พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,582 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2505 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องรื้อถอนเรือนหลังพิพาท ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้คดีก่อนพิพากษาว่าเรือนเป็นของจำเลย เหตุประเด็นต่างกัน
คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนหลังพิพาท อ้างว่าเรือนพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เรือนหลังพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ขอให้ขับไล่จำเลย ออกจากเรือนหลังพิพาทไม่ได้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องใหม่ว่าเรือนหลังพิพาทเป็นของจำเลยได้ ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ โดยไม่มีสิทธิขอให้รื้อถอนเรือนหลังนี้ไป ดังนี้ประเด็นที่จะวินิจฉัยไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดใหม่ แม้มีคำพิพากษาบังคับคดีเดิม ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้เปิดเหมืองและใช้ค่าเสียหาย ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดเหมือง ส่วนค่าเสียหายให้ยก และศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยเปิดเหมืองพอเป็นพิธีได้เดือนเศษก็ปิดเหมืองอีก เป็นเหตุให้น้ำท่วมนาโจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 แม้รูปคดีเช่นนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 921/2503 ตัดสินว่าโจทก์ร้องขอให้บังคับจำเลยในคดีเดิมได้ ก็หมายความเพียงว่า เมื่อเห็นได้ว่าจำเลยหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้บังคับในคดีเดิมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อจำเลยกระทำละเมิดใหม่แล้ว โจทก์จะฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19/2504 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาประนีประนอมยอมความกับการบังคับคดี: สัญญาผ่อนปรนสิทธิ ไม่เปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ไม่ฟ้องซ้ำ
คดีก่อนศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์ (คือจำเลยในคดีก่อน) ชำระเงิน 3 ล้านบาทเศษแก่จำเลย (คือโจทก์ในคดีก่อน) คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนังสือกันนอกศาลว่า จำเลยยอมรับเงินจากโจทก์เพียง 7 แสนบาทแทนการเรียกให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา และได้รับเงิน 7 แสนบาทไปแล้ว ต่อมาคดีนั้นศาลอุทธรณ์พิพาษายืน ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จำเลย (ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน) จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นหาได้ไม่
ในกรณีข้างต้น เมื่อโจทก์ในคดีก่อนขอให้ศาลออกคำบังคับคดีตามคำพิพากษาและจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านการที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยไม่ยอมรับฟังสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันนอกศาลนั้น แล้วจำเลยในคดีก่อนมายื่นฟ้องโจทก์ในคดีก่อนขอให้บังคับโจทก์ในดคีก่อนปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวนั้นได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ในกรณีข้างต้น เมื่อโจทก์ในคดีก่อนขอให้ศาลออกคำบังคับคดีตามคำพิพากษาและจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านการที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยไม่ยอมรับฟังสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันนอกศาลนั้น แล้วจำเลยในคดีก่อนมายื่นฟ้องโจทก์ในคดีก่อนขอให้บังคับโจทก์ในดคีก่อนปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวนั้นได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลไม่เป็นฟ้องซ้ำ หากประเด็นต่างจากคดีแบ่งสินบริคณห์เดิม
เติมศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้หนี้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์ จะใช้หนี้ โจทก์จึงร้องขอให้แบ่งแยกสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 ออกเป็นสินส่วนตัว ของจำเลยที่ 1 คือ ที่ดิน 2 แปลง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ได้ร้องคัดค้านเข้ามาว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว และว่า ที่ดิน 2 แปลงที่โจทก์ขอให้แบ่งแยกออกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งในการหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งแยกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดกันจริงโดยสุจริต และได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์สินกันเด็ดขาดแล้ว ที่ดิน2 แปลงที่โจทก์ขอให้แบ่งแยกสินบริคณห์เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งมากจากการหย่า เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ภายหลังการหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์กันแล้ว จึงไม่มีสิทธิขอแยกสินบริคณห์ ให้ยกคำร้องคดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น โจทก์มาฟ้องคดีหลังขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในที่ดิน สองแปลงที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งไปจากจำเลยที่ 1 อีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นแห่งคดีต่างกัน
โดยในคดีแรก นี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากสามีภริยาและแบ่งทรัพย์สินกันไปแล้ว จริงหรือไม่ ส่วนในคดีหลังมีประเด็นว่า จำเลยได้กระทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่
โดยในคดีแรก นี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากสามีภริยาและแบ่งทรัพย์สินกันไปแล้ว จริงหรือไม่ ส่วนในคดีหลังมีประเด็นว่า จำเลยได้กระทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ หากประเด็นต่างจากคดีขอแบ่งสินทรัพย์
เดิมศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้หนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์จะใช้หนี้ โจทก์จึงร้องขอให้แบ่งแยกสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 ออกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คือ ที่ดิน 2 แปลงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ได้ร้องคัดค้านเข้ามาว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากินแล้ว และว่าที่ดิน 2 แปลง ที่ โจทก์ขอให้แบ่งแยกออกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งในการหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งแยกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองได้หย่าขาดกันจริงโดยสุจริต และได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์สินกันเด็ดขาดแล้ว ที่ดิน 2 แปลงที่โจทก์ขอให้แบ่งแยกสินบริคณห์เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งมาจากการหย่า เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ภายหลังการหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์กันแล้ว จึงไม่มีสิทธิขอแยกสินบริคณห์ ให้ยกคำร้องคดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น โจทก์มาฟ้องคดีหลังขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในที่ดินสองแปลงที่จำเลยที่ 2 ได้รับแบ่งไปจากจำเลยที่ 1 อีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นแห่งคดีต่างกันโดยในคดีแรกนี้มีประเด็นว่าจำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากสามีภริยาและแบ่งทรัพย์สินกันไปแล้ว จริงหรือไม่ ส่วนในคดีหลังมีประเด็นว่าจำเลยได้กระทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 735/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องคดีซ้ำในประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการฟ้องซ้ำที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้และศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์จริงดังฟ้อง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินกู้ตามฟ้อง คดีหลังจำเลยมาฟ้องขอให้เลิกถอนหนังสือสัญญากู้และคำพิพากษาดดังกล่าว โดยอ้างว่าสัญญากู้นั้นปลอม คำฟ้องในคดีหลังเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กู้เงินของจำเลยดังที่จำเลยในคดีหลังฟ้องโจทก์ในคดีก่อนนั่นเอง คดีก่อนและคดีหลังจึงมีประเด็นข้อใหญ่อย่างเดียวกัน ว่าโจทก์นี้ได้กู้เงินจำเลยไปจริงตามหนังสือสัญญากู้ในคดีก่อนหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อนแล้ว ฉะนั้นฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงเป็นการฟ้องร้องในประเด็นที่ศาลวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ต้องตามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 แม้ในคดีหลังโจทก์จะกล่าวอ้างไม่ได้กู้เงินจากจำเลยเพราะเหตุอื่นใด ก็เป็นแต่เพียงรายละเอียดของประเด็นข้อใหญ่ที่กล่าวแล้ว จึงไม่ทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องร้องใหม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 735/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องร้องซ้ำในประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการฟ้องที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้และศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์จริงดังฟ้อง. พิพากษาให้จำเลยชำระเงินกู้ตามฟ้องคดีหลังจำเลยมาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญากู้และคำพิพากษาดังกล่าวโดยอ้างว่าสัญญากู้นั้นปลอมคำฟ้องในคดีหลังเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กู้เงินของจำเลยดังที่จำเลยในคดีหลังฟ้องโจทก์ในคดีก่อนนั่นเอง คดีก่อนและคดีหลังจึงมีประเด็นข้อใหญ่อย่างเดียวกันว่าโจทก์นี้ได้กู้เงินจำเลยไปจริงตามหนังสือสัญญากู้ในคดีก่อนหรือไม่ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อนแล้วฉะนั้น ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงเป็นการฟ้องร้องในประเด็นที่ศาลวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 แม้ในคดีหลังโจทก์จะกล่าวอ้างว่าไม่ได้กู้เงินจากจำเลยเพราะเหตุอื่นใดก็เป็นแต่เพียงรายละเอียดของประเด็นข้อใหญ่ที่กล่าวแล้วจึงไม่ทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องร้องใหม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำและขอบเขตข้อตกลงในสัญญาเช่า: การแบ่งแยกข้อตกลงและผลกระทบต่อการฟ้องร้อง
คดีแรก โจทก์ฟ้องให้จำเลยส่งมอบสถานที่เช่าคืนคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์โจทก์มาฟ้องคดีหลังเรียกค่าเสียหายอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยไม่ส่งมอบสถานที่เช่าคืนเช่นนี้ คดีหลังต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องได้อีกตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) (คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด)
ส่วนในคดีหลัง ข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินทุนที่โจทก์ออกทดรองไปก่อนในการก่อสร้างแม้ข้อตกลงข้อนี้จะปรากฏอยู่ในสัญญาเช่าฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก ฟ้องคดีหลังก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะหนังสือสัญญาฉบับนี้แบ่งแยกข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาออกได้เป็นส่วนๆมีลักษณะเป็นคนละเรื่องต่างหากจากกัน (ประชุมใหญ่ครั้งที่4/2503)
ส่วนในคดีหลัง ข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินทุนที่โจทก์ออกทดรองไปก่อนในการก่อสร้างแม้ข้อตกลงข้อนี้จะปรากฏอยู่ในสัญญาเช่าฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก ฟ้องคดีหลังก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะหนังสือสัญญาฉบับนี้แบ่งแยกข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาออกได้เป็นส่วนๆมีลักษณะเป็นคนละเรื่องต่างหากจากกัน (ประชุมใหญ่ครั้งที่4/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์แนวเขตที่ดินโดยการขึงเชือกและทิ้งดิ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องตามคำพิพากษา
ศาลพิพากษาให้โจทก์รื้อหลังคาเรือนโจทก์ที่รุกล้ำเข้าไปในแนวที่ดินของจำเลย ระหว่างหลัก ย.409845กับหลักย.461688 ในชั้นบังคับคดี ได้ทำการขึงเชือกจากหลักย.409845 ถึงหลักกลางไปยังหลัก ย.415625 และทิ้งดิ่งจากชายคาเรือนของโจทก์ ปรากฏว่าชายคาเรือนของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลย ดังนี้ การที่ศาลสอบด้วยวิธีขึงเชือกและทิ้งดิ่งเป็นการสอบแนวเขตถูกต้องและชอบตามคำพิพากษาแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์แนวเขตที่ดินโดยวิธีขึงเชือกและทิ้งดิ่ง ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยวิธีสอบแนวเขต
ศาลพิพากษาให้โจทก์รื้อหลังคาเรือนโจทก์ที่รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลย ระหว่างหลัก ย.409845 กับ หลัก ย.461688 ในชั้นบังคับคดี ได้ทำการขึงเชือกจากหลัก ย. 409845 ถึงหลักกลางไปยังหลัก ย. 415625 และทิ้งดิ่งจากชายคาเรือนโจทก์ ปรากฏว่า ชายคาเรือนของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลยดังนี้ การที่ศาลสอบด้วยวิธีขึงเชือกและทิ้งดิ่งเป็นการสอบแนวเขตถูกต้อง และชอบตามคำพิพากษาแล้ว