พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,151 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2538/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องกรมโยธาธิการกรณีเจ้าหน้าที่เวนคืน และการคิดดอกเบี้ยค่าทดแทนตามประกาศ คปต. ฉบับที่ 295
ตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการ นอกจากเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างในกรมโยธาธิการ และเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมโยธาธิการแล้ว ยังเป็นผู้แทนของกรมโยธาธิการในการปฏิบัติราชการด้วย การปฏิบัติราชการของอธิบดีกรมโยธาธิการจึงเป็นการปฏิบัติราชการแทนกรมโยธาธิการ ดังนั้นเมื่ออธิบดีกรมโยธาธิการปฏิบัติงานไปอย่างไรแล้ว หากมิใช่กระทำกิจในเรื่องส่วนตัว กรมโยธาธิการซึ่งเป็นหน่วยงานต้องรับผิดชอบเมื่อโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของอธิบดีกรมโยธาธิการ โจทก์ย่อมฟ้องอธิบดีกรมโยธาธิการหรือฟ้องกรมโยธาธิการเป็นจำเลยได้ทั้งสองประการ การที่ศาลพิพากษาให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้น และให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนใช้บังคับย่อมเป็นการชอบด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 67 แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยึดทรัพย์กรรมการบริษัท: ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ที่ถูกยึดทรัพย์โดยตรง ไม่ใช่กรรมการที่ไม่มีส่วนรับผิด
ภาพถ่ายประกาศยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 นำไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เป็นเพียงประกาศให้ยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 1ในฐานะจำเลยในคดีแพ่ง แม้จะมีข้อความต่อท้ายชื่อโจทก์ร่วมที่ 1ว่า โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำการยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย เพราะโจทก์ร่วมที่ 2ในฐานะกรรมการของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับโจทก์ร่วมที่ 1แต่อย่างใด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2536 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโฆษณาประกาศยึดทรัพย์ที่เป็นเท็จ โดยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง ไม่ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
ประกาศยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 นำไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นั้นมีข้อความให้ยึดทรัพย์เฉพาะโจทก์ร่วมที่ 1 ในฐานะจำเลยในคดีแพ่งเท่านั้น แม้จะมีข้อความต่อท้ายชื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าโดยโจทก์ร่วมที่ 2 กรรมการบริษัทก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำการยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะกรรมการของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ฎีการ่วมกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่มีการยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 1 เพราะมีการชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีแล้วประกาศยึดทรัพย์ก็ถูกยกเลิกไปทันที การนำภาพถ่ายประกาศยึดทรัพย์ ไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์อีกเพื่อแสดงว่าได้มีการยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 1แล้ว ข้อความดังกล่าวจึงเป็นความเท็จ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ตรวจข้อความดังกล่าวก่อนเพราะเห็นว่าเป็นเอกสารราชการ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีเจตนากระทำความผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2536 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ขอบเขตความรับผิดทางแพ่งของกรรมการบริษัท และการหมิ่นประมาทจากประกาศยึดทรัพย์
ภาพถ่ายประกาศยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 นำไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เป็นเพียงประกาศให้ยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในฐานะจำเลยในคดีแพ่ง แม้จะมีข้อความต่อท้ายชื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำการยึดทรัพย์ของโจทก์ร่วม-ที่ 2 ด้วย เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะกรรมการของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับโจทก์ร่วมที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2354/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผู้จัดการร้านไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขาย: ไม่ต้องรับผิดในสัญญาที่จำเลยที่ 1 ผิด
จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการร้านจำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้กระทำกิจการร้านค้าแทนจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายกับโจทก์การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามฟ้องได้ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ให้การต่อสู้และไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2332/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน หลังเจรจาหนี้ไม่สำเร็จ ศาลพิพากษาคดีได้
ในวันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยไม่มีประเด็นอื่นที่จะสืบตามคำให้การอีก จึงไม่ติดใจสืบพยาน แต่ขอเลื่อนคดีเพื่อไปตกลงยอดหนี้กับโจทก์ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจา โจทก์และจำเลยยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องยอดหนี้ ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไปอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2180/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแก้ไขคำฟ้องหลังชี้สองสถาน: ข้อบกพร่องของโจทก์ในการตรวจสอบหลักฐานก่อนฟ้อง
เมื่อปรากฏจากคำร้องของโจทก์ว่า เอกสารอันเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยยังมียอดหนี้เพิ่มเติมจากยอดหนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้เดิมอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วตั้งแต่ก่อนฟ้องคดี แสดงว่าโจทก์สามารถตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวได้ตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดก่อนฟ้องคดีว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าไรกันแน่ การที่โจทก์เพิ่งทราบยอดหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เพิ่มหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นชี้สองสถานไปแล้วนับเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ความบกพร่องดังกล่าวไม่อาจจะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขคำฟ้องหลังวันชี้สองสถานได้ ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช้ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้คำฟ้องได้หลังวันชี้สองสถานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติยกเว้นไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2135/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องเบิกความเท็จต้องระบุรายละเอียดคดีความที่ถูกเบิกความเท็จให้ชัดเจน เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีแพ่ง โดยบรรยายรายละเอียดข้อความที่จำเลยเบิกความกับความจริงเป็นอย่างไร และว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าคดีที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จนั้นมีข้อหาหรือประเด็นพิพาทเป็นอย่างไร และประเด็นที่สำคัญของคดีมีว่าอย่างไรดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อจำกัดในการฎีกาเมื่อศาลอุทธรณ์เปลี่ยนฐานความผิดจากลักทรัพย์เป็นยักยอก
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรกจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2536
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ภารจำยอมไม่เสื่อมประโยชน์จากการเช่าพื้นที่ขายของแบบแผงลอยชั่วคราว
การที่จำเลยนำที่ดินบริเวณที่ตกเป็นภารจำยอมแก่โจทก์ออกให้พ่อค้าแม่ค้าเช่าขายของในลักษณะหาบเร่แผงลอยไม่ถาวร ไม่เป็นการเสื่อมประโยชน์แก่ภารจำยอมของโจทก์แต่อย่างใด