พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,914 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857-859/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิของผู้เช่าเมื่อสัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่าเดิมกับผู้ให้เช่ารายใหม่สิ้นสุด และผลของการไม่จดทะเบียนสัญญาเช่า
สัญญาที่เจ้าของที่ดินให้ผู้เช่าที่ดินปลูกตึกรายพิพาท แล้วให้ตึกพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินแต่ให้ผู้เช่าที่ดินเอาตึกไปให้ผู้อื่นเช่าได้มีกำหนดระยะเวลา 6 ปี สัญญานี้ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้ว นั้น เป็นสัญญาที่มีผลพูกพันเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าที่ดินเท่านั้น ส่วนจำเลยที่มีสิทธิเข้ามาอยู่ในตึกรายพิพาทได้ก็โดยอาศัยสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับผู้เช่าที่ดินที่ปลูกตึกพิพาทต่างหาก จำเลยจะมีสิทธิอยู่ในตึกรายพิพาทได้แค่ไหนเพียงใดนั้น ย่อมจะต้องเป็นไปตามสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะยกเอาสัญญาที่เจ้าของที่ดินทำกับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมายันเจ้าของที่ดินได้เพราะจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาสัญญานั้น จึงไม่มีข้อผูกพันเกี่ยวข้องกับเลย เมื่อสัญญาปลูกสร้างตึกพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทระงับไปแล้ว เจ้าของที่ดินซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในตึกพิพาทย่อมจะรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมีอยู่ตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย จำเลย 3 สำนวนนี้
ได้ทำสัญญาเช่าตึกรายพิพาทแต่ละห้องไว้กับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 6 ปี จะทำสัญญาเช่าเป็น 2 ฉบับ ๆ ละ 3 ปี หรือจะทำเป็นฉบับเดียว มีกำหนด 6 ปี ก็ตาม เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสัญญาเช่านั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วสัญญาเช่านั้นก็คงใช้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อจำเลยผู้เช่ามาครบกำหนด 3 ปีแล้วและห้องเช่าไม่ใช่เคหะที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ และเจ้าของที่ดินได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว เจ้าของที่ดินก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องขอเรียกเป็นค่าเช่า แต่ถ้าตามสภาพของคำฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นค่าเสียหายที่จำเลยยังคงขืนอยู่ในห้องของโจทก์ในเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวแล้ว โดยชอบ ให้จำเลยคืนห้องให้โจทก์ ศาลก็ย่อมให้จำเลยชดใช้เป็นค่าเสียหายได้ (อ้างฎีกาที่ 1593/2494)
ได้ทำสัญญาเช่าตึกรายพิพาทแต่ละห้องไว้กับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 6 ปี จะทำสัญญาเช่าเป็น 2 ฉบับ ๆ ละ 3 ปี หรือจะทำเป็นฉบับเดียว มีกำหนด 6 ปี ก็ตาม เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสัญญาเช่านั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วสัญญาเช่านั้นก็คงใช้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อจำเลยผู้เช่ามาครบกำหนด 3 ปีแล้วและห้องเช่าไม่ใช่เคหะที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ และเจ้าของที่ดินได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว เจ้าของที่ดินก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องขอเรียกเป็นค่าเช่า แต่ถ้าตามสภาพของคำฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นค่าเสียหายที่จำเลยยังคงขืนอยู่ในห้องของโจทก์ในเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวแล้ว โดยชอบ ให้จำเลยคืนห้องให้โจทก์ ศาลก็ย่อมให้จำเลยชดใช้เป็นค่าเสียหายได้ (อ้างฎีกาที่ 1593/2494)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857-859/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าตึกที่ไม่ได้จดทะเบียน สิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเมื่อสัญญาหมดอายุ และผลกระทบต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์
สัญญาที่เจ้าของที่ดินให้ผู้เช่าที่ดินปลูกตึกรายพิพาท แล้วให้ตึกพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินแต่ให้ผู้เช่าที่ดินเอาตึกไปให้ผู้อื่นเช่าได้มีกำหนดระยะเวลา 6 ปี สัญญานี้ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วนั้น เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าที่ดินเท่านั้น ส่วนจำเลยที่มีสิทธิเข้ามาอยู่ในตึกรายพิพาทได้ก็โดยอาศัยสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับผู้เช่าที่ดินที่ปลูกตึกพิพาทต่างหาก จำเลยจะมีสิทธิอยู่ในตึกรายพิพาทได้แค่ไหนเพียงใดนั้น ย่อมจะต้องเป็นไปตามสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะยกเอาสัญญาที่เจ้าของที่ดินทำกับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมายันเจ้าของที่ดินได้เพราะจำเลยไม่ใช่คู่สัญญา สัญญานั้นจึงไม่มีข้อผูกพันเกี่ยวข้องกับจำเลยเมื่อสัญญาปลูกสร้างตึกพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทระงับไปแล้ว เจ้าของที่ดินซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในตึกรายพิพาทย่อมจะรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมีอยู่ตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย จำเลย 3 สำนวนนี้ ได้ทำสัญญาเช่าตึกรายพิพาทแต่ละห้องไว้กับผู้เช่าที่ดินปลูกตึกพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 6 ปี จะทำสัญญาเช่าเป็น 2 ฉบับๆละ 3 ปี หรือจะทำเป็นฉบับเดียวมีกำหนด 6 ปี ก็ตาม เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสัญญาเช่านั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วสัญญาเช่านั้นก็คงใช้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อจำเลยผู้เช่ามาครบกำหนด 3 ปีแล้วและห้องเช่าไม่ใช่เคหะที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ และเจ้าของที่ดินได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว เจ้าของที่ดินก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องขอเรียกเป็นค่าเช่า แต่ถ้าตามสภาพของคำฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นค่าเสียหายที่จำเลยยังคงขืนอยู่ในห้องของโจทก์ในเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวแล้วโดยชอบ ให้จำเลยคืนห้องให้โจทก์ ศาลก็ย่อมให้จำเลยชดใช้เป็นค่าเสียหายได้ (อ้างฎีกาที่1593/2494)
แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องขอเรียกเป็นค่าเช่า แต่ถ้าตามสภาพของคำฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นค่าเสียหายที่จำเลยยังคงขืนอยู่ในห้องของโจทก์ในเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวแล้วโดยชอบ ให้จำเลยคืนห้องให้โจทก์ ศาลก็ย่อมให้จำเลยชดใช้เป็นค่าเสียหายได้ (อ้างฎีกาที่1593/2494)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบอกกล่าวบังคับจำนอง: ประเด็นข้อพิพาทจำกัดเฉพาะการได้รับหนังสือบอกกล่าว ไม่ใช่ความชอบด้วยกฎหมายของการมอบอำนาจ
ฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเกี่ยวกับการบอกกล่าวบังคับจำนองว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวท้ายฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้แต่เพียงว่าโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนองใดๆ ไปยังจำเลย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายโจทก์เลย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องการมอบอำนาจว่าไม่ชอบประการใดเลยประเด็นข้อโต้เถียงย่อมมีเพียงว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแล้วหรือไม่เท่านั้นไม่มีประเด็นไปถึงการมอบอำนาจให้บอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบอกกล่าวบังคับจำนอง: โต้แย้งเฉพาะการได้รับแจ้ง ไม่โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือมอบอำนาจ
ฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเกี่ยวกับการบอกกล่าวบังคับจำนองว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวท้ายฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้แต่เพียงว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนองใด ๆ ไปยังจำเลย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายโจทก์เลย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องการมอบอำนาจว่าไม่ชอบประการใดเลย ประเด็นข้อโต้เถียงย่อมมีเพียงว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแล้ว หรือ ไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นไปถึงการมอบอำนาจ ให้บอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์นั้นชอบด้วย กฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความรับผิดของหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด: การฟ้องคดีโดยไม่ระบุความรับผิดของนิติบุคคล
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวปรากฏว่าเป็นเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้ซื้อ คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้ระบุถึงความรับผิดของห้างหุ้นส่วนอันเป็นนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้ว่า ได้ผิดนัดแล้วหรือกล่าวว่าผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดประการใดเลยนั้นคำฟ้องคดีนี้บังคับให้ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดเป็นส่วนตัวในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความรับผิดของหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด: การฟ้องไม่ระบุความผิดนัดของนิติบุคคล
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวปรากฏว่า เป็นเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้ซื้อ คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้ระบุถึงความรับผิดของห้างหุ้นส่วนอันเป็นนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้ว่า ได้ผิดนัดแล้วหรือกล่าวว่าผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดประการใดเลยนั้น คำฟ้องคดีนี้บังคับให้ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดเป็นส่วนตัวในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4 / 2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีกู้ยืม แม้ลงชื่อบริษัทแทนตัวการ โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ และการฟ้องซ้ำหลังถอนฟ้อง
คำบรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ แต่ลงชื่อบริษัทนิยมวานิช จำกัดเป็นเจ้าของเงิน จำเลยให้การว่า เอกสารท้ายฟ้องระบุชัดว่า เป็นการยืมเงินจากห้างนิยมพานิช ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด โจทก์ในฐานะส่วนตัว ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินของโจทก์ เป็นแต่ต่อสู้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ให้กู้ จึงต้องฟังตามฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินของโจทก์ แม้จะลงชื่อคนอื่นในหนังสือสัญญากู้ ก็ย่อมมีลักษณะเป็นการลงชื่อไว้แทนโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้ได้
บรรยาย ฟ้องเรื่องกู้เงิน แม้ทางพิจารณาได้ความว่า การกู้เกิดจากการเล่นแชร์ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้แล้ว มูลกรณีแห่งการกู้ยืมเป็นมาอย่างไร ไม่ใช่เรื่องแตกต่างผิดไปจากฟ้อง
คดีมีการฟ้องร้องกันครั้งหนึ่งและได้ถอนฟ้องไปแล้ว ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่โจทก์จะฟ้องใหม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176
บรรยาย ฟ้องเรื่องกู้เงิน แม้ทางพิจารณาได้ความว่า การกู้เกิดจากการเล่นแชร์ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้แล้ว มูลกรณีแห่งการกู้ยืมเป็นมาอย่างไร ไม่ใช่เรื่องแตกต่างผิดไปจากฟ้อง
คดีมีการฟ้องร้องกันครั้งหนึ่งและได้ถอนฟ้องไปแล้ว ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่โจทก์จะฟ้องใหม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การกู้ยืมเงินแม้ลงชื่อบริษัทอื่น ก็ถือเป็นการลงชื่อแทนโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องได้
คำบรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์แต่ลงชื่อบริษัทนิยมวานิช จำกัด เป็นเจ้าของเงิน จำเลยให้การว่าเอกสารท้ายฟ้องระบุชัดว่าเป็นการยืมเงินจากห้างนิยมพานิชซึ่งเป็นบริษัทจำกัดโจทก์ในฐานะส่วนตัวไม่มีอำนาจฟ้องดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินของโจทก์ เป็นแต่ต่อสู้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ให้กู้จึงต้องฟังตามฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินของโจทก์แม้จะลงชื่อคนอื่นในหนังสือสัญญากู้ ก็ย่อมมีลักษณะเป็นการลงชื่อไว้แทนโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้ได้
บรรยายฟ้องเรื่องกู้เงิน แม้ทางพิจารณาได้ความว่า การกู้เกิดจากการเล่นแชร์จำเลยก็ต้องรับผิดตามสัญญากู้แล้วมูลกรณีแห่งการกู้ยืมเป็นมาอย่างไรเป็นเพียงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องแตกต่างผิดไปจากฟ้อง
คดีมีการฟ้องร้องกันครั้งหนึ่งและได้ถอนฟ้องไปแล้วนั้น ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่โจทก์จะฟ้องใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176
บรรยายฟ้องเรื่องกู้เงิน แม้ทางพิจารณาได้ความว่า การกู้เกิดจากการเล่นแชร์จำเลยก็ต้องรับผิดตามสัญญากู้แล้วมูลกรณีแห่งการกู้ยืมเป็นมาอย่างไรเป็นเพียงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องแตกต่างผิดไปจากฟ้อง
คดีมีการฟ้องร้องกันครั้งหนึ่งและได้ถอนฟ้องไปแล้วนั้น ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่โจทก์จะฟ้องใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์สิทธิในทางเดินสาธารณะต้องมีข้อเท็จจริงชัดเจนถึงการใช้ประโยชน์ของสาธารณชน
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางตรอก ซึ่งโจทก์และบริวารใช้เดินมาช้านานนั้น โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์กับบริวารใช้ตรอกทางเดินรายนี้เดินไปมาจากบ้านสู่ถนนหลวงประมาณ 20 ปี แล้วจะเป็นทางสาธารณ ทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นอย่างใด ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงยืนยันมาในฟ้องอย่างใด ทั้งหาได้บรรยายข้ออ้างให้เห็นว่า สาธารณะชนได้ใช้ทางนี้ แต่ประการใดไม่ จึงไม่มีมูลที่จะพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณประโยชน์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิใช้ทาง: การใช้ทางโดยไม่มีหลักฐานการใช้ทางสาธารณะ หรือสิทธิอื่นใดตามกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางตรอกซึ่งโจทก์และบริวารใช้เดินมาช้านานนั้น โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์กับบริวารใช้ตรอกทางเดินรายนี้เดินไปมาจากบ้านสู่ถนนหลวงประมาณ 20 ปีแล้ว จะเป็นทางสาธารณ ทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นอย่างใด ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงยืนยันมาในฟ้องอย่างใดทั้งหาได้บรรยายข้ออ้างให้เห็นว่า สาธารณชนได้ใช้ทางนี้ แต่ประการใดไม่จึงไม่มีมูลที่จะพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณประโยชน์