่อเมื่อได้มีคำพิพากษาของศาลให้สามีภริยานั้นหย่ากันเสียก่อน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 2 บัญญัติถึงกรณีสามีมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวได้อันมิใช่เรื่องภริยามีชู้แต่เป็นเรื่องภริยาถูกล่วงเกินโดยไม่สมัครใจฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่ากันเสียก่อน
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ข่มขืนชำเราภริยาโจทก์โดยภริยาโจทก์ไม่สมัครใจ อันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวดังนี้ กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 1505 วรรคสอง แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาลให้โจทก์หย่าขาดจากภริยาเสียก่อนโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรค 2 บัญญัติถึงกรณีสามีมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวได้อันมิใช่เรื่องภริยามีชู้แต่เป็นเรื่องภริยาถูกล่วงเกินโดยไม่สมัครใจฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่ากันเสียก่อน
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ข่มขืนชำเราภริยาโจทก์โดยภริยาโจทก์ไม่สมัครใจ อันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวดังนี้ กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 1505 วรรคสอง แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาลให้โจทก์หย่าขาดจากภริยาเสียก่อนโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2509 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าต้องปิดแสตมป์ตามกฎหมาย และข้อตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเช่าต้องเป็นลายลักษณ์อักษร
สัญญาเช่าที่เป็นคู่ฉบับต้องปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 23 ในประมวลรัษฎากร มิฉะนั้นต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 มิให้รับฟัง
ปัญหาที่ว่า เอกสารมิได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรนั้น แม้คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้น ก็อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมาย และคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่
สัญญาเช่ามีข้อความกำหนดเวลาเช่าไว้ 1 ปี คู่ความจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลานี้มิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.
ปัญหาที่ว่า เอกสารมิได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรนั้น แม้คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้น ก็อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมาย และคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่
สัญญาเช่ามีข้อความกำหนดเวลาเช่าไว้ 1 ปี คู่ความจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลานี้มิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2509
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าต้องปิดแสตมป์ตามกฎหมาย และห้ามเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเรื่องระยะเวลาเช่าที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
สัญญาเช่าที่เป็นคู่ฉบับต้องปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 23 ในประมวลรัษฎากร มิฉะนั้นต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 มิให้รับฟัง
ปัญหาที่ว่า เอกสารมิได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรนั้น แม้คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้นก็อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมายและคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่
สัญญาเช่ามีข้อความกำหนดเวลาเช่าไว้ 1 ปี คู่ความจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลานี้มิได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
ปัญหาที่ว่า เอกสารมิได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรนั้น แม้คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้นก็อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมายและคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่
สัญญาเช่ามีข้อความกำหนดเวลาเช่าไว้ 1 ปี คู่ความจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลานี้มิได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2508
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องขับไล่ขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของที่ดิน หากจำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่ที่ของโจทก์ ศาลต้องวินิจฉัยสิทธิในที่ดินก่อน
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ โจทก์ต้องการที่คืนจึงบอกเลิกการเช่ากับจำเลยและให้จำเลยออกไปจากที่เช่าจำเลยก็ไม่ออก ขอให้ขับไล่ จำเลยสู้ว่าที่พิพาทเป็นของกรมชลประทานไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เพราะโจทก์จะมีอำนาจฟ้องขับไล่ จำเลยได้ก็ต้องได้ความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ถ้าโจทก์ไม่มีสิทธิเหนือที่พิพาทแล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจเอาไปให้ผู้อื่นเช่าได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977-978/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ประเด็นการแบ่งแยกที่ดินต้องยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น การร้องขอในคำแก้ไม่ถือเป็นประเด็น
ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่า ที่ดินเฉพาะส่วนเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกให้โจทก์ด้วยเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงว่า ที่เฉพาะส่วนนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แล้วโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ฎีกา โจทก์คงเพียงแต่ร้องขอมาในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาขอให้ศาลพิพากษาแบ่งแยกให้ด้วยเท่านั้น ย่อมไม่มีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977-978/2508
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในประเด็นแบ่งแยกที่ดิน ทำให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย แม้จะมีการร้องขอในคำแก้
ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่า ที่ดินเฉพาะส่วนเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกให้โจทก์ด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงว่า ที่เฉพาะส่วนนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แล้วโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ฎีกา โจทก์คงเพียงแต่ร้องขอมาในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาขอให้ศาลพิพากษาแบ่งแยกให้ด้วยเท่านั้น ย่อมไม่มีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 936/2508
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องอุทธรณ์ต้องมีลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ หากไม่มีถือเป็นฟ้องไม่บริบูรณ์ ศาลต้องแก้ไขก่อนพิจารณา
ฟ้องอุทธรณ์ที่มิได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ย่อมเป็นฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) และศาลอุทธรณ์ก็ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ไปโดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องให้บริบูรณ์ตามกฎหมายเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาควรยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เสีย แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสองโดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์เสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมาย แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2508)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 936/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องอุทธรณ์ไม่สมบูรณ์เพราะขาดลายมือชื่อผู้ฟ้อง ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้แก้ไขฟ้องก่อนพิจารณาใหม่
ฟ้องอุทธรณ์ที่มิได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ย่อมเป็นฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) และศาลอุทธรณ์ก็ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ไปโดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องให้บริบูรณ์ตามกฎหมายเสียก่อน นั้น ศาลฎีกาชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรค 2 โดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์เสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมาย แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่.
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2508).
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2508).
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองปรปักษ์: การครอบครองที่ดินโดยเข้าใจผิดและอายุความ
ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์จำเลยครอบครองมาด้วยความสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อคันนาจากหลักไม้หมายเลย 2 ถึงหลักไม้หมายเลข 3 ในแผนที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึง 8 รื้อรั้วที่ทำไว้ในที่ดินของโจทก์ออกไปด้วย ดังนี้ เป็นแก้ไขมาก
จำเลยให้การว่า เดิมที่นาพิพาทจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยได้ครอบครองมีเขตคันเป็นส่วนสัดมาโดยสงบและเปิดเผยติดต่อตลอดมาทุกปีเป็นเวลา 30 ปีเศษ ทางพิจารณาได้ความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยครอบครอง ถือว่าเป็นการต่อสู้ว่าครอบครองทรัพย์ของโจทก์โดยปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
การครอบครองปกปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ครอบครองจะรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่นหรือไม่ ไม่สำคัญ ย่อมได้กรรมสิทธิ์เสมอ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญติไว้เป็นอย่างอื่น
จำเลยให้การว่า เดิมที่นาพิพาทจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยได้ครอบครองมีเขตคันเป็นส่วนสัดมาโดยสงบและเปิดเผยติดต่อตลอดมาทุกปีเป็นเวลา 30 ปีเศษ ทางพิจารณาได้ความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยครอบครอง ถือว่าเป็นการต่อสู้ว่าครอบครองทรัพย์ของโจทก์โดยปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
การครอบครองปกปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ครอบครองจะรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่นหรือไม่ ไม่สำคัญ ย่อมได้กรรมสิทธิ์เสมอ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญติไว้เป็นอย่างอื่น