พบผลลัพธ์ทั้งหมด 6,044 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิของผู้เช่าในการฟ้องขับไล่ผู้อาศัยที่ไม่ได้รับอนุญาต แม้จะยังมิได้เข้าครอบครองสถานที่เช่า
โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าห้องพิพาทให้โจทก์ที่ 1 แล้วโจทก์ที่ 1 ได้เช่าตรงต่อทรัพย์สิน ฯ จำเลยเป็นลูกจ้างที่ 2 โจทก์ที่ 2 ได้บอกให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท จำเลยไม่ยอมออก จึงฟ้องขอให้บังคับ
ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมานี้แสดงว่าโจทก์เป็นผู้เช่าสถานที่พิพาทจากทรัพย์สิน ฯ จำเลยเป็นผู้อาศัยและโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยออกจากสถานที่เช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกเช่นนี้โดยปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ ส่วนข้อต่อสู้จำเลยจะมีอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ควรรับไว้ พิจารณาต่อไป
ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมานี้แสดงว่าโจทก์เป็นผู้เช่าสถานที่พิพาทจากทรัพย์สิน ฯ จำเลยเป็นผู้อาศัยและโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยออกจากสถานที่เช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกเช่นนี้โดยปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ ส่วนข้อต่อสู้จำเลยจะมีอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ควรรับไว้ พิจารณาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิของผู้เช่าในการฟ้องขับไล่ผู้อาศัยสิทธิของผู้เช่า โดยผู้เช่ามีสิทธิฟ้องได้แม้ไม่ใช่เจ้าของสถานที่
ในฟ้องของโจทก์กล่าวว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนการเช่าโรงเรือนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาจากโจทก์ที่ 2 ผู้เช่าเดิมแต่ระหว่างโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เช่า โจทก์ที่ 2 ได้ตกลงจ้างจำเลยจัดการดำเนินการค้าอยู่ในโรงเรือนที่เช่า ครั้นโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการเช่ามาจากโจทก์ที่ 2 แล้วโจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกจ้างจำเลยและให้จำเลยเลิกดำเนินการค้าเพื่อส่งมอบเรือนโรงรายนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยไม่ปฏิบัติตามยังคงทำการค้าและอาศัยโรงเรือนรายนี้ตลอดมาโดยมิได้รับความอนุญาตจากเจ้าของสถานที่และโจทก์ที่ 1 ผู้เช่าเป็นการละเมิดและรอนสิทธิโจทก์ที่ 1 ฟ้องดังกล่าวมานี้แสดงว่าโจทก์เป็นผู้เช่าสถานที่พิพาทจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำเลยเป็นผู้อาศัยสิทธิโจทก์และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยออกจากสถานที่เช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออกเช่นนี้โดยปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ส่วนข้อต่อสู้จำเลยจะมีอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิผู้เช่าในการฟ้องขับไล่ผู้อาศัยสิทธิ และอำนาจฟ้องของผู้เช่าเมื่อมีข้อพิพาทกับผู้อาศัยสิทธิ
ในฟ้องของโจทก์กล่าวว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนการเช่าโรงเรือนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาจาก โจทก์ที่ 2 ผู้เช่าเดิม แต่ระหว่างโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เช่า โจทก์ที่ 2 ได้ตกลงจ้างจำเลยจัดการดำเนินการค้าอยู่ในโรงเรือนที่เช่า ครั้นโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการเช่ามาจากโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ที่2 ได้บอกเลิกจ้างจำเลยและให้จำเลยเลิกดำเนินการค้าเพื่อส่งมอบเรือนโรงรายนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยไม่ปฏิบัติตามยังคงทำการค้าและอาศัยอยู่ในโรงเรือนรายนี้ตลอดมาโดยมิได้รับความอนุญาตจากเจ้าของสถานที่และโจทก์ที่ 1 ผู้เช่าเป็นการละเมิดและรอนสิทธิโจทก์ที่ 1 ฟ้องดังกล่าวมานี้แสดงว่าโจทก์เป็นผู้เช่าสถานที่พิพาทจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำเลยเป็นผู้อาศัยสิทธิโจทก์ และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยออกจากสถานที่เช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออกเช่นนี้โดยปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ ส่วนข้อต่อสู้จำเลยจะมีอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสั่งบรรจุ/ไล่ออกข้าราชการเป็นอำนาจบริหาร มติคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ไม่ผูกพันนายกฯ สิทธิฟ้องไม่มี
การขอเข้ารับหรือออกจากราชการตลอดจนการขอเข้าใหม่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการฝ่ายพลเรือนอันอยู่ในอำนาจหน้าที่องฝ่ายบริหารโดยเฉพาะจะมาฟ้องขอให้ศาลบังคับหาได้ไม่
พระราชบัญญัติเรื่องราวร้องทุกข์ไม่มีบัญญัติไว้เด็ดขาดว่านายกรัฐมนตรีจำต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์แม้ใน มาตรา 20 ก็ไม่มีผลบังคับเด็ดขาดอยู่เพียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ๆ พึงเสนอความเห็นอีกทางหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งการของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คำในวรรคสองซึ่งว่า 'เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแล้วจัดการไปเป็นการใด ฯลฯ' ย่อมแสดงว่าอยู่ในความวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการไปประการใดก็ได้แล้วแจ้งคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ทราบเพื่อแจ้งแก่ผู้ร้องต่อไป เรื่องระยะเวลา 60 วันก็เพื่อเร่งให้ดำเนินการพิจารณาและสั่งการไปโดยเร็วนั่นเองจึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ได้
ศาลไทยยังไม่มีศาลปกครองจึงต้องพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจของศาลไทย
พระราชบัญญัติเรื่องราวร้องทุกข์ไม่มีบัญญัติไว้เด็ดขาดว่านายกรัฐมนตรีจำต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์แม้ใน มาตรา 20 ก็ไม่มีผลบังคับเด็ดขาดอยู่เพียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ๆ พึงเสนอความเห็นอีกทางหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งการของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คำในวรรคสองซึ่งว่า 'เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแล้วจัดการไปเป็นการใด ฯลฯ' ย่อมแสดงว่าอยู่ในความวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการไปประการใดก็ได้แล้วแจ้งคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ทราบเพื่อแจ้งแก่ผู้ร้องต่อไป เรื่องระยะเวลา 60 วันก็เพื่อเร่งให้ดำเนินการพิจารณาและสั่งการไปโดยเร็วนั่นเองจึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ได้
ศาลไทยยังไม่มีศาลปกครองจึงต้องพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจของศาลไทย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฝ่ายบริหารกับการสั่งการเรื่องราวร้องทุกข์: ศาลไม่รับฟ้องบังคับการคืนสู่ราชการ
การขอเข้ารับหรือออกจากราชการตลอดจนการขอเข้าใหม่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการฝ่ายพลเรือนนั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะจะมาฟ้องขอให้ศาลบังคับหาได้ไม่
พ.ร.บ.เรื่องราวร้องทุกข์ ไม่มีบัญญัติไว้เด็ดขาดว่านายกรัฐมนตรีจำต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ แม้ใน ม.20 ก็ไม่มีผลบังคับเด็ดขาดอยู่เพียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ ๆ พึงเสนอความเห็นอีกทางหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งการของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คำในวรรค 2 ซึ่งว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแล้วจัดการไปเป็นการใด ฯลฯ" ย่อมแสดงว่าอยู่ในความวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการไปประการใดก็ได้แล้วแจ้งคณะกรรมการ
เรื่องราวร้องทุกข์ทราบเพื่อแจ้งแก่ผู้ร้องต่อไป เรื่องระยะเวลา 60 วันก็เพื่อเร่งให้ดำเนินการพิจารณาและสั่งการไปโดยเร็วนั่นเอง จึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ได้
ศาลไทยยังไม่มีศาลปกครองจึงต้องพิจารณาตาม ก.ม.และอำนาจของศาลไทย.
พ.ร.บ.เรื่องราวร้องทุกข์ ไม่มีบัญญัติไว้เด็ดขาดว่านายกรัฐมนตรีจำต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ แม้ใน ม.20 ก็ไม่มีผลบังคับเด็ดขาดอยู่เพียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ ๆ พึงเสนอความเห็นอีกทางหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งการของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คำในวรรค 2 ซึ่งว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแล้วจัดการไปเป็นการใด ฯลฯ" ย่อมแสดงว่าอยู่ในความวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการไปประการใดก็ได้แล้วแจ้งคณะกรรมการ
เรื่องราวร้องทุกข์ทราบเพื่อแจ้งแก่ผู้ร้องต่อไป เรื่องระยะเวลา 60 วันก็เพื่อเร่งให้ดำเนินการพิจารณาและสั่งการไปโดยเร็วนั่นเอง จึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องคดีเช่นนี้ได้
ศาลไทยยังไม่มีศาลปกครองจึงต้องพิจารณาตาม ก.ม.และอำนาจของศาลไทย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิคัดค้านการจัดการมรดกของผู้รับพินัยกรรม และการมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก
เมื่อผู้ร้องร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกมีผู้คัดค้านว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านแล้วและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก
เช่นนี้ถือว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีสิทธิที่จะร้องคัดค้านได้จึงให้ดำเนินคดีไปดังคดีมีข้อพิพาท
เช่นนี้ถือว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีสิทธิที่จะร้องคัดค้านได้จึงให้ดำเนินคดีไปดังคดีมีข้อพิพาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในการคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกของผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก แม้เคยมีคดีความมาก่อน
เมื่อผู้ร้องร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก มีผู้คัดค้านว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านแล้วและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก
เช่นนี้ถือว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีสิทธิที่จะร้องคัดค้านได้ จึงให้ดำเนินคดีไปดังคดีมีข้อพิพาท.
เช่นนี้ถือว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีสิทธิที่จะร้องคัดค้านได้ จึงให้ดำเนินคดีไปดังคดีมีข้อพิพาท.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 524/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผลผูกพันคำพิพากษาเฉพาะคู่กรณี: สิทธิในการโต้แย้งของบุคคลภายนอก
คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น
คดีนี้โจทก์ชนะคดีจำเลยตามคำพิพากษาและได้ยึดเงินจำเลยไว้จำนวนหนึ่ง แต่มีผู้ร้องอีก 7 ราย ซึ่งต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้ โจทก์คัดค้านว่าผู้จัดการห้างหุ้นสวนจำเลยได้กู้เงินผู้ร้องทั้ง 7 รายไปเป็นการส่วนตัว และได้สมยอมกับผู้ร้องแกล้งเอานามของห้างหุ้นส่วนเข้าเป็นจำเลยในคดีเพื่อให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้
ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิด้วยเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น เพราะคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องกู้หนี้ยืมสินในคดีระหว่างผู้ร้องทั้ง 7 รายกับจำเลยย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ไม่เป็นการผูกมัดคนภายนอกมิให้โต้แย้งเป็นอื่น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาข้อคัดค้านของโจทก์.
คดีนี้โจทก์ชนะคดีจำเลยตามคำพิพากษาและได้ยึดเงินจำเลยไว้จำนวนหนึ่ง แต่มีผู้ร้องอีก 7 ราย ซึ่งต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้ โจทก์คัดค้านว่าผู้จัดการห้างหุ้นสวนจำเลยได้กู้เงินผู้ร้องทั้ง 7 รายไปเป็นการส่วนตัว และได้สมยอมกับผู้ร้องแกล้งเอานามของห้างหุ้นส่วนเข้าเป็นจำเลยในคดีเพื่อให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้
ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิด้วยเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น เพราะคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องกู้หนี้ยืมสินในคดีระหว่างผู้ร้องทั้ง 7 รายกับจำเลยย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ไม่เป็นการผูกมัดคนภายนอกมิให้โต้แย้งเป็นอื่น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาข้อคัดค้านของโจทก์.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 524/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผลผูกพันคำพิพากษาเฉพาะคู่กรณี และสิทธิในการโต้แย้งของบุคคลภายนอก
คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น
คดีนี้โจทก์ชนะคดีจำเลยตามคำพิพากษาและได้ยึดเงินจำเลยไว้จำนวนหนึ่งแต่มีผู้ร้องอีก 7 รายซึ่งต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้โจทก์คัดค้านว่าผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำเลยได้กู้เงินผู้ร้องทั้ง 7 รายไปเป็นการส่วนตัวและได้สมยอมกับผู้ร้องแกล้งเอานามของห้างหุ้นส่วนเข้าเป็นจำเลยในคดีเพื่อให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้
ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิด้วยเหตุต่างๆ ดังกล่าวนั้นเพราะคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องกู้หนี้ยืมสินในคดีระหว่างผู้ร้องทั้ง 7 รายกับจำเลยย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้นไม่เป็นการผูกมัดคนภายนอกมิให้โต้แย้งเป็นอื่น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาข้อคัดค้านของโจทก์
คดีนี้โจทก์ชนะคดีจำเลยตามคำพิพากษาและได้ยึดเงินจำเลยไว้จำนวนหนึ่งแต่มีผู้ร้องอีก 7 รายซึ่งต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้โจทก์คัดค้านว่าผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำเลยได้กู้เงินผู้ร้องทั้ง 7 รายไปเป็นการส่วนตัวและได้สมยอมกับผู้ร้องแกล้งเอานามของห้างหุ้นส่วนเข้าเป็นจำเลยในคดีเพื่อให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและอ้างเหตุอื่นอีกหลายประการว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้
ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิด้วยเหตุต่างๆ ดังกล่าวนั้นเพราะคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องกู้หนี้ยืมสินในคดีระหว่างผู้ร้องทั้ง 7 รายกับจำเลยย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้นไม่เป็นการผูกมัดคนภายนอกมิให้โต้แย้งเป็นอื่น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาข้อคัดค้านของโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าของร่วมขายที่ดินโดยไม่ยินยอม สิทธิในการเพิกถอนสัญญาเฉพาะส่วน
เจ้าของร่วมเอาที่ทั้งแปลงไปทำสัญญาซื้อขายให้กับบุคคลภายนอกโดยเจ้าของร่วมอีกผู้หนึ่งไม่รู้เห็นยินยอมด้วยเจ้าของร่วมผู้ไม่ยินยอมนั้นมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของตนได้แต่จะเพิกถอนสัญญาซื้อขายทั้งหมดหาได้ไม่