พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,595 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาลทหารครอบคลุมนายทหารสัญญาบัตรทุกเหล่า รวมถึงทหารอากาศ
นายทหารสัญญาบัตรประจำการตามพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 มาตรา 39 ไม่ได้เจาะจงว่า เป็นทหารแผนกใด เหล่าใด ดังนั้นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการทุกเหล่า ย่อมขึ้นอยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาปกติทั้งนั้น
คำปรารภในการตราพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 ไม่ได้กล่าวถึงทหารอากาศนั้น ก็เพราะขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งกองทัพอากาศ แต่ ก็มีกรมอากาศยานขึ้นอยู่กับกองทัพบก กรมอากาศยานนี้เอง ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมทหารอากาศ และในที่สุดตั้งเป็นกองทัพอากาศขึ้น เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2477 ครอบถึงทหารอากาศด้วย การตั้งนายทหารอากาศเป็นกรรมการในศาลทหาร ย่อมเป็นการชอบตามความในพระธรรมนูญศาลทหารแล้ว.
คำปรารภในการตราพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 ไม่ได้กล่าวถึงทหารอากาศนั้น ก็เพราะขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งกองทัพอากาศ แต่ ก็มีกรมอากาศยานขึ้นอยู่กับกองทัพบก กรมอากาศยานนี้เอง ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมทหารอากาศ และในที่สุดตั้งเป็นกองทัพอากาศขึ้น เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2477 ครอบถึงทหารอากาศด้วย การตั้งนายทหารอากาศเป็นกรรมการในศาลทหาร ย่อมเป็นการชอบตามความในพระธรรมนูญศาลทหารแล้ว.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาลทหารครอบคลุมนายทหารสัญญาบัตรทุกเหล่า รวมถึงทหารอากาศ แม้จะไม่ได้ระบุในกฎหมาย
นายทหารสัญญาบัตรประจำการตามพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 มาตรา 39 ไม่ได้เจาะจงว่า เป็นทหารแผนกใด เหล่าใด ดังนั้นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการทุกเหล่า ย่อมขึ้นอยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาปกติทั้งนั้น
คำปรารภในการตราพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 ไม่ได้กล่าวถึงทหารอากาศนั้น ก็เพราะขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งกองทัพอากาศแต่ก็มีกรมอากาศยานขึ้นอยู่กับกองทัพบก กรมอากาศยานนี้เอง ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมทหารอากาศ และในที่สุดตั้งเป็นกองทัพอากาศขึ้น เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2477ครอบถึงทหารอากาศด้วย การตั้งนายทหารอากาศเป็นกรรมการในศาลทหาร ย่อมเป็นการชอบตามความในพระธรรมนูญศาลทหารแล้ว
คำปรารภในการตราพระธรรมนูญศาลทหาร 2477 ไม่ได้กล่าวถึงทหารอากาศนั้น ก็เพราะขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งกองทัพอากาศแต่ก็มีกรมอากาศยานขึ้นอยู่กับกองทัพบก กรมอากาศยานนี้เอง ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมทหารอากาศ และในที่สุดตั้งเป็นกองทัพอากาศขึ้น เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2477ครอบถึงทหารอากาศด้วย การตั้งนายทหารอากาศเป็นกรรมการในศาลทหาร ย่อมเป็นการชอบตามความในพระธรรมนูญศาลทหารแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 382-384/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาฆ่าจากการใช้ปืนลูกซอง: ปืนที่ไม่สามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตไม่ได้เป็นเครื่องสังหาร
อาวุธปืนที่จะต้องถือว่าเป็นเครื่องสังหารชีวิตมนุษย์นั้นย่อมมีลักษณะว่าถ้าใช้อาวุธปืนนั้นยิงคน ตามธรรมดาจะให้บังเกิดความตายหรือความตายเป็นผลธรรมดาของการที่ถูกอาวุธนั้น จึงจะถือว่าอาวุธปืนนั้นเป็นเครื่องสังหารต่อชีวิต ซึ่งถ้าใครใช้อาวุธปืนชนิดนั้นยิงผู้ใดก็จะถือว่าผู้นั้น เจตนาฆ่า
จำเลยได้ใช้ปืนลูกซองขนาดเล็กบรรจุกระสุนลูกปลายขนาดเล็กเบอร์ 8ปากกระบอกปืนมีศูนย์กลางกว้างเพียง 1.5 ซ.ม. คำชันสูตรบาดแผลปรากฏว่า แผลเป็นจุดๆ ใกล้ชิดกัน ขนาดของแผลแต่ละแผลกว้าง 2 ม.ม. ยาว 2 ม.ม.ลึกเป็นจุดกลมขนาดเมล็ดถั่วเขียวและมีเม็ดกระสุนฝังในเนื้อ รักษา 15 วันหายดังนี้ จำเลยไม่มีผิดฐานพยายามฆ่าคน แต่มีผิดฐานทำร้ายร่างกาย
จำเลยได้ใช้ปืนลูกซองขนาดเล็กบรรจุกระสุนลูกปลายขนาดเล็กเบอร์ 8ปากกระบอกปืนมีศูนย์กลางกว้างเพียง 1.5 ซ.ม. คำชันสูตรบาดแผลปรากฏว่า แผลเป็นจุดๆ ใกล้ชิดกัน ขนาดของแผลแต่ละแผลกว้าง 2 ม.ม. ยาว 2 ม.ม.ลึกเป็นจุดกลมขนาดเมล็ดถั่วเขียวและมีเม็ดกระสุนฝังในเนื้อ รักษา 15 วันหายดังนี้ จำเลยไม่มีผิดฐานพยายามฆ่าคน แต่มีผิดฐานทำร้ายร่างกาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 382-384/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิจารณาว่าอาวุธปืนเป็นเครื่องสังหารชีวิตหรือไม่ พิจารณาจากลักษณะการใช้งานและผลที่เกิดขึ้น
อาวุธปืนที่จะต้องถือว่าเป็นเครื่องสังหารชีวิตมนุษย์นั้นย่อมมีลักษณะว่าถ้าใช้อาวุธปืนนั้นยิงคน ตามธรรมดาจะให้บังเกิดความตาย หรือความตายเป็นผลธรรมดาของการที่ถูกอาวุธนั้น จึงจะถือว่าอาวุธปืนนั้นเป็นเครื่องสังหารต่อชีวิต ซึ่งถ้าใครใช้อาวุธปืนชะนิดนั้นยิงผู้ใด ก็จะถือว่าผู้นั้น เจตนาฆ่า
จำเลยได้ใช้ปืนลูกซองขนาดเล็กบรรจุกระสุนลูกปลายขนาดเล็กเบอร์ 8 ปากกระบอกปืนมีสูนย์กลางกว้างเพียง 1.5 ซ.ม. คำชันสูตรบาดแผลปรากฎว่า แผลเป็นจุด ๆ ใกล้ชิดกัน ขนาดของแผลแต่ละแผลกว้าง 2 ม.ม. ยาว 2 ม.ม. ลึกเป็นจุดกลมขนาดเมล็ดถั่วเขียวและมีเม็ดกระสุนฝังในเนื้อ รักษา 15 วันหาย ดังนี้ จำเลยไม่มีผิดฐานพยายามฆ่าคน แต่มีผิดฐานทำร้ายร่างกาย.
จำเลยได้ใช้ปืนลูกซองขนาดเล็กบรรจุกระสุนลูกปลายขนาดเล็กเบอร์ 8 ปากกระบอกปืนมีสูนย์กลางกว้างเพียง 1.5 ซ.ม. คำชันสูตรบาดแผลปรากฎว่า แผลเป็นจุด ๆ ใกล้ชิดกัน ขนาดของแผลแต่ละแผลกว้าง 2 ม.ม. ยาว 2 ม.ม. ลึกเป็นจุดกลมขนาดเมล็ดถั่วเขียวและมีเม็ดกระสุนฝังในเนื้อ รักษา 15 วันหาย ดังนี้ จำเลยไม่มีผิดฐานพยายามฆ่าคน แต่มีผิดฐานทำร้ายร่างกาย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอดถอนผู้จัดการมฤดก กรณีปกปิดข้อมูลทายาท และความรับผิดของผู้จัดการมฤดกต่อทายาท
น้าของเจ้ามฤดกเป็นทายาทของเจ้ามฤดกตาม ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 1629 (6) อยู่แล้ว แม้จะตายไปก่อนเจ้ามฤดก ผู้สืบสันดานของเขา ย่อมมีสิทธิรับมฤดกแทนที่ ตามมาตรา 1639 โดยตรง
การที่จำเลยไปร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมฤดกนั้น จำเลยได้ปกปิดความจริงอันควรบอกให้ชัดแจ้งว่า ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ยังคงมีตัวอยู่ถึง 3 คน แสดงความไม่สุจริตของจำเลยมาตั้งแต่ต้น และเมื่อได้รับตั้งเป็นผู้จัดการมฤดกแล้ว จำเลยก็ไม่ปรารถนาที่จะทำบัญชีทรัพย์มฤดกตามหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ในมาตรา 1728,1729 ซ้ำในชั้นศาล ในคดีนี้จำเลยก็ยังคงยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ที่จะได้รับมฤดก ย่อมเป็นการสมควรทุกประการที่ศาลจะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมฤดกเสียตามมาตรา 1731.
คดีที่ทายาทเรียกร้องเอาทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิตกทอดแก่ตนโดยขอให้ถอดถอนผู้จัดการมฤดกเสียก่อนโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมฤดกเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิในกองมฤดกที่จะยึดถือทรัพย์สินอันเป็นมฤดกนั้นไว้อย่างไรได้ แม้จำเลยจะยังคงเป็นผู้จัดการมฤดกอยู่ จำเลยก็ต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยลักษณะตัวแทนตัวการ จำเลยจะยกฐานะผู้จัดการมฤดกมาต่อสู้อายุความกับทายาทตามมาตรา 1754, 1755 หาได้ไม่
คดีเกี่ยวกับการจัดการมฤดก ผู้จัดการมฤดกจะยกอายุความ ขึ้นต่อสู้ทายาทได้ก็แต่มาตรา 1733 วรรค 2 ซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมฤดกสุดสิ้นลง.
การที่จำเลยไปร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมฤดกนั้น จำเลยได้ปกปิดความจริงอันควรบอกให้ชัดแจ้งว่า ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ยังคงมีตัวอยู่ถึง 3 คน แสดงความไม่สุจริตของจำเลยมาตั้งแต่ต้น และเมื่อได้รับตั้งเป็นผู้จัดการมฤดกแล้ว จำเลยก็ไม่ปรารถนาที่จะทำบัญชีทรัพย์มฤดกตามหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ในมาตรา 1728,1729 ซ้ำในชั้นศาล ในคดีนี้จำเลยก็ยังคงยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ที่จะได้รับมฤดก ย่อมเป็นการสมควรทุกประการที่ศาลจะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมฤดกเสียตามมาตรา 1731.
คดีที่ทายาทเรียกร้องเอาทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิตกทอดแก่ตนโดยขอให้ถอดถอนผู้จัดการมฤดกเสียก่อนโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมฤดกเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิในกองมฤดกที่จะยึดถือทรัพย์สินอันเป็นมฤดกนั้นไว้อย่างไรได้ แม้จำเลยจะยังคงเป็นผู้จัดการมฤดกอยู่ จำเลยก็ต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยลักษณะตัวแทนตัวการ จำเลยจะยกฐานะผู้จัดการมฤดกมาต่อสู้อายุความกับทายาทตามมาตรา 1754, 1755 หาได้ไม่
คดีเกี่ยวกับการจัดการมฤดก ผู้จัดการมฤดกจะยกอายุความ ขึ้นต่อสู้ทายาทได้ก็แต่มาตรา 1733 วรรค 2 ซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมฤดกสุดสิ้นลง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิทายาทแทนที่, ความไม่สุจริตผู้จัดการมรดก, และอายุความในการเรียกร้องทรัพย์มรดก
น้าของเจ้ามรดกเป็นทายาทของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629(6) อยู่แล้ว แม้จะตายไปก่อนเจ้ามรดก ผู้สืบสันดานของเขา ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ตามมาตรา 1639 โดยตรง
การที่จำเลยไปร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกนั้น จำเลยได้ปกปิดความจริงอันควรบอกให้ชัดแจ้งว่าทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ยังคงมีตัวอยู่ถึง 3 คนแสดงความไม่สุจริตของจำเลยมาตั้งแต่ต้น และเมื่อได้รับตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยก็ไม่ปรารถนาที่จะทำบัญชีทรัพย์มรดกตามหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ในมาตรา 1728,1729 ซ้ำในชั้นศาล ในคดีนี้ จำเลยก็ยังคงยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมที่จะได้รับมรดกย่อมเป็นการสมควรทุกประการที่ศาลจะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกเสียตามมาตรา 1731
คดีที่ทายาทเรียกร้องเอาทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์ตกทอดแก่ตน โดยขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดกเสียก่อนโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิในกองมรดกที่จะยึดถือทรัพย์สินอันเป็นมรดกนั้นไว้อย่างไรได้แม้จำเลยจะยังคงเป็นผู้จัดการมรดกอยู่จำเลยก็ต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยลักษณะตัวแทนตัวการ จำเลยจะยกฐานะผู้จัดการมรดกมาต่อสู้อายุความกับทายาทตามมาตรา 1754,1755 หาได้ไม่
คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ผู้จัดการมรดกจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ทายาทได้ก็แต่มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสุดสิ้นลง
การที่จำเลยไปร้องขอต่อศาลให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกนั้น จำเลยได้ปกปิดความจริงอันควรบอกให้ชัดแจ้งว่าทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ยังคงมีตัวอยู่ถึง 3 คนแสดงความไม่สุจริตของจำเลยมาตั้งแต่ต้น และเมื่อได้รับตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยก็ไม่ปรารถนาที่จะทำบัญชีทรัพย์มรดกตามหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ในมาตรา 1728,1729 ซ้ำในชั้นศาล ในคดีนี้ จำเลยก็ยังคงยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมที่จะได้รับมรดกย่อมเป็นการสมควรทุกประการที่ศาลจะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกเสียตามมาตรา 1731
คดีที่ทายาทเรียกร้องเอาทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์ตกทอดแก่ตน โดยขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดกเสียก่อนโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิในกองมรดกที่จะยึดถือทรัพย์สินอันเป็นมรดกนั้นไว้อย่างไรได้แม้จำเลยจะยังคงเป็นผู้จัดการมรดกอยู่จำเลยก็ต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยลักษณะตัวแทนตัวการ จำเลยจะยกฐานะผู้จัดการมรดกมาต่อสู้อายุความกับทายาทตามมาตรา 1754,1755 หาได้ไม่
คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ผู้จัดการมรดกจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ทายาทได้ก็แต่มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสุดสิ้นลง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายเกินสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตัว: ศาลฎีกาแก้ไขโทษจำคุก
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายเพื่อป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 256, 50, 53, 59 จำคุก 15 วัน ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา 256 จำคุก 5 ปี ดังนี้ เป็นการแก้มาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายเกินสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตัว ศาลลดโทษจากที่ศาลอุทธรณ์แก้ไข
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายเพื่อป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 256,50,53,59 จำคุก 15 วันศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา 256 จำคุก 5 ปี ดังนี้ เป็นการแก้มาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ภาระจำยอมไม่ใช่การอาศัยสิทธิ ผู้ขายต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทาง
ทางภาระจำยอมที่ก่อให้เกิดมีขึ้นระหว่างผู้ซื้อที่ดินและผู้ขายที่ดินนั้นไม่ใช่ลักษณะของการให้อาศัยสิทธิอันเป็นการให้เปล่าฝ่ายเดียวโดยไม่มีสินจ้างหรือข้อผูกพัน แม้โจทก์จะแถลงรับโดยใช้คำว่า'อาศัยใช้'ก็มิใช่ลักษณะแห่งการอาศัยตามนัยแห่งกฎหมาย
เมื่อผู้ขายที่ดินปลูกเรือนบนทางภาระจำยอมเป็นเหตุให้ผู้ซื้อที่ดินใช้ทางภาระจำยอมนั้นไม่สะดวกเหมือนเช่นเดิม ผู้ขายที่ดินต้องรื้อเรือนนั้นออกไปให้พ้นทางและเกลี่ยที่ดินให้เสมอทางตามเดิม
เมื่อผู้ขายที่ดินปลูกเรือนบนทางภาระจำยอมเป็นเหตุให้ผู้ซื้อที่ดินใช้ทางภาระจำยอมนั้นไม่สะดวกเหมือนเช่นเดิม ผู้ขายที่ดินต้องรื้อเรือนนั้นออกไปให้พ้นทางและเกลี่ยที่ดินให้เสมอทางตามเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องอาญาล่วงหน้าและความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแก้ฟ้องหลังมีคำพิพากษา
ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดในวันซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง เท่ากับเป็นการฟ้องล่วงหน้า อันยังไม่มีความผิดเกิดขึ้น ศาลจำต้องยกฟ้องโจทก์ ทั้งกรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ยกฟ้องโจทก์ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 161
การขอแก้ฟ้องตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 163 นั้น โจทก์จะต้องขอแก้ หรือเพิ่มเติมฟ้องได้ก็แต่ก่อนมีคำพิพากษา
การขอแก้ฟ้องตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 163 นั้น โจทก์จะต้องขอแก้ หรือเพิ่มเติมฟ้องได้ก็แต่ก่อนมีคำพิพากษา