คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.อ. ม. 59

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,272 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2511 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ หน้าที่การพิสูจน์ความเท็จในการแจ้งความเท็จ/เบิกความเท็จ ฝ่ายกล่าวอ้างต้องพิสูจน์ตามฟ้อง
ถ้ามีการกล่าวอ้างว่า ข้อความใดที่เกิดจากการยื่นคำให้การก็ดี เกิดจากการเบิกความก็ดี ว่าเป็นความเท็จอันจะต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่กล่าวอ้าง จะต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องว่าจำเลยให้การเท็จและเบิกความเท็จ หาไม่แล้วจะลงโทษทางอาญาไม่ได้
จำเลยย่อมนำสืบตามข้ออ้างของตน ซึ่งอาจเป็นการนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเอกสารใดๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2511 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาฆ่า: การพิจารณาจากอาวุธ, บาดแผล, และพฤติการณ์ประกอบ เพื่อวินิจฉัยความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
การวินิจฉัยว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยอาวุธที่ใช้ บาดแผลที่ผู้ตายได้รับตลอดถึงพฤติการณ์อื่น ประกอบกัน ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจำเลยที่ 1 มีโอกาสเลือกแทงที่สำคัญได้ แต่ได้แทงผู้ตายที่แขนเพียงทีเดียวแล้วเลยไปมิได้ซ้ำเติม หากแต่ด้วยความแรงเป็นเหตุให้คมมีดตัดเส้นโลหิตใหญ่ทะลุเข้าชายโครงถึงแก่ความตายเพราะโลหิตออกมาก ยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นถึงตายโดยไม่เจตนา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2511 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาฆ่า: การพิจารณาจากอาวุธที่ใช้, บาดแผล, และพฤติการณ์ประกอบ
การวินิจฉัยว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยอาวุธที่ใช้ บาดแผลที่ผู้ตายได้รับ ตลอดถึงพฤติการณ์อื่น ประกอบกัน ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจำเลยที่ 1 มีโอกาสเลือกแทงที่สำคัญได้ แต่ได้แทงผู้ตายที่แขนเพียงทีเดียวแล้วเลยไปมิได้ซ้ำเติม หากแต่ด้วยความแรงเป็นเหตุให้คมมีดตัดเส้นโลหิตใหญ่ทะลุเข้าชายโครงถึงแก่ความตายเพราะโลหิตออกมาก ยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นถึงตายโดยไม่เจตนา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2511

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาฆ่า: พิจารณาจากอาวุธ, การกระทำ, บาดแผล, และพฤติการณ์โดยรวม
การวินิจฉัยว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น. ต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยอาวุธที่ใช้ บาดแผลที่ผู้ตายได้รับตลอดถึงพฤติการณ์อื่น ประกอบกัน. ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจำเลยที่ 1 มีโอกาสเลือกแทงที่สำคัญได้. แต่ได้แทงผู้ตายที่แขนเพียงทีเดียวแล้วเลยไปมิได้ซ้ำเติม. หากแต่ด้วยความแรงเป็นเหตุให้คมมีดตัดเส้นโลหิตใหญ่ทะลุเข้าชายโครงถึงแก่ความตายเพราะโลหิตออกมาก. ยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า. จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นถึงตายโดยไม่เจตนา.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2511

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เหตุสุดวิสัยในการขับรถ การประมาท และความรับผิดทางอาญา
จำเลยขับรถยนต์โดยสารภายในอัตราความเร็วตามกฎหมาย. เมื่อแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นพ้นไปแล้ว. ก็เป็นเวลาพอดีที่มีรถถอยหลังออกจากซอยทางขวามือมาขวางถนนในระยะกระชั้นชิดเพียง 5-6 เมตร. จำเลยจึงหักพวงมาลัยหลบเป็นเหตุให้รถด้านซ้ายตกขอบทาง และเมื่อจำเลยหักขวาจะเข้าทางจึงเกิดเสียหลักพลิกตะแคงเป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงตายและบาดเจ็บ.ดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นภยันตรายโดยวิธีอื่นใดได้ นอกจากที่ได้ปฏิบัติไปแล้วนี้. กรณีไม่พอฟังว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาท.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2511 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เหตุสุดวิสัยทางจราจร: การหลีกเลี่ยงรถที่ถอยหลังออกมาจากซอย ไม่ถือเป็นการประมาท
จำเลยขับรถยนต์โดยสารภายในอัตราความเร็วตามกฎหมาย เมื่อแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นพ้นไปแล้ว ก็เป็นเวลาพอดีที่มีรถถอยหลังออกจากซอยทางขวามือมาขวางถนนในระยะกระชั้นชิดเพียง 5 - 6 เมตร จำเลยจึงหักพวงมาลัยหลบเป็นเหตุให้รถด้านซ้ายตกขอบทาง และเมื่อจำเลยหักขวาจะเข้าทางจึงเกิดเสียหลักพลิกตะแคงเป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงตายและบาดเจ็บ ดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยไม่าอาจหลีกเลี่ยงให้พ้นภยันตรายโดยวิธีอื่นใดได้ นอกจากที่ได้ปฏิบัติไปแล้วนี้ กรณีไม่พอฟังว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2511 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เหตุสุดวิสัยทางจราจร: การหลีกเลี่ยงรถถอยหลังออกจากซอย ไม่ถือเป็นประมาท
จำเลยขับรถยนต์โดยสารภายในอัตราความเร็วตามกฎหมายเมื่อแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นพ้นไปแล้ว ก็เป็นเวลาพอดีที่มีรถถอยหลังออกจากซอยทางขวามือมาขวางถนนในระยะกระชั้นชิดเพียง 5-6 เมตร จำเลยจึงหักพวงมาลัยหลบเป็นเหตุให้รถด้านซ้ายตกขอบทาง และเมื่อจำเลยหักขวาจะเข้าทางจึงเกิดเสียหลักพลิกตะแคงเป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงตายและบาดเจ็บดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นภยันตรายโดยวิธีอื่นใดได้ นอกจากที่ได้ปฏิบัติไปแล้วนี้กรณีไม่พอฟังว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฟ้องเท็จ (มาตรา 175) ต้องมีเจตนาและกล่าวหาผู้อื่นกระทำความผิด การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงอำนาจฟ้อง ไม่ถือเป็นความผิด
ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และผู้กระทำจะต้องรู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จด้วย เพียงแต่จำเลยบรรยายฟ้อง เพื่อให้เห็นว่ามีอำนาจฟ้องในคดีนั้น โดยไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิด หรือจำเลยไม่รู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จ จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 175
ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 นั้น จะทำเป็นรูปคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 186 โดยต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลในการตัดสิน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามควรแก่รูปคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฐานฟ้องเท็จต้องมีเจตนาและข้อกล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำความผิดอาญา การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงอำนาจฟ้องไม่เป็นความผิด
ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175. ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา. และผู้กระทำจะต้องรู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จด้วย. เพียงแต่จำเลยบรรยายฟ้อง. เพื่อให้เห็นว่ามีอำนาจฟ้องในคดีนั้นโดยไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิด. หรือจำเลยไม่รู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จ.จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 175.
ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 นั้น. จะทำเป็นรูปคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 186. โดยต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลในการตัดสิน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามควรแก่รูปคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ต้องมีเจตนาและข้อกล่าวหาความผิดอาญาชัดเจน การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงอำนาจฟ้องไม่ถือเป็นความผิด
ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และผู้กระทำจะต้องรู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จด้วยเพียงแต่จำเลยบรรยายฟ้อง เพื่อให้เห็นว่ามีอำนาจฟ้องในคดีนั้นโดยไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิด หรือจำเลยไม่รู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จจำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 175
ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 นั้น จะทำเป็นรูปคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 186โดยต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลในการตัดสิน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามควรแก่รูปคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
of 128