พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,261 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 349/2532 เวอร์ชัน 4 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษหลายกรรมต่างกันจากเช็ค และการเข้าสู่คดีของจำเลยที่ ๑ โดยการตั้งทนาย
โจทก์ได้ บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยออกเช็ค ๒ ฉบับ เมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ตามป.อ. มาตรา ๙๑ แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ก็จะถือว่าศาลลงโทษเกินคำขอหาได้ไม่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖เพียงแต่ บัญญัติให้โจทก์อ้างมาตราในกฎหมายซึ่ง บัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่ง เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กรรมการร่วมกันออกเช็ค อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยที่ ๑ โดย ธ. และ ร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้เข้ามาในคดีนี้แล้วนับตั้งแต่ วันที่ตั้ง ทนายความ เมื่อจำเลยที่ ๓ในนามของจำเลยที่ ๑ และในฐานะ ส่วนตัวให้การรับสารภาพโดยจำเลยที่ ๓ กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณา การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒.
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่ง เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ กรรมการร่วมกันออกเช็ค อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยที่ ๑ โดย ธ. และ ร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้เข้ามาในคดีนี้แล้วนับตั้งแต่ วันที่ตั้ง ทนายความ เมื่อจำเลยที่ ๓ในนามของจำเลยที่ ๑ และในฐานะ ส่วนตัวให้การรับสารภาพโดยจำเลยที่ ๓ กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณา การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 349/2532 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษจำเลยหลายกรรม และการรับสารภาพของนิติบุคคลผ่านผู้มีอำนาจ
โจทก์ได้บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับเมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ก็จะถือว่าศาลลงโทษเกินคำขอหาได้ไม่ ป.วิ.อ. มาตรา 158(6) เพียงแต่บัญญัติให้โจทก์อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น.
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 กรรมการร่วมกันออกเช็คอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯจำเลยที่ 1 โดย ธ.และร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาในคดีนี้แล้ว นับตั้งแต่วันที่ตั้งทนายความ เมื่อจำเลย ที่ 3 ในนามของจำเลยที่ 1และในฐานะส่วนตัวให้การ รับสารภาพโดยจำเลยที่ 3 กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172.
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 กรรมการร่วมกันออกเช็คอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯจำเลยที่ 1 โดย ธ.และร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาในคดีนี้แล้ว นับตั้งแต่วันที่ตั้งทนายความ เมื่อจำเลย ที่ 3 ในนามของจำเลยที่ 1และในฐานะส่วนตัวให้การ รับสารภาพโดยจำเลยที่ 3 กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 349/2532 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกัน และการรับสารภาพของจำเลยที่เป็นนิติบุคคล
โจทก์ได้บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ เมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้องก็จะถือว่าศาลลงโทษเกินคำขอหาได้ไม่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) เพียงแต่บัญญัติให้โจทก์อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 กรรมการร่วมกันออกเช็คอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยที่ 1โดย ธ.และร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1ได้ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1ได้เข้ามาในคดีนี้แล้วนับตั้งแต่วันที่ตั้งทนายความ เมื่อจำเลยที่ 3 ในนามของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวให้การรับสารภาพโดยจำเลยที่ 3 กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณา การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2532 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องแย้งซ้ำและละเมิดจากการคัดค้านการรังวัดที่ดินโดยไม่ชอบ ทำให้ผู้ซื้อที่ดินได้รับความเสียหาย
คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า รูปแผนที่แบ่งแยกตามที่ช่างแผนที่สำนักงานที่ดินทำมาถูกต้องตรงตามข้อตกลงของโจทก์จำเลยในชั้นบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยจัดการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 1488ให้แก่โจทก์ไปตามรูปแผนที่นั้น ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้จัดการแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 17364 ให้แก่โจทก์ไปแล้ว คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อนได้ยกข้อต่อสู้และฟ้องแย้งว่ารูปแผนที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17364 ไม่ถูกต้องขึ้นมาอีกเป็นเรื่องจำเลยรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ที่ 1 และที่ 4 ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17364เพื่อขายให้แก่ บ.กับพวก จำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดดังกล่าวออกมาโดยชอบเป็นการจงใจกระทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์ที่ 1 และที่ 4 เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดินและได้รับเงินจาก บ.กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 4 เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 1และที่ 4 ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจาก บ.กับพวก ซึ่งถ้าโจทก์ที่ 1 และที่ 4 นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีจำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2532 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำต้องห้าม-ละเมิดจากการคัดค้านรังวัดที่ดิน ศาลพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายดอกเบี้ย
คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า รูปแผนที่แบ่งแยกตามที่ช่างแผนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดทำมาถูกต้องตรงตามข้อตกลงของโจทก์จำเลยในชั้นบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยจัดการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 1488 ให้แก่โจทก์ไปตามรูปแผนที่แบ่งแยกนั้นซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้จัดการแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 17364 ให้แก่โจทก์ไปแล้ว คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับในคดีก่อนได้ยกข้อต่อสู้และฟ้องแย้งว่ารูปแผนที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17364 ไม่ถูกต้องขึ้นมาอีก เป็นเรื่องที่จำเลยรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
โจทก์ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17364 เพื่อขายให้แก่ บ. กับพวกจำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดดังกล่าวออกมาโดยชอบ เป็นการจงใจกระทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดินและได้รับเงินจาก บ. กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท จาก บ. กับพวก ซึ่งถ้าโจทก์นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย.(ที่มา-ส่งเสริม)
โจทก์ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17364 เพื่อขายให้แก่ บ. กับพวกจำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดดังกล่าวออกมาโดยชอบ เป็นการจงใจกระทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดินและได้รับเงินจาก บ. กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท จาก บ. กับพวก ซึ่งถ้าโจทก์นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย.(ที่มา-ส่งเสริม)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2532
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย และละเมิดจากการขัดขวางการขายที่ดิน
คดีเดิม ศาลได้ วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า รูปแผนที่แบ่งแยกตามที่ช่างแผนที่สำนักงานที่ดินทำมาถูกต้อง ตรง ตาม ข้อตกลงของโจทก์จำเลยในชั้น บังคับคดีแล้ว ให้จำเลยจัดการแบ่งแยกโฉนด ที่ดินเลขที่1488 ให้แก่โจทก์ไปตาม รูปแผนที่นั้น ซึ่ง ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ จัดการแบ่งแยกออกเป็นโฉนด เลขที่ 17364 ให้แก่โจทก์ไปแล้วคดีนี้จำเลยซึ่ง เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อนได้ ยกข้อต่อสู้และฟ้องแย้งว่า รูปแผนที่ในที่ดินโฉนด เลขที่ 17364 ไม่ถูกต้องขึ้นมาอีก เป็นเรื่องจำเลยรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดย อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ที่ 1 และที่ 4 ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตาม โฉนด เลขที่ 17364เพื่อขายให้แก่ บ. กับพวก จำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อ เจ้าพนักงานที่ดินโดย รู้อยู่แล้วว่าโฉนด ดังกล่าวออกมาโดยชอบ เป็นการจงใจกระทำโดย ผิด กฎหมายให้โจทก์ที่ 1 และที่ 4เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดิน และได้รับเงินจาก บ. กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อ โจทก์ที่ 1 และที่ 4 เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจาก บ. กับพวก ซึ่ง ถ้า โจทก์ที่ 1 และที่ 4 นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย ร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยจึงต้อง รับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2532 เวอร์ชัน 4 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำต้องห้าม & ละเมิดจากการขัดขวางการขายที่ดิน
คดีเดิม ศาลได้ วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า รูปแผนที่แบ่งแยกตามที่ช่างแผนที่สำนักงานที่ดินทำมาถูกต้อง ตรง ตาม ข้อตกลงของโจทก์จำเลยในชั้น บังคับคดีแล้ว ให้จำเลยจัดการแบ่งแยกโฉนด ที่ดินเลขที่๑๔๘๘ ให้แก่โจทก์ไปตาม รูปแผนที่นั้น ซึ่ง ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ จัดการแบ่งแยกออกเป็นโฉนด เลขที่ ๑๗๓๖๔ ให้แก่โจทก์ไปแล้วคดีนี้จำเลยซึ่ง เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อนได้ ยกข้อต่อสู้และฟ้องแย้งว่า รูปแผนที่ในที่ดินโฉนด เลขที่ ๑๗๓๖๔ ไม่ถูกต้องขึ้นมาอีก เป็นเรื่องจำเลยรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดย อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘
โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตาม โฉนด เลขที่ ๑๗๓๖๔เพื่อขายให้แก่ บ. กับพวก จำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อ เจ้าพนักงานที่ดินโดย รู้อยู่แล้วว่าโฉนด ดังกล่าวออกมาโดยชอบ เป็นการจงใจกระทำโดย ผิด กฎหมายให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดิน และได้รับเงินจาก บ. กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อ โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจาก บ. กับพวก ซึ่ง ถ้า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย ร้อยละ ๑๒ ต่อปี จำเลยจึงต้อง รับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย.
โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ ร้องขอแบ่งแยกที่ดินตาม โฉนด เลขที่ ๑๗๓๖๔เพื่อขายให้แก่ บ. กับพวก จำเลยทราบแล้วยังไปคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกต่อ เจ้าพนักงานที่ดินโดย รู้อยู่แล้วว่าโฉนด ดังกล่าวออกมาโดยชอบ เป็นการจงใจกระทำโดย ผิด กฎหมายให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔เสียหายแก่สิทธิที่จะขายที่ดิน และได้รับเงินจาก บ. กับพวกผู้ซื้อ จึงเป็นละเมิดต่อ โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ ไม่ได้รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจาก บ. กับพวก ซึ่ง ถ้า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ นำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย ร้อยละ ๑๒ ต่อปี จำเลยจึงต้อง รับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 155/2532
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การปรับบทมาตรา 362 ประกอบมาตรา 365 กรณีความผิดทางอาญา ศาลต้องปรับบทให้ถูกต้อง
จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3)ประกอบด้วยมาตรา 362 การที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 โดยมิได้ปรับบทมาตรา 362 ด้วยนั้นย่อมไม่ถูกต้องเพราะมาตรา 365 มิได้บัญญัติความผิดไว้ชัดแจ้งในตัว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 155/2532 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบุกรุกและทำให้เสียหายซึ่งอสังหาริมทรัพย์: การปรับบทมาตรา 362 เพื่อใช้กับมาตรา 365
จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 โดยมิได้ปรับบทมาตรา 362 มาด้วยย่อมไม่ถูกต้องเพราะมาตรา 365 มิได้บัญญัติความผิดไว้ชัดแจ้งในตัว.(ที่มา-ส่งเสริม)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2532
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์หลังตกลงค่าเสียหายส่วนบุคคล: ศาลยืนตามอุทธรณ์
แม้ข้อตกลงระหว่าง ส. กับจำเลยตามรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันมีใจความว่า ส.ได้เรียกร้องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลตัวเองและของภรรยาเป็นเงินรวม 27,500 บาท และไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดอีกต่อไปทั้งทางแพ่งและอาญาก็ตามแต่ยังมีข้อความอีกว่า สำหรับรถยนต์ของ ส. นั้น คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะไปทำการเจรจากันในภายหลังต่อไปแสดงว่าคู่กรณีเจตนาแยกการเรียกค่าเสียหายจากการซ่อมแซมรถยนต์ออกจากค่าเสียหายจำนวน 27,500 บาทส.จึงไม่สูญสิทธิที่จะเรียกร้องค่าซ่อมแซมรถยนต์ในภายหลังเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ส. ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปซ่อมแซมและชำระค่าซ่อมแซมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ส.ในอันที่จะเรียกร้องเงินค่าซ่อมแซมรถยนต์จากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880