คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.วิ.พ. ม. 55

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 6,044 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความ: อำนาจฟ้องร่วม และผลผูกพันต่อเจ้าหนี้แต่ละราย
โจทก์หลายคนฟ้องจำเลยโดยอาศัยหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำให้โจทก์ในฉบับเดียวรวมกัน มิได้แยกการชำระหนี้ไว้ต่างหากจากกัน ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ว่าจำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์ทุกคนรวม 6,664 บาท แม้มูลหนี้ เดิมของโจทก์แต่ละคนจะเป็นหนี้คนละราย คนละจำนวน ไม่ใช่เจ้าหนี้ร่วมก็ดี แต่โดยที่ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ถือได้ว่า จำเลยได้ยอมรับว่า ได้เป็นหนี้โจทก์แต่ละคนแล้ว โจทก์ทุกคนจึงมีอำนาจเข้าชื่อร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในสำนวนเดียวกันได้
สัญญาประนีประนอมยอมความมีว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ รวม 22 คน เป็นกรณีที่เกิดจากการที่โจทก์บางคนได้ร้องทุกข์กล่าวหาในคดีอาญาว่า จำเลยฉ้อโกง แม้โจทก์ที่ไปร้องทุกข์นั้นจะไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์คนอื่นให้ทำสัญญายอมนั้น ก็ตาม ในการดำเนินคดีแพ่งตามสัญญายอมนั้น โจทก์ไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์ในคดีอาญานั้นเลย เมื่อจำเลยทำหนังสือสัญญายอมไว้ว่า จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามรายชื่อรวม 22 คน จำเลยก็ต้องรับผิดต่อบุคคลแล้วนั้น ตามสัญญานั้น แม้ว่าเจ้าหนี้บางคนจะมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญายอมดังกล่าว เจ้าหนี้บางคนเช่นว่านั้น ก็มีอำนาจฟ้องความตามสัญญานั้นได้ ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าหนี้ทั้ง 22 คน จะต้องมอบฉันทะให้ผู้หนึ่งผู้ใด ทำสัญญายอมดังกล่าว กับจำเลยด้วยหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141/2502

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมการบริษัทละเลยหน้าที่ ปกปิดความเสียหาย ทำให้บริษัทต้องเสียค่าปรับ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไม่ได้
โจทก์เป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นเจ้าของที่ดินและตึกซึ่งบริษัทจำเลยเช่าอยู่ โจทก์ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและตึกให้แก่ผู้ซื้อ โดยมีเงื่อนไขเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์รับรองจะให้บริษัทจำเลยออกจากตึกและให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองที่ดินและตึกภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ถ้าโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์ยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นเงิน 160,000 บาท โจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยออกจากที่ดินและตึกภายใน 3 เดือน ก่อนครบกำหนด 3 เดือนเพียง 1 วันโจทก์จึงได้แจ้งให้บริษัทจำเลยทราบว่า ถ้าโจทก์ส่งมอบที่ดินและตึกให้แก่ผู้ซื้อไม่ได้ตามกำหนด โจทก์จะถูกผู้ซื้อเรียกค่าเสียหายดังนี้ถือว่าโจทก์เป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยมีหน้าที่จะต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 โจทก์กลับปกปิดความจริงเรื่องที่จะต้องถูกผู้ซื้อที่ดินและตึกเรียกค่าเสียหาย เพิ่งแจ้งให้บริษัททราบต่อเมื่ออีก 1 วัน จะต้องถูกผู้ซื้อปรับการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผิดวิสัยบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังจะพึงปฏิบัติ ทำให้บริษัทจำเลยและผู้ถือหุ้นทั้งหลายต้องเสียหาย โจทก์จะนำผลแห่งความละเมิดของตนมาฟ้องร้องเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียแก่ผู้ซื้อไปและค่าเสียหายอื่นๆ จากบริษัทจำเลยหาได้ไม่
ค่าสินไหมทดแทนในการที่ผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าเนิ่นช้า นั้น ตามธรรมดาควรจะเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าเช่าเป็นรายวัน ส่วนค่าเสียหายอื่นนอกจากนี้นับว่าเป็นค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งผู้เช่าจะต้องรู้ถึงความเสียหายพิเศษนี้ในระยะเวลาอันสมควรก่อนที่ตกลงไว้ว่าจะออกจากสถานที่เช่า ผู้ให้เช่าจึงจะเรียกร้องค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษนี้จากผู้เช่าได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมการบริษัทมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง ปกปิดข้อมูลทำให้บริษัทเสียหาย ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้
โจทก์เป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นเจ้าของที่ดินและตึกซึ่งบริษัทจำเลยเช่าอยู่ โจทก์ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและตึกให้แก่ผู้ซื้อ โดยมีเงื่อนไขเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์รับรองจะให้บริษัทจำเลยออกจากตึกและให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองที่ดินและตึกภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ถ้าโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์ยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นเงิน 160,000 บาท โจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยออกจากที่ดินและตึกภายใน 3 เดือน ก่อนครบกำหนด 3 เดือน เพียง 1 วัน โจทก์จึงได้แจ้งให้บริษัทจำเลยทราบว่า ถ้าโจทก์ส่งมอบที่ดินและตึกให้แก่ผู้ซื้อไม่ได้ตามกำหนด โจทก์จะถูกผู้ซื้อเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ถือว่าโจทก์เป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยมีหน้าที่จะต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 โจทก์กลับปกปิดความจริงเรื่องที่จะต้องถูกผู้ซื้อที่ดินและตึกเรียกค่าเสียหาย เพิ่งแจ้งให้บริษัททราบต่อเมื่ออีก 1 วันจะต้องถูกผู้ซื้อปรับ การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผิดวิสัยบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังจะพึงปฏิบัติ ทำให้บริษัทจำเลยและผู้ถือหุ้นทั้งหลายต้องเสียหาย
โจทก์จะนำผลแห่งความละเมิดของตนมาฟ้องร้องเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียแก่ผู้ซื้อไปและค่าเสียหายอื่น ๆ จากบริษัทจำเลยหาได้ไม่
ค่าสินไหมทดแทนในการที่ผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าเนิ่นช้า นั้น ตามธรรมดาควรจะเป็นจำนวนเท่ากับค่าเช่าเป็นรายวัน ส่วนค่าเสียหายอื่นนอกจากนี้ นับว่าเป็นค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งผู้เช่าจะต้องรู้ถึงความเสียหายพิเศษนี้ในระยะเวลาอันสมควรก่อนที่ตกลงไว้ว่าจะออกจากสถานที่เช่า ผู้ให้เช่าจึงเรียกร้องค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษนี้จากผู้เช่าได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2502

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับศาลเจ้าและกรรมสิทธิ์ในที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุด
ถ้าเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าไม่ว่าจะเป็นตัวศาลเจ้าหรือที่ดินของศาลเจ้า โจทก์ในฐานะผู้ปกครองศาลเจ้าย่อมมีอำนาจหน้าที่ฟ้องคดีได้ทั้งแพ่งและอาญา และแม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยโดยจำเลยทำสัญญากับกรมพระนครบาลกระทรวงมหาดไทยว่า จำเลยเช่าที่ดินของศาลเจ้าปลูกตึกเก็บเงินกินเปล่าและค่าเช่าตึกครบ 25 ปี จำเลยยอมยกตึกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ศาลเจ้า เช่นนี้โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการนี้ได้เมื่อสัญญาเช่าที่ดินรายนี้ได้สิ้นอายุลงโดยผลแห่งสัญญานี้ ตึกดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ศาลเจ้าไปในตัวโดยมิพักต้องทำพิธีโอนหรือให้จำเลยยินยอมยกให้แก่ศาลเจ้าอีกหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับศาลเจ้าของผู้ปกครองศาลเจ้า แม้มิใช่คู่สัญญาโดยตรง และกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างหลังสัญญาเช่าสิ้นสุด
ถ้าเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าไม่ว่าจะเป็นตัวศาลเจ้าหรือที่ดินของศาลเจ้า โจทก์ในฐานะผู้ปกครองศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ฟ้องคดีได้ทั้งแพ่งและอาญา และแม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยโดยจำเลยทำสัญญากับกรมพระนครบาลกระทรวงมหาดไทยว่า จำเลยเช่าที่ดินของศาลเจ้าปลูกตึกเก็บเงินกินเปล่าและค่าเช่าตึก ครอบ 25 ปี ่จำเลยยอมยกตึกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ศาลเจ้า เช่นนี้ โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการนี้ได้ เมื่อสัญญาเช่าที่ดินรายนี้ได้สิ้นอายุลงโดยผลแห่งสัญญานี้ ตึกดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ศาลเจ้าไปในตัวโดยมิพักต้องทำพิธีโอนหรือให้จำเลยยินยอมยกให้แก่ศาลเจ้าอีกหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081-1082/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิเหนือห้องเช่า: สัญญาเช่าสิ้นอายุ การเสนอเช่าต่อโดยไม่ได้รับการตอบรับถือเป็นสัญญาใหม่มิได้
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์เพราะสัญญาเช่าสิ้นอายุ การที่จำเลยเช่าที่ดินซึ่งปลูกห้องพิพาทจากวัดไม่อาจทำให้จำเลยมีสิทธิเหนือห้องพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์ได้
โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว การที่จำเลยเพียงแต่ตอบโจทก์ไปว่าต้องการเช่าต่อในอัตราค่าเช่าเดิมนั้น ถือไม่ได้ว่าได้มีสัญญาเช่ากันต่อไป เพราะโจทก์ไม่ได้สนองรับว่าจะให้เช่าในอัตราค่าเช่าเท่าเดิมตามที่จำเลยเสนอ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องขับไล่และการไม่เคลือบคลุมของฟ้อง กรณีสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดและโจทก์เข้ามาจัดการเอง
โจทก์ฟ้องว่า ห้องพิพาทเป็นของโจทก์ ก่อนนี้โจทก์มอบให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการให้เช่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ภายหลังโจทก์ถอนคืนการจัดการห้องพิพาทมาจัดการเอง จำเลยยังคงเช่าห้องพิพาทอยู่ต่อมา โดยมิได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ โดยจำเลยมิได้สืบแก้ประกอบทั้งตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีเศษมานี้ คนของโจทก์มาเก็บค่าเช่าห้องพิพาทจากจำเลย จำเลยก็ให้ไปตลอดมา ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้
ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์เมื่อใด มีกำหนดเท่าใด สัญญาสิ้นอายุวันเดือนปีใด แต่โจทก์ได้ส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยมาพร้อมกับฟ้องซึ่งมีข้อความครบถ้วนแล้ว ถือว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2502

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องขับไล่และการไม่เคลือบคลุมของฟ้อง กรณีสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดและมีการเก็บค่าเช่าต่อเนื่อง
โจทก์ฟ้องว่า ห้องพิพาทเป็นของโจทก์ก่อนนี้โจทก์มอบให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการให้เช่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ภายหลังโจทก์ถอนคืนการจัดการห้องพิพาทมาจัดการเอง จำเลยยังคงเช่าห้องพิพาทอยู่ต่อมา โดยมิได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ โดยจำเลยมิได้สืบแก้ประกอบทั้งตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีเศษมานี้ คนของโจทก์มาเก็บค่าเช่าห้องพิพาทจากจำเลย จำเลยก็ให้ไปตลอดมา ดังนี้โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้
ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์เมื่อใด มีกำหนดเท่าใด สัญญาสิ้นอายุวันเดือนปีใด แต่โจทก์ได้ส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยมาพร้อมกับฟ้องซึ่งมีข้อความครบถ้วนแล้ว ถือว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2502

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความรับผิดของผู้รับประกันภัยและผู้รับขนส่งทางทะเล กรณีทรัพย์สินเสียหายจากการขนส่ง และอายุความฟ้องร้อง
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับขนส่งทางทะเล เนื่องจากของที่ขนส่งเปียกน้ำ โดยระบุเหตุที่ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายเกิดจากการประมาทเลินเล่อของนายเรือผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะ และส่งสำเนากรมธรรม์มาด้วยซึ่งตามกรมธรรม์ ข้อ 9 ระบุว่า บริษัทไม่ต้องรับผิดจากภัยอันเนื่องจากการเสียหายฯลฯ อันเกิดแต่การเลินเล่อของนายเรือจำเลยมิได้ยกกรมธรรม์ ข้อ 9 ขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิด ก็ไม่มีประเด็นในข้อนี้ ดังนี้ ศาลไม่มีอำนาจหยิบยกกรมธรรม์ ข้อ 9 นั้น ขึ้นวินิจฉัยให้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2502)
สัญญาประกันภัยการขนส่งทางทะเลระบุว่า ประกันภัยน้ำย่อมกินความถึงการเปียกน้ำทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลหรือน้ำจืด ซึ่งทำให้ทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเสียหาย
อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับขนส่งทางทะเล ไม่มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายไทย แต่นำเอาอายุความรับขนตามมาตรา 624 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้ปรับแก่คดีได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2502 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความรับผิดของผู้รับประกันภัยและผู้รับขนส่งทางทะเล กรณีสินค้าเปียกน้ำ และประเด็นอายุความฟ้องร้อง
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับขนส่งทางทะเล เนื่องจากของที่ขนส่งเปียกน้ำ โดยระบุเหตุที่ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายเกิดจากการประมาทเลินเล่อของนายเรือผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะ และส่งสำเนากรมธรรม์มาด้วย ซึ่งตามกรมธรรม์ ข้อ 9 ระบุว่า บริษัทไม่ต้องรับผิดจากภัยอันเนื่องจากการเสียหาย ฯลฯ อันเกิดแต่การเลินเล่อของนายเรือจำเลยมิได้ยกกรมธรรม์ ข้อ 9 ขึ้นมาต่อสู้ เพื่อให้พ้นความรับผิด ก็ไม่มีประเด็นในข้อนี้ ดังนี้ ศาลไม่มีอำนาจหยิบยกกรมธรรม์ ข้อ 9 นั้น ขึ้นวินิจฉัยให้
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2502)
สัญญาประกันภัยการขนส่งทางทะเลระบุว่า ประกันภัยน้ำย่อมกินความถึงการเปียกน้ำทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลหรือน้ำจืด ซึ่งทำให้ทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเสียหาย
อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับขนส่งทางทะเล ไม่มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายไทย แต่นำเอาอายุความรับขนตาม มาตรา 624 ป.พ.พ. มาใช้ปรับแก่คดีได้
of 605