พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,595 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1667-1668/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การริบรถยนต์ที่ใช้บรรทุกสินค้าต้องห้าม ผู้ขับที่ไม่รู้เห็นการกระทำผิดไม่มีความผิด
พาหนะที่จะริบได้นั้นต้องปรากฎว่าได้ใช้พาหนะนั้นบรรทุกสินค้า อันต้องห้าม รถยนตร์ที่ใช้บรรทุกคนโดยสารซึ่งผู้ขับใช้บรรทุกคนโดยสารโดยไม่รู้ว่า มีการบรรทุกของต้องห้ามไปด้วย จะริบไม่ได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1667-1668/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การริบพาหนะกรณีขนส่งของต้องห้าม ผู้ขับไม่รู้เห็น การริบต้องมีเจตนาใช้พาหนะนั้นขนส่งโดยตรง
พาหนะที่จะริบได้นั้นต้องปรากฏว่าได้ใช้พาหนะนั้นบรรทุกสินค้า อันต้องห้าม รถยนต์ที่ใช้บรรทุกคนโดยสารซึ่งผู้ขับใช้บรรทุกคนโดยสารโดยไม่รู้ว่ามีการบรรทุกของต้องห้ามไปด้วย จะริบไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ยักยอกทรัพย์: เจตนาทุจริตในการขายทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วเบียดบังเงิน
จำเลยได้รับมอบเข็มขัดนาคของ บ. เพื่อไปจัดการขายแทนโดยกำหนดราคาให้ขาย จำเลยเอาไปขายต่ำกว่าราคาที่กำหนดแล้วกล่าวเท็จกับ บ.ว่ายังไม่ได้ขาย ขอผัดไปอีก สุดท้ายปฏิเสธว่าได้ขายและเอาเงินให้ บ.แล้ว ดังนี้ จำเลยย่อมมีผิดฐานยักยอกเข็มขัดของ บ.ตามที่โจทก์ฟ้อง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ยักยอกทรัพย์: การขายของแทนแล้วนำเงินไปเป็นของตนเองโดยทุจริต
จำเลยได้รับมอบเข็มขัดนาคของ บ. เพื่อไปจัดการขายแทนโดยกำหนดราคาให้ขาย จำเลยเอาไปขายต่ำกว่าราคาที่กำหนดแล้วกล่าวเท็จกับ บ. ว่ายังไม่ได้ขาย ขอผัดไปอีกสุดท้ายปฏิเสธว่าได้ขายและเอาเงินให้ บ. แล้ว ดังนี้จำเลยย่อมมีผิดฐานยักยอกเข็มขัดของ บ. ตามที่โจทก์ฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแก้ไขฟ้องหลังสืบพยาน: ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาได้
สืบพะยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก่อนศาลจะพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง เวลากระทำผิดจากเวลากลางวันเป็นเวลากลางคืน แม้ศาลจะสั่งในคำพิพากษาก็ไม่ทำให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไร.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแก้ฟ้องและการวินิจฉัยสั่งคำร้องแก้ฟ้องของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยสั่งคำร้องแก้ฟ้องได้ทั้งในระหว่างพิจารณาและในคำพิพากษา
สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก่อนศาลจะพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง เวลากระทำผิดจากเวลากลางวันเป็นเวลากลางคืน แม้ศาลจะสั่งในคำพิพากษาก็ไม่ทำให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์เจตนาฆ่า: หลักฐานไม่เพียงพอชี้ขาดสาเหตุการตาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 ปีตาม กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 251 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 6 เดือนตามมาตรา 254 ดังนี้ เป็นการแก้มาก โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์ความตายจากสาเหตุการกระทำของจำเลย: หลักฐานไม่เพียงพอ
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 ปีตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 251 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 6 เดือน ตามมาตรา 254 ดังนี้ เป็นการแก้มาก โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ของกลางที่ไม่ถูกนำสืบเป็นพยานวัตถุในศาล ไม่ถือเป็นหลักฐานยืนยันการกระทำผิด
คดีอาญา แม้จะปรากฏว่าจับของกลางได้ก็ดี แต่โจทก์มิได้นำของกลางมาอ้างเป็นพยานในศาล จะเรียกว่าเป็นพยานวัตถุในศาลไม่ได้ และศาลย่อมไม่ถือว่า สิ่งที่มิได้อ้างมาเป็นพยานนั้นเป็นพยานหลักฐานในศาล แม้พยานบุคคลจะได้เบิกความกล่าวข้อความพาดพิงถึงของกลางเหล่านั้น ก็หาเรียกวัตถุที่ถูกกล่าวอ้างอิงพาดพิงถึงนั้นว่าเป็นวัตถุพยานไม่
ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายว่าถ้ามีของกลาง โจทก์จะต้องนำของกลางส่งศาลให้เป็นวัตถุพยาน ถ้าไม่นำส่งจะต้องถูกยกฟ้อง
ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายว่าถ้ามีของกลาง โจทก์จะต้องนำของกลางส่งศาลให้เป็นวัตถุพยาน ถ้าไม่นำส่งจะต้องถูกยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ของกลางต้องนำสืบในศาลจึงเป็นพยานหลักฐานได้ แม้จับกุมได้ก็ไม่ถือเป็นพยานหากมิได้นำมาศาล
คดีอาญา แม้จะปรากฎว่าจับของกลางได้ก็ดี แต่โจทก์มิได้นำของกลางมาอ้างเป็นพะยานในศาล จะเรียกว่าเป็นพะยานวัตถุในศาลไม่ได้ และศาลย่อมไม่ถือว่า สิ่งที่มิได้อ้างมาเป็นพะยานนั้นเป็นพะยานหลักฐานในศาล แม้พะยานบุคคลจะได้เบิกความกล่าวข้อความพาดพิงถึงของกลางเหล่านั้น ก็หาเรียกวัตถุที่ถูกกล่าวอ้างอิงพาดพิงถึงนั้นว่าเป็นวัตถุพะยานไม่
ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายว่า ถ้ามีของกลาง โจทก์จะต้องนำของกลางส่งศาลให้เป็นวัตถุพะยาน ถ้าไม่นำส่งจะต้องถูกยกฟ้อง
ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายว่า ถ้ามีของกลาง โจทก์จะต้องนำของกลางส่งศาลให้เป็นวัตถุพะยาน ถ้าไม่นำส่งจะต้องถูกยกฟ้อง