คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,328 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2538

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การครอบครองปรปักษ์และเจตนาเป็นเจ้าของ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นการขาดสิทธิฟ้องได้ถูกต้อง
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มอบให้จำเลยทั้งสองดูแลที่ดินพิพาทของโจทก์แทนจำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้และจำเลยทั้งสองครอบครองโดย เจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่ฟ้องภายใน1ปีนับแต่ถูกแย่งการครอบครองการที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แต่ให้จำเลยทั้งสอง ครอบครองแทนและว่าจำเลยทั้งสองต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนต่อไปเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ขาดสิทธิฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองแล้วหรือไม่ตามที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องคำให้การและฟ้องอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2538

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าหน้าที่สรรพากรผู้ดำเนินการขายทอดตลาด ย่อมมีหน้าที่ต้องห้ามมิให้เข้าสู้ราคาซื้อเอง การซื้อจึงไม่ชอบ
กรมสรรพากรจำเลยที่2ยึดที่ดินของโจทก์ขายทอดตลาดเอาเงินชำระภาษีที่โจทก์ค้างชำระจำเลยที่1ซึ่งดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัดอยู่ในสังกัดจำเลยที่2ย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการนำที่ดินที่ยึดออกขายทอดตลาดและจำเลยที่1เป็นผู้เสนอจำเลยที่3ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่1เป็นคณะกรรมการขายทอดตลาดแม้จำเลยที่1ไม่ได้เป็นกรรมการด้วยก็ต้องถือว่าจำเลยที่1กระทำในนามของจำเลยที่2และเป็นผู้ทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา511จึงเป็นผู้ต้องห้ามที่จะเข้าสู้ราคาซื้อที่ดินในการขายทอดตลาดซึ่งตนเป็นผู้อำนายการเองตามประกาศของจำเลยที่3การที่จำเลยที่1ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2538 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขรก.ผู้มีหน้าที่จัดการขายทอดตลาด เข้าสู้ราคาเอง เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 511
แม้จำเลยที่1ซึ่งสังกัดจำเลยที่2มิใช่กรรมการจัดการขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่2ยึดมาเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระภาษีเงินได้ที่โจทก์ค้างชำระจำเลยที่1ก็ มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินการ ขายทอดตลาด เมื่อได้เสนอจำเลยที่3แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการขายทอดตลาดโดยล้วนแต่เป็น ข้าราชการในบังคับบัญชาของจำเลยที่1ถือว่าจำเลยที่1ได้ทำในนามของจำเลยที่2ต้องถือว่าจำเลยที่1เป็น ผู้ทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา511จึงต้องห้าม เข้าสู้ราคาซื้อที่ดินดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2538 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้าราชการผู้มีหน้าที่ดูแลการขายทอดตลาดเข้าสู้ราคาเองถือว่ามีคุณสมบัติถูกห้ามตามกฎหมาย
จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัด ซึ่งอยู่ในสังกัดกรมสรรพากร จำเลยที่ 2 มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินการนำที่ดินที่ยึดของผู้ค้างชำระค่าภาษีอากรขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอจำเลยที่ 3ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระ และจำเลยที่ 3 ก็แต่งตั้งบุคคลตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าได้ทำในนามของจำเลยที่ 2ทั้งสิ้น แม้จำเลยที่ 1 มิใช่เป็นกรรมการจัดการขายทอดตลาดด้วยก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทอดตลาดตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 511 จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่จะเข้าสู้ราคาซื้อที่ดินโจทก์ในการขายทอดตลาดซึ่งตนเป็นผู้อำนวยการเองตามประกาศของจำเลยที่ 3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2538 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำ: ประเด็นข้อพิพาทใหม่ที่ไม่เคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
โจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน คดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากภายในระยะเวลาหรือไม่ ส่วนคดีนี้ ประเด็นในคดีมีว่า บันทึกข้อตกลงที่ว่าถ้าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบตามจำนวนหนี้ จำเลยยินยอมโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ถือว่าเป็นคำมั่นจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่อันไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีก่อน แม้ศาลชั้นต้นจะกล่าวอ้างถึงบันทึกดังกล่าวด้วย แต่ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และแม้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาว่าบันทึกดังกล่าวจะถือว่าเป็นคำมั่นจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ด้วยก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทมาแต่ศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนั้นประเด็นในคดีนี้จึงเป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่พิพากษากลับนั้นไม่ถูกต้อง ต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2538

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำ: ประเด็นข้อพิพาทไม่เหมือนเดิม แม้คู่ความเดียวกัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว แต่พิพากษากลับไม่ถูกต้อง
โจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนแต่ในคดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากภายในระยะเวลาหรือไม่ส่วนคดีนี้ประเด็นในคดีมีว่าบันทึกที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ทำขึ้นเป็นคำมั่นไว้ว่าถ้าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบตามจำนวนหนี้จำเลยยินยอมโอนที่พิพาทคืนแก่โจทก์นั้นจะถือว่าเป็นคำมั่นจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่อันมิใช่ประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีก่อนแม้คดีก่อนโจทก์จะได้กล่าวอ้างถึงบันทึกดังกล่าวแต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ดังนั้นประเด็นในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะว่าเป็นฟ้องซ้ำแต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำก็ต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา243(2)การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีย่อมไม่ถูกต้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2538 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำ: ประเด็นข้อพิพาทใหม่ไม่เหมือนเดิม แม้จะอ้างเอกสารเดียวกัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถูกต้อง
โจทก์และจำเลยคดีนี้เป็น คู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนแต่ในคดีก่อนศาลชั้นต้น กำหนดประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากภายในระยะเวลาหรือไม่ส่วนคดีนี้ประเด็นในคดีมีว่าบันทึกที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ทำขึ้นเป็นคำมั่นไว้ว่าถ้าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบตามจำนวนหนี้จำเลยยินยอมโอนที่พิพาทคืนแก่โจทก์นั้นจะถือว่าเป็นคำมั่นจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่อันมิใช่ประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีก่อนแม้คดีก่อนโจทก์จะได้กล่าวอ้างถึงบันทึกดังกล่าวแต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และแม้โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาว่าบันทึกดังกล่าวจะถือว่าเป็นคำมั่นจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ด้วยแต่ศาลอุทธรณ์ภาค1ก็ไม่รับวินิจฉัยให้เนื่องจากเห็นว่าปัญหาดังกล่าวมิได้กำหนดเป็น ประเด็นข้อพิพาทมาแต่ศาลชั้นต้นดังนั้นประเด็นในคดีนี้จึงเป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลคดีนี้จึง ไม่เป็น ฟ้องซ้ำ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค1วินิจฉัยว่าคดีนี้ ไม่เป็น ฟ้องซ้ำแต่พิพากษากลับนั้นยังไม่ถูกต้องต้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา243(2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2538

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาค้ำประกันมีผลผูกพัน แม้ทำหลังสัญญากู้ และผู้ค้ำประกันทราบถึงหนี้แล้ว
การค้ำประกันหรือการที่บุคคลภายนอกซึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น สามารถทำได้ทั้งเพื่อการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ก่อนแล้วและหนี้ในอนาคต โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ค้ำประกันได้รู้เห็นด้วยหรือไม่ในขณะที่ลูกหนี้ได้ก่อหนี้นั้นขึ้น ถ้าหนี้นั้นเป็นหนี้อันสมบูรณ์ผู้ค้ำประกันย่อมต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้จริง แม้จะไม่ได้ทำพร้อมกันกับสัญญากู้ก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าการทำสัญญาค้ำประกันจะต้องทำพร้อมกับสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันมีการกู้ยืมเงินและรับเงินกันไปแล้วจริงจึงเป็นหนี้อันสมบูรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2538 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาค้ำประกันมีผลผูกพัน แม้ทำหลังสัญญากู้ และหนี้เป็นหนี้สมบูรณ์
การค้ำประกันหรือการที่บุคคลภายนอกซึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น สามารถทำได้ทั้งเพื่อการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ก่อนแล้วและหนี้ในอนาคต โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ค้ำประกันได้รู้เห็นด้วยหรือไม่ในขณะที่ลูกหนี้ได้ก่อหนี้นั้นขึ้น ถ้าหนี้นั้นเป็นหนี้อันสมบูรณ์ผู้ค้ำประกันย่อมต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้
จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้จริง แม้จะไม่ได้ทำพร้อมกันกับสัญญากู้ก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าการทำสัญญาค้ำประกันจะต้องทำพร้อมกับสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันมีการกู้ยืมเงินและรับเงินกันไปแล้วจริงจึงเป็นหนี้อันสมบูรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2538 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน กรณีการรังวัดและกำหนดเขตที่ดินที่ยังเป็นข้อพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่า ค. เจ้าของที่ดินข้างเคียงบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด สั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นช่างรังวัดไปตรวจสอบหลักเขตพบว่า หลักเขตด้านทิศใต้ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำเลยที่ 2 ทำบันทึกให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงลงชื่อรับรองหลักเขตดังกล่าวว่าถูกต้องโจทก์ถูกบังคับให้ลงชื่อรับรองด้วย ขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกไปถอนหลักเขตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ไปฝังในที่เดิม นั้นตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 แต่อย่างใด ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดหน้าที่ให้จำเลยทั้งสองที่จะต้องกระทำดังที่โจทก์อ้าง ในเมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างเคียงยังโต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ว่าแนวเขตที่ดินข้างเคียงอยู่ที่ใด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง
of 133