คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
เจริญ นิลเอสงฆ์

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 961 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน: พยานบุคคลขัดแย้งกับเอกสารทางคดี ศาลยกฟ้อง
โจทก์มีพยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุคือ นาง น. กับนาง ผ.ส่วนนาย ว. ซึ่ง เป็นพยานในที่เกิดเหตุด้วย ได้ ถึงแก่ความตายไปก่อนนาง น. เบิกความว่ารู้จักจำเลยมาก่อน รู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ จำเลยกับพวกได้ ยิงผู้ตายในคืนเกิดเหตุ นาง น. เป็นผู้แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปชันสูตรพลิกศพว่าจำเลยกับพวกเป็น คนยิงผู้ตายทั้งสอง ส่วนนาง ผ.เบิกความว่าไม่รู้จักจำเลยแต่ จำได้ ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งเมื่อจับจำเลยได้ นาง ผ. ชี้ ตัว จำเลยถูกต้อง แต่ ตาม สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่าในวันที่ 5 มิถุนายน 2526(วันเกิดเหตุ) นาย สมคิด จิตเส้งแจ้งว่ามีผู้ก่อการร้าย 5 คน ใช้ อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง โดย มิได้ระบุว่าใครเป็นคนร้ายตาม สำเนารายงาน ประจำวันเกี่ยวกับคดีลง วันที่ 9 มิถุนายน2526 เจ้าพนักงานตำรวจ ได้ ไปตรวจ ที่เกิดเหตุและทราบตัว คนร้ายแล้ว ก็ปรากฏ ว่า ยังไม่มี การระบุตัว คนร้ายว่าเป็นใคร ในแผนที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจเอก ก. ผู้ทำเอกสารเบิกความว่าได้ ทราบจากนาง น.ว่าจำเลยเป็นคนร้ายแล้วก็ปรากฏว่า ไม่ได้ระบุตำแหน่ง ที่นั่งของจำเลยกับได้ เขียนชื่อ จำเลยในช่อง ผู้ต้องหาขึ้นภายหลัง จากทำเอกสาร และในบันทึกการตรวจ สถานที่ เกิด เหตุได้ ระบุว่า ผู้ก่อการร้าย (ผกค.) จำนวน 5 คนยิงผู้ตายทั้งสองที่บ้านพัก โดย ไม่ได้ระบุชื่อ จำเลยไว้ ส่วนคำให้การชั้นสอบสวนของนาย ว. ในแผ่นแรกไม่ปรากฏว่านาย ว. รู้เห็นว่าจำเลยทำผิด เพียงแต่ เห็นชาย 5 คน จำได้ 2 คน แต่ง เครื่องแบบทหารส่วนอีก 3 คน แต่งกาย ธรรมดาแต่ ในแผ่นที่ 2 ซึ่ง เป็นใบต่อ คำให้การจึงระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งในรายงานการชันสูตรพลิกศพของนาย ช.ในช่อง ชื่อ ผู้ทำให้ตาย ที่ระบุชื่อ จำเลย ตัว เขียนต่าง กับช่อง อื่น ๆน่าจะเป็นการเติม ชื่อ จำเลยในภายหลัง ส่วนในแบบรายงานการชันสูตรพลิก ศพนาย ธ. ไม่ได้ระบุชื่อ ผู้ทำให้ตาย ไว้ แสดงให้เห็นว่าในเบื้องต้น น่าจะไม่รู้ตัว คนร้ายว่าเป็นใคร แม้คำเบิกความของ นาง น.และนาง ผ. จะมีรายละเอียดลำดับเหตุการณ์และขั้นตอนในการกระทำผิดของคนร้ายโดย ละเอียดก็ตาม แต่ เมื่อ พยานหลักฐานเอกสารของโจทก์ไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของ พยานบุคคลที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ จึงทำให้คำเบิกความของพยานบุคคลมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2275/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษทางวินัย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้บังคับบัญชา
จำเลยใช้ใบรับรองแพทย์ที่ไม่มีชื่อผู้รับการตรวจจากแพทย์ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมแสดงต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อประกอบรายงานการชี้แจงที่จำเลยขาดราชการ 3 วัน เพื่อให้จำเลยพ้นผิดทางวินัยการใช้เอกสารปลอมดังกล่าวจึงน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นคือผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ต้องบันทึกรายงานผลการชี้แจงของจำเลยเสนอขึ้นไปตามลำดับชั้น จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การผิดสัญญาประกันตัว จำเลยหลบหนี ศาลสั่งปรับตามสัญญา และคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
ผู้ประกันผิดสัญญาประกันและศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันแล้ว การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาส่งตัวจำเลยที่ 2 ไป หรือลดค่าปรับลงโดยขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นรายเดือน แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งบังคับตามสัญญาประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 17)พ.ศ. 2532 มาตรา 4 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประกันตัวผิดเงื่อนไข ศาลมีอำนาจปรับตามสัญญา คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
ผู้ประกันผิดสัญญาประกัน และศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาแล้ว การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาส่งตัวจำเลยไป หรือลดค่าปรับลงโดยขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นรายเดือน แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 114 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 4 บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2209/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเพิกถอนการให้โดยเสน่หาเนื่องจากผู้รับมีพฤติกรรมเนรคุณและหมิ่นประมาทผู้ให้
โจทก์ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของจำเลยได้ยกที่ดินให้จำเลยโดยเสน่หา โจทก์จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อจำเลยที่จำเลยพึงต้องเคารพเมื่อโจทก์ไปหาจำเลยเพื่อขอเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวเพราะโจทก์ไม่มีเงิน จำเลยกลับขับไล่โจทก์ออกจากบ้านและพูดว่า "อีแก่อย่ามาหาอีก" การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงถือได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ถอนคืนการให้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2209/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การถอนคืนการให้โดยเสน่หาเนื่องจากผู้รับมีการประพฤติเนรคุณต่อผู้ให้
โจทก์ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของจำเลยได้ยกที่ดินให้จำเลยโดยเสน่หา โจทก์จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อจำเลยที่จำเลยพึงต้องเคารพ เมื่อโจทก์ไปหาจำเลยเพื่อขอเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวเพราะโจทก์ไม่มีเงิน จำเลยกลับขับไล่โจทก์ออกจากบ้านและพูดว่า "อีแก่อย่ามาหาอีก" การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ถือได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ถอนคืนการให้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อายุความฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทนที่ยักยอกทรัพย์ ไม่ขาดอายุความตามกฎหมายละเมิด เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องในการติดตามทรัพย์
จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับเงินค่าเช่าซื้อรถจากลูกหนี้ของโจทก์ จำเลยที่ 1 รับเงินตาม หน้าที่แล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นทั้งละเมิดและปฏิบัติผิดหน้าที่ตัวแทนตาม สัญญาจ้าง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายในการละเมิดหรือติดตาม เอาทรัพย์ของโจทก์ที่จำเลยเอาไปได้ การฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงิน จึงเป็นการใช้ สิทธิติดตาม เอาทรัพย์ของโจทก์คืนจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336 ซึ่ง ไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์ใช้ สิทธิเช่นนี้เว้นแต่จะถูก จำกัดด้วย อายุความได้ สิทธิ ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 1 ได้ แม้จะเกิน 1 ปี จำเลยที่ 2ค้ำประกันจำเลยที่ 1 มูลหนี้ของจำเลยที่ 2 ก็เกิดจากสัญญา หาได้เกิดจากมูลละเมิดอันจะมีอายุความ 1 ปีไม่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2053/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การครอบครองและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและในเวลากลางคืน ศาลฎีกาไม่เห็นควรให้รอการลงโทษ
นอกจากจำเลยจะมีอาวุธปืน และกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดย ไม่ ชอบ ด้วย กฎหมายแล้ว จำเลยยังพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนติดตัวไปตาม ถนน สาธารณะในเมืองในเวลากลางคืนอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฐานมีแร่ในครอบครองและขนแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้แร่เป็นของผู้อื่นก็มีความผิดได้
ปัญหาว่า ของกลางเป็นแร่หรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยให้การ รับสารภาพว่าของกลางดังกล่าวเป็นแร่ ฎีกาของจำเลยที่ว่าของกลางมิใช่แร่จึงเป็นฎีกาโต้เถียง ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 4 ให้บทนิยามคำว่า"มีแร่ไว้ในครอบครอง หมายความว่า การซื้อ แร่ การมีไว้ การยึดถือหรือการรับไว้ด้วย ประการใดซึ่ง แร่ ทั้งนี้ ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น" มาตรา 105 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมีแร่ครอบครองแต่ ละชนิดเกินสองกิโลกรัม เว้นแต่ (1) ฯลฯ ถึง 12 ฯลฯ" มาตรา 108บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดขนแร่ในที่ใด เว้นแต่ (1) ฯลฯ ถึง 10 ฯลฯ"ดังนี้ การที่จำเลยครอบครองแร่โลหะตะกั่ว โดย ไม่ ชอบ ด้วย กฎหมายแม้ว่าแร่จะเป็นของบุคคลอื่น จำเลยย่อมมีความผิดฐาน มีแร่ไว้ในความครอบครองโดย ไม่ได้รับใบอนุญาตกระทงหนึ่ง และที่จำเลยครอบครองแร่โลหะตะกั่ว ของกลางแล้วขนแร่ไปโดย ไม่มีใบอนุญาตขนแร่ดังกล่าวโดย ฝ่าฝืนมาตรา 108 จำเลยย่อมมีความผิดฐาน ขนแร่โลหะตะกั่วตาม มาตรา 148 อีกกระทงหนึ่ง มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1954/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ โกงเจ้าหนี้: พฤติการณ์หลีกเลี่ยงชำระหนี้โดยการสร้างหนี้สินเทียมและยืดเยื้อการบังคับคดี
เดิม โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตาม คำพิพากษา ได้ มีการยึดรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้ ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โดย อ้าง ว่าได้ ซื้อ จากจำเลยที่ 1 และในการนำสืบ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ ติดต่อ ขายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่าได้ มีการซื้อ ขายรถยนต์บรรทุกกันจริงในราคา 100,000 บาท ผลสุดท้ายศาลฎีกาได้ ยก คำร้อง โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ใหม่เพื่อเอาเงินชำระหนี้โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ รีบฟ้องให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ตาม สัญญา เงินกู้ อ้างว่ากู้กันแต่ ปี พ.ศ. 2525 โดย ฟ้องวันที่ 2 มกราคม 2530 ได้ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมในวันที่ 8 เดือน เดียว กัน ต่อมาจำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ พฤติการณ์ดังกล่าวมาทั้งหมดส่อให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำทุกอย่างเพื่อมิให้โจทก์ซึ่ง เป็นเจ้าหนี้ได้ รับชำระหนี้ เป็นความผิดฐาน โกงเจ้าหนี้ตาม ฟ้อง พฤติการณ์เช่นนี้ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง.
of 97