พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,595 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายลักษณะความผิดในฟ้องคดีอาญา ไม่จำต้องลอกเลียนตัวบท หากบรรยายครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย
การบรรยายฟ้องคดีอาญานั้นไม่จำต้องเขียนข้อความล้อหรือเลียนให้เหมือนถ้อยคำที่บัญญัตไว้ในตัวบทกฎหมาย เมื่อได้กล่าวบรรยายลักษณะของความผิดครบถ้วนและถูกต้องตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 158 แล้วก็ใช้ได้
การฟ้องคดีหาว่าจำเลยเบิกความเท็จนั้นแม้ในฟ้องจะมิได้ใช้คำว่าถ้อยคำที่จำเลยเบิกความนั้นจำเลยรู้อยู่ว่าเป็น เท็จแต่เมื่อถ้อยคำทั้งหลายในฟ้องแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยเบิกความโดยจงใจนำความเท็จมากล่าวว่าเป็นความ จริง ซึ่งเท่ากับเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกความนั่นเอง ไม่มีความหมายผิดแผกแตกต่างอะไรกันฉะนั้นเมื่อฟ้องบรรยายลักษณะความผิดครบถ้วนและถูกต้องตามมาตรา 158 แห่ง ป.ม.วิ.อาญาแล้วก็ใช้ได้
การฟ้องคดีหาว่าจำเลยเบิกความเท็จนั้นแม้ในฟ้องจะมิได้ใช้คำว่าถ้อยคำที่จำเลยเบิกความนั้นจำเลยรู้อยู่ว่าเป็น เท็จแต่เมื่อถ้อยคำทั้งหลายในฟ้องแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยเบิกความโดยจงใจนำความเท็จมากล่าวว่าเป็นความ จริง ซึ่งเท่ากับเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกความนั่นเอง ไม่มีความหมายผิดแผกแตกต่างอะไรกันฉะนั้นเมื่อฟ้องบรรยายลักษณะความผิดครบถ้วนและถูกต้องตามมาตรา 158 แห่ง ป.ม.วิ.อาญาแล้วก็ใช้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายฟ้องคดีอาญา ไม่จำต้องใช้ถ้อยคำตามกฎหมาย หากบรรยายลักษณะความผิดครบถ้วน
การบรรยายฟ้องคดีอาญานั้น ไม่จำต้องเขียนข้อความล้อหรือเลียนให้เหมือนถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมาย เมื่อได้กล่าวบรรยายลักษณะของความผิดครบถ้วนและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วก็ใช้ได้
การฟ้องคดีหาว่า จำเลยเบิกความเท็จนั้น แม้ในฟ้องจะมิได้ใช้คำว่า ถ้อยคำที่จำเลยเบิกความนั้นจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จ แต่เมื่อถ้อยคำทั้งหลายในฟ้องแสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยเบิกความโดยจงใจนำความเท็จมากล่าวว่าเป็นความจริง ซึ่งเท่ากับเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกความนั่นเอง ไม่มีความหมายผิดแผกแตกต่างอะไรกัน ฉะนั้นเมื่อฟ้องบรรยายลักษณะความผิดครบถ้วนและถูกต้องตามมาตรา 158 แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วก็ใช้ได้
การฟ้องคดีหาว่า จำเลยเบิกความเท็จนั้น แม้ในฟ้องจะมิได้ใช้คำว่า ถ้อยคำที่จำเลยเบิกความนั้นจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จ แต่เมื่อถ้อยคำทั้งหลายในฟ้องแสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยเบิกความโดยจงใจนำความเท็จมากล่าวว่าเป็นความจริง ซึ่งเท่ากับเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกความนั่นเอง ไม่มีความหมายผิดแผกแตกต่างอะไรกัน ฉะนั้นเมื่อฟ้องบรรยายลักษณะความผิดครบถ้วนและถูกต้องตามมาตรา 158 แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วก็ใช้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยินยอมให้เช่าช่วงโดยปริยาย: ผู้ให้เช่าทราบและไม่โต้แย้ง ถือเป็นการยินยอม
การที่ผู้เช่ายอมให้ผู้อื่นเข้ามาอยู่ในตึกที่เช่าเป็นเวลาหลายปีแล้ว ฝ่ายผู้ให้เช่าก็รู้แล้ว ไม่ทักท้วงว่ากล่าวประการใด แม้จะถือว่ามีการให้เช่าช่วง ก็แสดงว่าฝ่ายผู้ให้เช่ายินยอม ฉะนั้น จะถือว่าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยินยอมให้เช่าช่วงโดยปริยาย: ผู้ให้เช่าทราบและไม่โต้แย้ง ถือเป็นการยินยอม
การที่ผู้เช่ายอมให้ผู้อื่นเข้ามาอยู่ในตึกที่เช่าเป็นเวลาหลายปีแล้วฝ่ายผู้ให้เช่าก็รู้แล้วไม่ทักท้วงว่ากล่าวประการใด แม้จะถือว่ามีการให้เช่าช่วง ก็แสดงว่าฝายผู้ให้เช่ายินยอม ฉะนั้นจะถือว่าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย: การป้องกันเกินสมควรและบันดาลโทสะ
ผู้ตายเป็นฝ่ายมาท้าทายและบุกรุกขึ้นไปทำร้ายฝ่ายจำเลยถึงบนเรือนก่อน แต่เมื่อจำเลยกับผู้ตายได้กอดปล้ำจนตกมาที่พื้นดิน และผู้ตายได้ลุกขึ้นวิ่งหนีไปแล้วจำเลยยังไล่ติดตามไปแทงผู้ตายตั้งหลายทีถึงแก่ความตาย ดังนี้ จะฟังว่าจำเลยกระทำไปโดยเจตนาป้องกันตัวหาได้ไม่ แต่พอถือได้ว่า จำเลยทำไปโดยบันดาลโทสะตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 55
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย แม้ถูกทำร้ายก่อน แต่การไล่ติดตามแทงจนเสียชีวิต ไม่ถือเป็นการป้องกันตัว แต่เป็นความผิดด้วยความบันดาลโทสะ
ผู้ตายเป็นฝ่ายมาท้าทายและบุกรุกขึ้นไปทำร้ายฝ่ายจำเลยถึงบนเรือนก่อน แต่เมื่อจำเลยกับผู้ตายได้กอดปล้ำจนตกมาที่พื้นดินและผู้ตายได้ลุกขึ้นวิ่งหนีไปแล้ว จำเลยยังไล่ติดตามไปแทงผู้ตายตั้งหลายทีถึงแก่ความตาย ดังนี้จะฟังว่าจำเลยกระทำไปโดยเจตนาป้องกันตัวหาได้ไม่ แต่พอถือได้ว่าจำเลยทำไปโดยบรรดาลโทษะตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 55
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลียนเครื่องหมายการค้า: ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้พิจารณาใหม่ในประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยต่อสู้ว่า เครื่องหมายมีลักษณะต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าเครื่องหมายโจทก์จำเลยต่างกันมาก เมื่อปรากฏว่าคู่ความรับกันในรูปเครื่องหมายแล้ว คงเถียงกันว่าจะเป็นการเลียนหรือไม่ จึงเป็นปัญหาในข้อกฎหมาย คู่ความย่อมอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้
ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โดยเห็นว่า ต้องห้าม ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์เป็นปัญหากฎหมายไม่ต้องห้าม ก็ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โดยเห็นว่า ต้องห้าม ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์เป็นปัญหากฎหมายไม่ต้องห้าม ก็ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อพิพาทเครื่องหมายการค้า: ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการเลียนเครื่องหมายที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินผิด
โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเครื่องหมายมีลักษณะต่างกันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าเครื่องหมายโจทก์จำเลยต่างกัน มาก เมื่อปรากฎว่าคู่ความรับกันในรูปเครื่องหมายแล้ว คงเถียงกันว่าจะเป็นการเลียนหรือไม่ จึงเป็นปัญหาในข้อกฎหมาย คู่ความย่อมอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้
ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โดยเห็นว่าต้องห้าม ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์เป็นปัญหากฎหมายไม่ต้องห้าม ก็ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โดยเห็นว่าต้องห้าม ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์เป็นปัญหากฎหมายไม่ต้องห้าม ก็ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในมรดกของบุตรเกิดนอกสมรสและบิดาที่มิได้จดทะเบียนรับรอง
ชายหญิงได้เสียกันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อเกิดบุตรขึ้นมา บุตรที่เกิดมานั้น ย่อมไม่ใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชาย และเมื่อต่อมาชายก็มิได้จดทะเบียนรับรองหรือร้องขอต่อศาลให้แสดงว่า เป็นบุตรอีกเช่นนี้ ชายนั้นจึงไม่ใช่บิดาหรือทายาทของบุตรนั้น และย่อมไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกของบุตร และไม่อาจที่จะยกอายุความมรดก 1 ปีมาต่อสู้แก่ทายาทได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในมรดกของบุตรเกิดนอกสมรส: การไม่จดทะเบียนสมรสและไม่รับรองบุตร
ชายหญิงได้เสียกันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเมื่อเกิดบุตรขึ้นมา บุตรที่เกิดมานั้นย่อมไม่ใช่บุตรอันชอบด้วยกฎหมายของชายและเมื่อต่อมาชายก็มิได้จดทะเบียนรับรองหรือร้องขอ ต่อศาลให้แสดงว่าเป็นบุตรอีกเช่นนี้ ชายนั้นจึงไม่ใช่บิดาหรือทายาทของบุตรนั้น และย่อมไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกของบุตรและไม่อาจที่จะยกอายุความมรดก 1 ปีมาต่อสู้แก่ทายาทได้