พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,914 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแบ่งมรดก: ทรัพย์สินเดิมที่โอนระหว่างสมรส อาจต้องนำมาใช้ทดแทนสินเดิมที่ขาดไปได้
โจทก์เป็นบุตรผู้ตาย จำเลยเป็นภรรยาผู้ตาย โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าทรัพย์หมาย ก.1 เดิมเป็นของผู้ตายมาแต่ก่อนที่ได้ทำการสมรสกับจำเลย เมื่อผู้ตายกับจำเลยสมรสกันแล้ว ผู้ตายได้โอนทรัพย์แปลงนั้นให้แก่บิดาจำเลย ต่อมาบิดาจำเลยจึงได้โอนให้จำเลยในระหว่างสมรสนั้นฟ้องโจทก์ก็กล่าวความท้าวถึงข้อเท็จจริงเช่นว่านี้ แล้วอ้างว่าทรัพย์หมาย ก.1 จึงกลับคืนเป็นสินเดิมอีกวาระหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็เป็นทรัพย์ที่ทดแทนสินเดิมที่ขาดไป ฉะนั้นที่โจทก์แถลงรับในรายงานพิจารณาว่าเป็นสินสมรสจึงมิได้หมายความว่าสินสมรสนั้นจะไม่ต้องเอามาใช้สินเดิมที่ขาดไปของผู้ตาย
จำเลยได้แถลงต่อศาลว่าจะขอสืบว่าที่ดินตามหมาย ก.1 เป็นสินสอด โดยผู้ตายสัญญาว่าจะโอนให้บิดาจำเลยก่อนแต่งงานแล้วต่อมาจึงได้โอนให้ไป ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยจะขอสืบนี้ ถ้าเป็นความจริงอาจถือได้ว่า ผู้ตายจำหน่ายสินเดิมของตนเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ยินยอมด้วย กรณีอาจต้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจึงไม่ชอบ
จำเลยได้แถลงต่อศาลว่าจะขอสืบว่าที่ดินตามหมาย ก.1 เป็นสินสอด โดยผู้ตายสัญญาว่าจะโอนให้บิดาจำเลยก่อนแต่งงานแล้วต่อมาจึงได้โอนให้ไป ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยจะขอสืบนี้ ถ้าเป็นความจริงอาจถือได้ว่า ผู้ตายจำหน่ายสินเดิมของตนเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ยินยอมด้วย กรณีอาจต้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจึงไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโอนทรัพย์สินก่อนและหลังสมรส สินเดิม สินส่วนตัว สินสมรส และผลกระทบต่อการแบ่งมรดก
โจทก์เป็นบุตรผู้ตาย จำเลยเป็นภรรยาผู้ตาย โจทก์,จำเลยแถลงรับกันว่าทรัพย์หมาย ก. 1 เดิมเป็นของผู้ตายมาแต่ก่อนที่ได้ทำการสมรสกับจำเลย เมื่อผู้ตายกับจำเลยสมรสกันแล้ว ผู้ตายได้โอนทรัพย์แปลงนั้นให้แก่บิดาจำเลย ต่อมาบิดาจำเลยจึงได้โอนให้จำเลยในระหว่างสมรสนั้น ฟ้องโจทก์ก็กล่าวความท้าวถึงข้อเท็จจริงเช่นว่านี้ แล้วอ้างว่าทรัพย์หมาย ก. 1 จึงกลับคืนเป็นสินเดิมอีกวาระหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็เป็นทรัพย์ที่ทดแทนสินเดิมที่ขาดไป ฉะนั้นที่โจทก์แถลงรับในรายงานพิจารณาว่าเป็นสินสมรส จึงมิได้หมายความว่าสินสมรสนั้นจะไม่ต้องเอามาใช้สินเดิมที่ขาดไปของผู้ตาย.
จำเลยได้แถลงต่อศาลว่าจะขอสืบว่าที่ดินตามหมาย ก.1 เป็นสินสอด โดยผู้ตายสัญญาว่าจะโอนให้บิดาจำเลยก่อนแต่งงาน แล้วต่อมาจึงได้โอนให้ไป ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยจะขอสืบนี้ ถ้าเป็นความจริง อาจถือได้ว่า ผู้ตายจำหน่ายสินเดิมของตนเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ยินยอมด้วย กรณีอาจต้องตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1514 ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพะยานจึงไม่ชอบ.
จำเลยได้แถลงต่อศาลว่าจะขอสืบว่าที่ดินตามหมาย ก.1 เป็นสินสอด โดยผู้ตายสัญญาว่าจะโอนให้บิดาจำเลยก่อนแต่งงาน แล้วต่อมาจึงได้โอนให้ไป ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยจะขอสืบนี้ ถ้าเป็นความจริง อาจถือได้ว่า ผู้ตายจำหน่ายสินเดิมของตนเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ยินยอมด้วย กรณีอาจต้องตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1514 ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพะยานจึงไม่ชอบ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย: การอ้างสิทธิเช่าเพื่ออ้างคุ้มครองค่าเช่าที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ทำให้ฟ้องเคลือบคลุม
ฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงตั้งแต่สัญญาเช่าเดิมระหว่างโจทก์กับ ห. ต่อมาถึง จ. และต่อมาจนกระทั่งถึงตัวจำเลย และกล่าวยืนยันว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ แม้จำเลยจะอ้างสิทธิการเช่าของ จ. เพื่อได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ แต่เมื่อ จ. ได้ถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยไม่ได้แจ้งความจำนงให้โจทก์ทราบและจำเลยไม่ได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์เลย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าเช่าและในตอนท้ายบรรยายว่า การเช่าตั้งแต่ครั้ง ห. สืบตลอดมาเป็นการเช่าไปเพื่อทำการค้า ไม่ควรได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ อีกด้วยก็ตามก็เป็นการบรรยายยืนยันให้เห็นว่า ถึงอย่างไรจำเลยก็ไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ และโจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญาและขับไล่จำเลยได้ ทั้งจำเลยให้การต่อสู้ข้อหาของโจทก์ทุกข้อ จึงไม่เป็นการยากแก่จำเลยที่จะต่อสู้คดี ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องไม่เคลือบคลุม แม้มีการอ้างสิทธิที่ขัดแย้ง
พฤตติการณ์ที่ถือว่า ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีละเมิด: การพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับทรัพย์สินเสียหาย
สำนักงานกลางบริษัทจังหวัดตามกฎหมายไม่อาจเป็นองค์การค้าของกระทรวงพาณิชย์ได้ (อ้างฎีกา 850/2491)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีละเมิด: จำเลยต้องกระทำการละเมิดต่อทรัพย์สินของโจทก์โดยตรง หากทรัพย์สินนั้นเป็นของหน่วยงานอื่น โจทก์ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์
สำนักงานกลางบริษัทจังหวัดตามกฎหมายไม่อาจเป็นองค์การค้าของกระทรวงพาณิชย์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาซ่อมรถไม่เรียบร้อย ผู้รับจ้างต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
จำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ซ่อมรถให้จำเลย โจทก์ซ่อมรถไม่ดีรถจึงวิ่งได้เร็วเพียง 30 ไมล์เป็นอย่างสูงเวลาโจทก์ส่งมอบรถ จำเลยรับไปโดยอิดเอื้อนและบ่นว่าทำไมจะทำให้รถวิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้ ดังนี้ โจทก์จึงไม่พ้นจากความรับผิดตามมาตรา 598 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การที่โจทก์ผู้ซ่อมรับรองว่าถ้ามีสิ่งชำรุดบกพร่องต่อไปอีก 3 เดือน ผู้ซ่อมจะซ่อมให้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อซ่อมเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว หากในระยะเวลานั้นมีอะไรชำรุดเกิดขึ้นใหม่ผู้ซ่อมรับซ่อมให้อีก ไม่หมายความโจทก์ผู้ซ่อม ซ่อมไม่ดี จำเลยผู้ว่าจ้างจะต้องนำกลับมาให้ซ่อมใหม่ ฉะนั้นการที่จำเลยไม่นำกลับมาให้โจทก์ซ่อมจึงไม่ใช่ข้อแก้ตัวของโจทก์
โจทก์ซ่อมรถให้จำเลยไม่เรียบร้อยตามสัญญา จำเลยต้องไปจ้างที่อื่นซ่อมใหม่ ไม่ปรากฏว่าการแก้เครื่องรถนั้นโจทก์ได้แก้อะไรไปบ้างที่นับว่าเรียบร้อย จำเลยไม่ต้องไปแก้ใหม่ และค่าแก้เครื่องที่นับว่าเรียบร้อยนั้นเป็นเงินเท่าใดไม่ปรากฏ ปัญหาว่าควรจะให้จำเลยชำระค่าซ่อมแก่โจทก์บ้างหรือไม่ จึงไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าเห็นว่าควรให้ ก็ไม่สามารถคำนวณได้อนึ่งโจทก์ไม่ได้ซ่อมแต่เครื่อง ซ่อมตัวถังและอื่นๆ ด้วย เหล่านี้เป็นมูลค่าเท่าใดไม่ปรากฏ ศาลฎีกาจึงไม่ให้จำเลยชำระค่าซ่อมเหล่านี้แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์จะว่ากล่าวในข้อเหล่านี้ต่อไป
การที่โจทก์ผู้ซ่อมรับรองว่าถ้ามีสิ่งชำรุดบกพร่องต่อไปอีก 3 เดือน ผู้ซ่อมจะซ่อมให้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อซ่อมเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว หากในระยะเวลานั้นมีอะไรชำรุดเกิดขึ้นใหม่ผู้ซ่อมรับซ่อมให้อีก ไม่หมายความโจทก์ผู้ซ่อม ซ่อมไม่ดี จำเลยผู้ว่าจ้างจะต้องนำกลับมาให้ซ่อมใหม่ ฉะนั้นการที่จำเลยไม่นำกลับมาให้โจทก์ซ่อมจึงไม่ใช่ข้อแก้ตัวของโจทก์
โจทก์ซ่อมรถให้จำเลยไม่เรียบร้อยตามสัญญา จำเลยต้องไปจ้างที่อื่นซ่อมใหม่ ไม่ปรากฏว่าการแก้เครื่องรถนั้นโจทก์ได้แก้อะไรไปบ้างที่นับว่าเรียบร้อย จำเลยไม่ต้องไปแก้ใหม่ และค่าแก้เครื่องที่นับว่าเรียบร้อยนั้นเป็นเงินเท่าใดไม่ปรากฏ ปัญหาว่าควรจะให้จำเลยชำระค่าซ่อมแก่โจทก์บ้างหรือไม่ จึงไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าเห็นว่าควรให้ ก็ไม่สามารถคำนวณได้อนึ่งโจทก์ไม่ได้ซ่อมแต่เครื่อง ซ่อมตัวถังและอื่นๆ ด้วย เหล่านี้เป็นมูลค่าเท่าใดไม่ปรากฏ ศาลฎีกาจึงไม่ให้จำเลยชำระค่าซ่อมเหล่านี้แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์จะว่ากล่าวในข้อเหล่านี้ต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแยกสินสมรสและการลงชื่อในโฉนดสำหรับคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ ป.ม.แพ่ง บรรพ 5
ก.ม.ลักษณะผัวเมียไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ให้มีการแยกสินบริคณห์ โดยไม่ได้ฟ้องหย่า แต่ก็ไม่มีบังคับไว้ว่าถ้ายังไม่หย่า จะต้องบริคณห์ทรัพย์สินกันเสมอไปจะแยกมิได้
การที่จะนำ ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 1472, 1467 มาใช้แก่คู่สมรส ซึ่งสมรสก่อนใช้ ป.ม.แพ่ง ฯ บรรพ 5 จึงไม่เป็นการกระทบกระเทือน ถึงการสมรสหรือสัมพันธ์ในครอบครัวตามความหมายที่ พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่ง ป.ม.แพ่งฯ พ.ศ. 2477 มาตรา 4(1) ยกเว้นไว้แล้วนั้นแต่อย่างใด
ฟ้องโจทก์ขอให้แยกสินบริคณห์ถ้าสั่งแยกไม่ได้ จึงขอให้สั่งให้โจทก์มีชื่อร่วมในโฉนด ไม่เป็นคำขอที่ขัดกันและไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่ได้ขอทั้ง 2 อย่าง โจทก์ขออย่างแรกก่อน ต่อเมื่อไม่ได้ จึงขออย่างที่สอง
การที่จะนำ ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 1472, 1467 มาใช้แก่คู่สมรส ซึ่งสมรสก่อนใช้ ป.ม.แพ่ง ฯ บรรพ 5 จึงไม่เป็นการกระทบกระเทือน ถึงการสมรสหรือสัมพันธ์ในครอบครัวตามความหมายที่ พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่ง ป.ม.แพ่งฯ พ.ศ. 2477 มาตรา 4(1) ยกเว้นไว้แล้วนั้นแต่อย่างใด
ฟ้องโจทก์ขอให้แยกสินบริคณห์ถ้าสั่งแยกไม่ได้ จึงขอให้สั่งให้โจทก์มีชื่อร่วมในโฉนด ไม่เป็นคำขอที่ขัดกันและไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่ได้ขอทั้ง 2 อย่าง โจทก์ขออย่างแรกก่อน ต่อเมื่อไม่ได้ จึงขออย่างที่สอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิ์ในเรือนพิพาทจากการครอบครองเกิน 10 ปี แม้การซื้อขายเดิมไม่สมบูรณ์
โจทก์ฟ้องอ้างว่าเรือนพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นผู้อาศัยจำเลยเถียงว่าเรือนเป็นของจำเลย โจทก์เป็นผู้อาศัย ประเด็นจึงมีว่าเรือนเป็นของใครโจทก์ย่อมนำสืบว่าเรือนเป็นของโจทก์เพราะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้วได้ โจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงในฟ้องถึงการได้มาซึ่งเรือนพิพาท ก็ย่อมนำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ได้ หากจำเลยเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้ง จำเลยก็ชอบที่จะขอร้องต่อศาลในชั้นชี้สองสถานและให้ศาลสอบถามโจทก์ให้ได้ความชัดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลย และโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้วแม้การซื้อขายจะขัดกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลย และโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้วแม้การซื้อขายจะขัดกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิโดยครอบครองปรปักษ์ แม้การซื้อขายจะผิดกฎหมาย โจทก์นำสืบได้
โจทก์ฟ้องอ้างว่าเรือนพิพาทเป็นของโจทก์, จำเลยเป็นผู้อาศัย จำเลยเถียงว่าเรือนเป็นของจำเลย โจทก์เป็นผู้อาศัย ประเด็นจึงมีว่าเรือนเป็นของใคร โจทก์ย่อมนำสืบว่าเรือนเป็นของโจทก์เพราะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้วได้ โจทก์ไม่จำต้องบรรยาย ข้อเท็จจริงในฟ้องถึงการได้มาซึ่งเรือนพิพาท ก็ย่อมนำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีกรรมสิทธิได้ หากจำเลยเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้ง จำเลยก็ชอบที่จะขอร้องต่อศาลในชั้นชี้สองสถานและให้ศาลสอบถามโจทก์ให้ได้ความชัดขึ้นตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 183
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลยและโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้ว แม้การซื้อขายจะขัดกับ ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง.
โจทก์ได้ซื้อเรือนพิพาทจากบิดามารดาจำเลยและโจทก์ได้ครอบครองมานานกว่า 10 ปีแล้ว แม้การซื้อขายจะขัดกับ ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 456 และ 1299 หรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้กรรมสิทธิตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว
ข้อนำสืบของโจทก์จะหักล้างข้อสันนิษฐานซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง.