คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.วิ.อ. ม. 15

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,044 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2523

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในการขอคืนของกลาง: ผู้ร้องต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าของกลางที่ถูกศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดด้วย ก็เป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างแม้โจทก์จะไม่ได้คัดค้านไว้ โจทก์ก็ยังมีสิทธินำพยานเข้าสืบหักล้างข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องได้ในเมื่อโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุอ้างพยานและศาลได้อนุญาตให้โจทก์นำสืบโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยการระบุอ้างพยานหลักฐานแล้ว (อ้างฎีกาที่ 1263/2513)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2523

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแก้ไขคำคู่ความที่ขาดลายมือชื่อผู้เรียง ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขก่อนชี้ขาดคดีได้
คดีอาญาจำเลยยื่นอุทธรณ์ อุทธรณ์จำเลยเป็นคำคู่ความ การยื่นคำคู่ความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการยื่นหรือสั่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดอันจะต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้ เจ้าพนักงานคู่ความหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น ฯลฯ" จำเลยอุทธรณ์โดยใช้กระดาษแบบพิมพ์ที่กระทรวงยุติธรรมจัดไว้ และมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 67. คงขาดลายมือชื่อผู้เรียง ในช่องผู้เรียงในกระดาษแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ ถือว่ายังไม่บริบูรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้วศาลอุทธรณ์ชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขให้บริบูรณ์เสียก่อนชี้ขาดตัดสินคดี จะยกอุทธรณ์จำเลยยังไม่ชอบ
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกันศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เพราะเหตุไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงในท้ายอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ฎีกาขึ้นมาคนเดียว เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขให้บริบูรณ์ ก็พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วยได้เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 254/2523

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีอาญาของตัวแทน แม้ผู้รับมอบอำนาจถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ คำฟ้องยังสมบูรณ์
โจทก์มอบอำนาจให้ พ. ซึ่งถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความฟ้องและดำเนินคดีอาญาแทน การที่ พ. ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องมิใช่เรื่องว่าความอย่างทนายความฐานะในคดีระหว่างโจทก์กับ พ. มีนิติสัมพันธ์ต่อกันฉันตัวการตัวแทน เมื่อตัวการยื่นฟ้องคดีอาญา ตัวการเรียงหรือแต่งคำฟ้องไปยื่นต่อศาลได้ ตัวแทนก็ย่อมมีสิทธิกระทำได้เช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 254/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องคดีอาญาโดยผู้รับมอบอำนาจที่ไม่ใช่ทนายความ: คำฟ้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย
โจทก์มอบอำนาจให้ พ.ซึ่งถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความฟ้องและดำเนินคดีอาญาแทน การที่ พ.ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้อง มิใช่เรื่องว่าความอย่างทนายความฐานะในคดีระหว่างโจทก์กับ พ.มีนิติสัมพันธ์ต่อกันฉันตัวการตัวแทน เมื่อตัวการยื่นฟ้องคดีอาญา ตัวการเรียงหรือแต่งคำฟ้องไปยื่นต่อศาลได้ ตัวแทนก็ย่อมมีสิทธิกระทำได้เช่นเดียวกันคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2523

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เช็คเพื่อประกันการกู้เงิน ไม่ถือเป็นเจตนาออกเช็คเพื่อชำระหนี้ จึงไม่ผิด พ.ร.บ. เช็ค
จำเลยมิได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ แต่ออกเพื่อเป็นประกันเงินกู้ ป.โจทก์เป็นผู้ทรงโดยได้รับเช็คมาจาก ป. เช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินดังนี้ จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
คดีที่ฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาหาจำเป็นต้องฟังตามไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2523 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เช็คเพื่อประกันการกู้เงิน ไม่ถือเป็นเจตนาฉ้อโกงตาม พ.ร.บ. เช็ค
จำเลยมิได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ แต่ออกเพื่อเป็นประกันเงินกู้ ป. โจทก์เป็นผู้ทรงโดยได้รับเช็คมาจาก ป. เช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนี้ จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
คดีที่ฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐาน ในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาหาจำเป็นต้องฟังตามไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3301/2522 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบคำสั่งศาล และการเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย
ในคดีอาญา ศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง สั่งว่าคดีมีมูล ประทับฟ้อง และให้หมายเรียกจำเลยมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์ กับให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 3 วัน โดยโจทก์ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งนั้นแล้ว ต่อมาได้มีการนำส่งหมายเรียกแก่จำเลยโดยขอให้ศาลอื่นจัดการส่งให้เพราะจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น ศาลที่จัดการส่งหมายให้แจ้งมาว่าส่งหมายให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยไปอยู่ที่อื่น ไม่มีผู้ใดรับหมายแทน ศาลเจ้าของคดีสั่งลงในหนังสือนำส่งหมายคืนนั้นว่าให้โจทก์ทราบ จะดำเนินการอย่างไรต่อไปให้แถลงภายใน 3 วัน แต่ไม่ปรากำว่าคู่ความได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งนี้ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่ง - เลยกำหนด 3 วันแล้ว เจ้าพนักงานศาลรายงานว่า โจทก์มิได้มาติดต่อหรือยื่นคำแถลงต่อศาล ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะโจทก์ยังไม่ทราบคำสั่งของศาลที่ให้แถลงภายใน 3 วันนั้น
เมื่อศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแล้วในวันเดียวกันนั้นเองโจทก์ยื่นคำร้องแสดงเหตุผลว่า โจทก์มิได้จงใจที่จะทิ้งฟ้อง ขอให้ศาลเรียกจำเลยมาแก้คดีและดำเนินคดีต่อไป ศาลได้ตรวจสำนวนและบัญชีนัดแล้ว จึงได้ทราบว่าได้สั่งไปโดยผิดหลง ดังนี้ ศาลนั้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นได้ และแม้จะมิได้ไต่สวนคำร้องของโจทก์ และมิได้สอบถามจำเลย ก็ไม่เป็นการผิดกระบวนพิจารณา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3301/2522

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจำหน่ายคดีและการเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบคำสั่งศาล
ในคดีอาญา ศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง สั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้อง และให้หมายเรียกจำเลยมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์ กับให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 7 วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 3 วัน โดยโจทก์ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งนั้นแล้ว ต่อมาได้มีการนำส่งหมายเรียกแก่จำเลยโดยขอให้ศาลอื่นจัดการส่งให้เพราะจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น ศาลที่จัดการส่งหมายให้แจ้งมาว่าส่งหมายให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยไปอยู่ที่อื่น ไม่มีผู้ใดรับหมายแทน ศาลเจ้าของคดีสั่งลงในหนังสือนำส่งหมายคืนนั้นว่าให้โจทก์ทราบ จะดำเนินการอย่างไรต่อไปให้แถลงภายใน3 วัน แต่ไม่ปรากฏว่าคู่ความได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งนี้ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งเลยกำหนด 3 วันแล้วเจ้าพนักงานศาลรายงานว่า โจทก์มิได้มาติดต่อหรือยื่นคำแถลงต่อศาล ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะโจทก์ยังไม่ทราบคำสั่งของศาลที่ให้แถลงภายใน 3 วันนั้น
เมื่อศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแล้ว ในวันเดียวกันนั้นเองโจทก์ยื่นคำร้องแสดงเหตุผลว่า โจทก์มิได้จงใจที่จะทิ้งฟ้อง ขอให้ศาลเรียกจำเลยมาแก้คดีและดำเนินคดีต่อไป ศาลได้ตรวจสำนวนและบัญชีนัดแล้ว จึงได้ทราบว่าได้ส่งไปโดยผิดหลง ดังนี้ ศาลนั้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นได้ และแม้จะมิได้ไต่สวนคำร้องของโจทก์ และมิได้สอบถามจำเลย ก็ไม่เป็นการผิดกระบวนพิจารณา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2522

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้อนในความผิดหมิ่นประมาท การกระทำความผิดทั่วราชอาณาจักรไม่ถือเป็นความผิดต่างกรรม
กรณีจะเป็นความผิดต่างกรรมหรือไม่ ย่อมอยู่ที่การกระทำของจำเลย การที่ความผิดเกิดทั่วราชอาณาจักร แต่โจทก์ทราบการกระทำความผิดในสถานที่หนึ่ง แล้วมาทราบความผิดอันเดียวกันในอีกสถานที่หนึ่งนั้น มิใช่การกระทำของจำเลย จะถือเอาเหตุดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมเพิ่มขึ้นมิได้
โจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลหนึ่ง และศาลนั้นประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยนั้นในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2918/2522

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการพิจารณาคดีอาญา: ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นที่โจทก์ฟ้องและศาลอุทธรณ์ได้พิจารณา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำใบสำคัญทหารกองเกินอันเป็นเอกสารราชการปลอมไปใช้เป็นเอกสารประกอบคำร้องขอรับหนังสือเดินทาง ขอให้ลงโทษ มิได้ฟ้องว่าจำเลยนำสำเนาทะเบียนบ้านปลอมไปใช้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยยื่นคำร้องเพื่อทำหนังสือเดินทางโดยได้แนบเอกสารต่าง ๆมีเอกสารหมาย จ.13(สำเนาทะเบียนบ้าน) ซึ่งเป็นเอกสารปลอมรวมอยู่ด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ดังนี้เป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยนอกเหนือข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารใบสำคัญทหารกองเกินปลอม การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารดังกล่าวนี้ปลอมศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยให้ไม่ได้เพราะไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในชั้นศาลอุทธรณ์
of 205