คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.วิ.พ. ม. 55

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 6,044 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินที่เป็นสินสมรสโดยไม่สุจริตและขาดความยินยอมจากคู่สมรส
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยทั้งสองคนทราบดีว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจโอนและจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าโอนโดยวิธีการอย่างไร ที่ไหน และเมื่อไร เพราะเป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ทั้งโจทก์ได้ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่พิพาทให้แก่โจทก์คนเดียวกับมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำลงโดยมิชอบ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว
โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยชอบ แต่ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 แต่ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินเช่นนี้เป็นข้อตกลงที่แยกจากกันไม่ได้เมื่อยังไม่มีการหย่า ทรัพย์สินนั้นคงเป็นสินสมรสอยู่ตามเดิม โจทก์อ้างไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาแต่โดยที่โจทก์มีสิทธิในทรัพย์สินอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ทั้งคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน และแจ้งเท็จว่าจำเลยที่ 1 เป็นม่าย เท่ากับกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันโอนที่พิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480วรรคสอง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 248/2531

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับรองบุตรนอกกฎหมาย: พฤติการณ์ต้องแสดงเจตนาชัดเจนต่อสาธารณชน มิใช่เพียงการให้ความอุปถัมภ์ทั่วไป
แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ก. เป็นบิดาโจทก์ แต่พฤติการณ์ที่ ก. แสดงออกมีเพียงว่า ก. นำเงินไปให้มารดาโจทก์ที่โรงพยาบาลในวันที่โจทก์เกิด และก่อนมารดาโจทก์จะออกจากโรงพยาบาล ก. ก็ได้ไปเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อออกไปอยู่บ้าน ก. ก็ไปเยี่ยมและส่งเสียมารดาโจทก์และโจทก์ เมื่อโจทก์เข้าเรียนเมื่ออายุ 4 ปี ก. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตลอดมาจน ก. ถึงแก่กรรม เพียงเท่านี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ ก. รับรองแล้ว.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2531 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องคดีภาษีอากรต้องรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก่อน หากยังไม่มีคำวินิจฉัย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีอากรให้จำเลยชำระเพิ่มเติมจำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามที่เห็นสมควร ดังนี้เมื่อยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรมสรรพากรโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2531 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องคดีภาษีอากรก่อนมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ถือเป็นฟ้องก่อนถึงกำหนด และไม่มีอำนาจฟ้อง
เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีอากรให้จำเลยชำระเพิ่มเติมจำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามที่เห็นสมควร ดังนี้เมื่อยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรมสรรพากรโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2531

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีภาษีอากร: คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยก่อน
เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีอากรให้จำเลยชำระเพิ่มเติมจำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามที่เห็นสมควร ดังนี้เมื่อยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรมสรรพากรโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2531

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีเรียกราคาซื้อขายที่ดิน: เจ้าของที่ดินแปลงใดมีสิทธิฟ้องเรียกราคาเฉพาะที่ดินแปลงนั้น
แม้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินสองแปลงให้จำเลยในสัญญาฉบับเดียวกัน แปลงแรกโฉนดเลขที่ 89385 เป็นชื่อโจทก์ที่ 1 แปลงที่สองโฉนดเลขที่ 89384 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 ในราคา 2,000,000 บาทและ 600,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89385 ให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยยังชำระราคาไม่ครบ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกราคาที่ดินแปลงของโจทก์ที่ 1เช่นนี้ โจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 2 หามีส่วนได้เสียไม่ และไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระราคาที่ดิน โจทก์ที่ 2 จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5926/2530 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีแรงงาน: การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต้องกระทบสิทธิผู้ฟ้องจึงมีอำนาจฟ้องได้
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า เดิมมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนอยู่แล้ว ต่อมาจำเลยประกาศใช้ระเบียบใหม่ปรับปรุงอัตราเงินเดือนโดยแบ่งครึ่งของแต่ละลำดับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยสามารถพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้โจทก์เพียงครึ่งขั้นในรอบปีได้ ซึ่งปกติโจทก์ควรจะได้รับการพิจารณาเลื่อน 1 ขั้นเป็นอย่างน้อย ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำบัญชีอัตราเงินเดือนที่ได้ประกาศใช้ใหม่มาใช้บังคับกับ โจทก์แล้ว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5926/2530

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีแรงงาน: การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต้องมีผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว จึงจะฟ้องได้
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า เดิมมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนอยู่แล้ว ต่อมาจำเลยประกาศใช้ระเบียบใหม่ปรับปรุงอัตราเงินเดือนโดยแบ่งครึ่งของแต่ละลำดับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยสามารถพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์เพียงครึ่งขั้นในรอบปีได้ ซึ่งปกติโจทก์ควรจะได้รับการพิจารณาเลื่อน 1 ขั้นเป็นอย่างน้อย ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำบัญชีอัตราเงินเดือนที่ได้ประกาศใช้ใหม่มาใช้บังคับกับโจทก์แล้ว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5675/2530 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีเช่าซื้อของรัฐวิสาหกิจ และอายุความฟ้องที่ไม่ใช่การเช่าทรัพย์สิน
ตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้งสองตามสัญญาซื้อขาย แม้จะไม่ได้ระบุโดยตรงว่าให้ฟ้องเรียก ค่าเช่าซื้อตู้เย็นแช่ปลา แต่ก็ได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำ สัญญาเช่าซื้อตู้เย็นแช่ปลากันโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้มีการทำสัญญาเช่าซื้อ รายอื่นอีก สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประกอบคำมั่นว่าจะขายถือได้ว่าเป็นซื้อขายทรัพย์สินอย่างหนึ่ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ ได้มอบอำนาจ ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวแก่การซื้อขายเครื่องตู้เย็นแช่ปลาแล้วผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้
องค์การอุตสาหกรรมห้องเย็นโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ. 2501 เป็นรัฐวิสาหกิจอันเป็นองค์การของรัฐแม้โจทก์จะดำเนินการให้เช่าซื้อทรัพย์สินของโจทก์ แต่ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์อำนวยบริการแก่รัฐและประชาชน ในการอุตสาหกรรมห้องเย็นเป็นหลักสำคัญ ตามมาตรา 6 (1)แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ. 2501 จึงมิใช่บุคคลที่ดำเนินการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (6)อายุความฟ้องคดีของโจทก์จึงมิใช่มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5675/2530

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีซื้อขาย/เช่าซื้อ และอายุความฟ้องของรัฐวิสาหกิจ
ตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้งสองตามสัญญาซื้อขาย แม้จะไม่ได้ระบุโดยตรงว่าให้ฟ้องเรียก ค่าเช่าซื้อตู้เย็นแช่ปลา แต่ก็ได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำ สัญญาเช่าซื้อตู้เย็นแช่ปลากันโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้มีการทำสัญญาเช่าซื้อ รายอื่นอีก สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประกอบคำมั่นว่าจะขายถือได้ว่าเป็นซื้อขายทรัพย์สินอย่างหนึ่ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ ได้มอบอำนาจ ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวแก่การซื้อขายเครื่องตู้เย็นแช่ปลาแล้ว ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้
องค์การอุตสาหกรรมห้องเย็นโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ. 2501 เป็นรัฐวิสาหกิจอันเป็นองค์การของรัฐแม้โจทก์จะดำเนินการให้เช่าซื้อทรัพย์สินของโจทก์ แต่ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์อำนวยบริการแก่รัฐและประชาชน ในการอุตสาหกรรมห้องเย็นเป็นหลักสำคัญ ตามมาตรา 6(1)แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ. 2501 จึงมิใช่บุคคลที่ดำเนินการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(6) อายุความฟ้องคดีของโจทก์จึงมิใช่มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165
of 605