คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 763 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2537 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ระงับข้อพิพาทสัญญาประกันชีวิตด้วยการประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิเรียกร้องสิ้นสุด
โจทก์และนางสาว ก. ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะและขอบอกล้างสัญญา ย่อมเกิดข้อพิพาทตามสัญญาประกันชีวิตขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เสนอคืนเงินเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์และนางสาว ก.แทนการชำระเงินตามสัญญาระกันชีวิตตามที่โจทก์และนางสาว ก.เรียกร้องหรือคืนเงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์และนางสาว ก.ตกลงยอมรับเอาเงินเบี้ยประกันภัยคืนตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ และสัญญาว่าจะไม่เรียกร้องเอาเงินหรือประโยชน์อื่นใดตามกรมธรรม์จากจำเลยที่ 1 อีก ย่อมเป็นการที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัยซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติไว้ ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์และนางสาว ก.ตามสัญญาประกันชีวิตระงับสิ้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2537

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้อตกลงคืนเบี้ยประกันภัยสละสิทธิเรียกร้อง ถือเป็นประนีประนอมยอมความ สิทธิประกันชีวิตระงับ
เมื่อ อ. ถึงแก่กรรม โจทก์และ ก. ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยผู้รับประกันภัยใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ย่อมเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยเสนอคืนเงินเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์และ ก. แทนการชำระเงินตามที่โจทก์และ ก. เรียกร้องหรือคืนเงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 892 โจทก์และ ก. ก็ได้ตกลงยอมรับเอาเงินเบี้ยประกันคืนตามที่จำเลยเสนอและสัญญาว่าจะไม่เรียกร้องเอาเงินหรือประโยชน์อื่นใดตามกรมธรรม์จากจำเลยอีกย่อมเป็นการที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัยซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์และ ก. ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตอีก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2537 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การระงับข้อพิพาทสัญญาประกันชีวิตด้วยการยอมคืนเบี้ยประกันภัย ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องจึงระงับสิ้น
โจทก์และนางสาว ก. ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆะและขอบอกล้างสัญญา ย่อมเกิดข้อพิพาทตามสัญญาประกันชีวิตขึ้นแล้วเมื่อจำเลยที่ 1 เสนอคืนเงินเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์และนางสาว ก. แทนการชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตตามที่โจทก์และนางสาว ก. เรียกร้องหรือคืนเงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์และนางสาว ก. ตกลงยอมรับเอาเงินเบี้ยประกันภัยคืนตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ และสัญญาว่าจะไม่เรียกร้องเอาเงินหรือประโยชน์อื่นใดตามกรมธรรม์จากจำเลยที่ 1 อีก ย่อมเป็นการที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัยซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 บัญญัติไว้ ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์และนางสาว ก. ตามสัญญาประกันชีวิตระงับสิ้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2368/2537

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน ต้องได้รับการอนุมัติจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 227 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2515 เมื่อมาขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มขึ้นตาม พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 มาตรา 31 วรรคสาม จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก่อนจึงจะได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ขอรับนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2537 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การตั้งผู้จัดการมรดก: เมื่อผู้คัดค้านไม่ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นทายาท
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำร้องขอของผู้ร้องเมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นฎีกา คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาอีกว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายหรือไม่ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2537

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การตั้งผู้จัดการมรดก: ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นทายาทเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาตามคำร้อง
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ศาลอุทธรณ์พิพากษาตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ตามคำร้องขอของผู้ร้อง และผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีประเด็นในชั้นฎีกาตามฎีกาของผู้ร้องอีกว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมของ อ. เจ้ามรดกหรือไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2537 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การตั้งผู้จัดการมรดก: ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นทายาทเมื่อไม่มีการฎีกา
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ศาลอุทธรณ์พิพากษาตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของ อ.ตามคำร้องขอของผู้ร้อง และผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีประเด็นในชั้นฎีกาตามฎีกาของผู้ร้องอีกว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมของ อ. เจ้ามรดกหรือไม่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2537

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเอาพินัยกรรมไปเสีย ทำให้เสียหายต่อผู้รับมรดก คดีขาดอายุความ
ฟ. ทำพินัยกรรมมอบแก่พระครูน.เก็บรักษาไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1ได้มาขอรับเอาพินัยกรรมดังกล่าวไป แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมนำออกมาเปิดเผย เพื่อมิให้โจทก์ได้รับมรดกตามพินัยกรรม เมื่อโจทก์ขอพินัยกรรมจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่ยอมให้ดู ดังนี้ จึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งพินัยกรรมของ ฟ. ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 แต่โจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 มายังศาลภายใน10 ปีนับแต่วันกระทำผิดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2537

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาห้ามเรื่องข้อเท็จจริง: อาณาเขตที่ดิน ค่าเช่า และการทำแผนที่พิพาท เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่อุทธรณ์ได้
คดีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์เรื่องอาณาเขตที่ดินโจทก์ รัศมีถนนและบ้านจำเลยอยู่เขตทางหลวงเพียงใดและค่าเสียหายไม่ควรเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง การที่จะสั่งให้มีการทำแผนที่พิพาทใหม่หรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้มีการทำแผนที่พิพาทใหม่ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1558/2537 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การคืนภาษีการค้าจากผลักภาระภาษี การคิดดอกเบี้ย และอำนาจฟ้องของหน่วยงาน
โจทก์เป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวออกจำหน่ายจึงเป็นผู้ประกอบการค้า และน้ำตาลทรายดิบเป็นสินค้าที่ระบุไว้ในบัญชีไม่ได้รับยกเว้นภาษีการค้า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกรณีการขายน้ำตาลทรายดิบให้ผู้ส่งออกเป็นผู้เสียภาษีการค้า แม้ว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า แต่เมื่อมีประกาศผลักภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้ส่งออก เท่ากับเป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียภาษีการค้าจากผู้ผลิตมาเป็นผู้ส่งออก จึงต้องคืนเงินค่าภาษีการค้า เงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นให้แก่โจทก์
จังหวัดจำเลยที่ 2 เป็นเพียงหน่วยงานที่บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในส่วนภูมิภาค การจัดเก็บภาษีอากรเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1โดยตรง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดคืนเงินโจทก์ ปัญหานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้อุทธรณ์ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
มาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้ผู้รับเงินภาษีอากร-คืนได้ดอกเบี้ยด้วยโดยไม่คิดทบต้น แต่มิให้เกินจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2524 ต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27สิงหาคม 2524 เป็นต้นไป ให้จำเลยรับผิดดอกเบียไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ วรรคสอง
of 77