พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,368 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2497
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับคดีและสินสมรส: เจ้าหนี้มีสิทธิขอแยกสินบริคณห์โดยคำร้องได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่
การร้องขอแยกสินบริคณห์ในชั้นบังคับคดีเพื่อดำเนินการไปตามคำพิพากษานั้น ทำเป็นคำร้องต่อศาลได้โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นใหม่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1483 มิได้บังคับไว้โดยชัดแจ้งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอให้แยกสินบริคณห์เสียก่อน
ศาลฎีกามีอำนาจย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1483 มิได้บังคับไว้โดยชัดแจ้งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอให้แยกสินบริคณห์เสียก่อน
ศาลฎีกามีอำนาจย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2497 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับคดีและการแยกสินสมรส: เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอแยกสินบริคณห์โดยคำร้องได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่
การร้องขอแยกสินบริคณห์ในชั้นบังคับคดีเพื่อดำเนินการไปตามคำพิพากษานั้น ทำเป็นคำร้องต่อศาลได้โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นใหม่
ป.พ.พ.มาตรา 1483 มิได้บังคับไว้โดยชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอให้แยกสินบริคณห์เสียก่อน
ศาลฎีกามีอำนาจย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ได้
ป.พ.พ.มาตรา 1483 มิได้บังคับไว้โดยชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อขอให้แยกสินบริคณห์เสียก่อน
ศาลฎีกามีอำนาจย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1364/2497 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินสมรส: พิจารณาจากมูลค่าทรัพย์และพฤติการณ์ เพื่อให้สมบูรณ์ตามกฎหมาย
สามีมีสิทธิทำพินัยกรรมยกสินบริคณห์ให้แก่บุคคลอื่นได้ในเมื่อทรัพย์ที่ยกให้นั้นมีราคาไม่เกินส่วนของสามีและทรัพย์นั้นมีพฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่าควรตกได้เป็นส่วนแบ่งของสามี ( ป.ช.ญ.ครั้งที่ 6/2498)
ฎีกาที่ตั้งต้นเรื่องเอาที่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างไว้ชัดเจนแล้วย่อมเป็นฎีกาที่สมบูรณ์
ฎีกาที่ตั้งต้นเรื่องเอาที่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างไว้ชัดเจนแล้วย่อมเป็นฎีกาที่สมบูรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2497
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดกับการฎีกาคดี ห้างหุ้นส่วนยังคงมีสิทธิฎีกาได้ แม้จะเลิกไปแล้ว
จำเลยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน ดังนี้จำเลยย่อมจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2497 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การดำเนินคดีของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เลิกแล้ว: สิทธิในการฎีกาและข้อยกเว้นตามกฎหมาย
จำเลยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน ดังนี้จำเลยย่อมจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2497
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า: ศาลมีอำนาจวินิจฉัยสิทธิแม้ยังมิได้จดทะเบียน
การโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้นหาจำต้องมีกฎหมายรับรองสิทธินั้นไว้โดยตรงเสียก่อนอย่างใดไม่ เมื่อผู้ใดโต้แย้งผู้นั้นก็อาจมาขอความคุ้มครองจากศาลได้เสมอเช่นในกรณีขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อมีข้อโต้แย้งว่าใครจะมีสิทธิดีกว่าในการที่จะจดทะเบียนก่อน ดังนี้ศาลก็ต้องรับวินิจฉัยให้ อย่าว่าแต่ในระหว่างผู้ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนด้วยกันเลย เจ้าของเครื่องหมายการค้าอันแท้จริงแม้จะยังมิได้จดทะเบียน จะยกขึ้นต่อสู้กับผู้ที่จดทะเบียนแล้วในศาลก็ยังได้ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน (อ้างฎีกาที่ 277/2496)
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน (อ้างฎีกาที่ 277/2496)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1284/2497
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิครอบครองที่ดินของคนต่างด้าว: การพิจารณาข้อยกเว้นตามกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินที่พิพาทในวันชี้สองสถาน ข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติจีนยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีที่ดิน ดังนี้ ศาลจะสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามไม่ให้มีที่ดินตามมาตรา 5,6 แห่ง พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 นั้นเสีย หาเป็นการชอบไม่ เพราะยังมีข้อยกเว้นว่าถ้าได้รับอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวมีที่ดินได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1284/2497 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิครอบครองที่ดินของคนต่างด้าว: การอนุญาตเป็นข้อยกเว้นข้อห้ามตามกฎหมาย
โจทย์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินที่พิพาทในวันชี้สอบสถาน ข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติจีนยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีที่ดินดังนี้ ศาลจะสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามไม่ให้มีที่ดินตามมาตรา 5,6, แห่ง พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกันคนต่างด้าว 2486 นั้นเสีย หาเป็นการชอบไม่ เพราะยังมีข้อยกเว้นว่าถ้าได้รับอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวมีที่ดินได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2497
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจอัยการผู้ช่วยศาลทหาร: คำสั่งแต่งตั้งชอบด้วยกฎหมายเมื่อเป็นการรับคำสั่งรัฐมนตรี และการลงชื่อฟ้องคดีเมื่ออัยการหลักเป็นพยาน
คำสั่งที่ปลัดกระทรวงกลาโหมลงนามแต่งตั้งอัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯ โดยวิธีรับคำสั่งรัฐมนตรีนั้นเป็นคำสั่งรัฐมนตรีตั้งหาใช่ปลัดกระทรวงตั้งไม่ จึงชอบด้วย พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 79
เมื่ออัยการศาลทหารกรุงเทพฯเป็นพยานในคดีใด ซึ่งต้องห้ามมิให้เป็นโจทก์ตาม พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 85(2)อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯจึงมีอำนาจลงชื่อเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้นได้ หาขัดต่อ พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 80ไม่
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลทหารกลางแล้วให้ศาลทหารกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ
เมื่ออัยการศาลทหารกรุงเทพฯเป็นพยานในคดีใด ซึ่งต้องห้ามมิให้เป็นโจทก์ตาม พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 85(2)อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯจึงมีอำนาจลงชื่อเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้นได้ หาขัดต่อ พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 80ไม่
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลทหารกลางแล้วให้ศาลทหารกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2497 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจการแต่งตั้งอัยการผู้ช่วยศาลทหาร และอำนาจการเป็นโจทก์เมื่ออัยการเป็นพยาน
คำสั่งที่ปลัดกระทรวงกลาโหมลงนามแต่งตั้งอัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯ โดยวิธีคำสั่งรัฐมนตรีนั้นเป็นคำสั่งรัฐมนตรีตั้ง หาใช่ปลัดกระทรวงตั้งไม่ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร ม. 79
เมื่ออัยการศาลทหารกรุงเทพฯเป็นพยานในคดีใด ซึ่งต้องห้ามมิให้เป็นโจทก์ตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหารมาตรา 85(2) อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯ จึงมีอำนาจลงชื่อเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้นได้ หาขัดต่อ พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร ม.80 ไม่
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลทหารกลางแล้วให้ศาลทหารกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ
เมื่ออัยการศาลทหารกรุงเทพฯเป็นพยานในคดีใด ซึ่งต้องห้ามมิให้เป็นโจทก์ตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหารมาตรา 85(2) อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพฯ จึงมีอำนาจลงชื่อเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้นได้ หาขัดต่อ พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร ม.80 ไม่
ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลทหารกลางแล้วให้ศาลทหารกลางวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ