คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
มนูภันย์วิมลสาร

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,437 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การให้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา เอกสารที่รับรองแล้วมีผลผูกพัน ห้ามเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิม
โฉนดมีชื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และยังปรากฏตามเอกสารสัญญาให้กรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ ซึ่งโจทก์ได้รับรองแล้วแปลความหมายได้แจ้งชัดว่า ผู้ให้(โจทก์) ได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่จำเลยทั้งสอง 2/3 ของที่ดินตามโฉนดนี้ ดังนี้ โจทก์จะนำสืบว่าเป็นแต่ยกให้จำเลยทั้งสองเพียงครึ่งหนึ่งของที่ดิน ย่อมเป็นการสืบแก้ไขเอกสารสัญญาซึ่งโจทก์ได้รับรองแล้วโดยตรง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องแบ่งสินสมรสซ้ำ: ศาลยกฟ้องแต่ให้ฟ้องใหม่ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง ม.148(3)
คดีเดิมศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามฟ้องโจทก์ไม่ระบุว่าที่ดินรายพิพาทเป็นสินเดิมหรือสินสมรส ไม่อาจแบ่งแยกได้ตามฟ้องจึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตาม ป.ม.วิ.แพ่ง ม. 148(3) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดดังนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์ให้ฟ้องใหม่ตาม ป.ม.วิ.แพ่ง ม. 148(3) เหมือนกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องแบ่งสินสมรสซ้ำ และการพิจารณาข้อจำกัดในการฟ้องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3)
คดีเดิมศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามฟ้องโจทก์ไม่ระบุว่าที่ดินรายพิพาทเป็นสินเดิมหรือสินสมรส ไม่อาจแบ่งแยกได้ตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ดังนี้ ถือว่าศาลอุทธรณ์ให้ฟ้องใหม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148(3) เหมือนกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องอาญาฐานยักยอกทรัพย์ไม่สมบูรณ์ หากไม่ระบุวันเวลาที่กระทำผิดชัดเจน
โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยยักยอกข้าวสารของโจทก์แต่ในฟ้องระบุแต่เพียงวันที่จำเลยได้รับมอบข้าวไปจากโจทก์ มิได้ระบุวันเวลาที่หาว่าจำเลยยักยอกข้าวไว้เลย และจะตีความว่าโจทก์หาเอาวันที่มอบข้าวเป็นวันกระทำผิดก็ไม่ได้แล้วก็ต้องถือว่าฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎ หมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความไม่สมบูรณ์ของฟ้องอาญาคดีลักทรัพย์ เนื่องจากการระบุวันเวลาการกระทำผิดไม่ชัดเจน
โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยยักยอกข้าวสารของโจทก์ แต่ในฟ้องระบุแต่เพียงวันที่จำเลยได้รับมอบข้าวไปจากโจทก์ มิได้ระบุวันเวลาที่หาว่า จำเลยยักยอกข้าวไว้เลย และจะตีความว่าโจทก์หาเอาวันที่มอบข้าวเป็นวันกระทำผิด ก็ไม่ได้แล้ว ก็ต้องถือว่าฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ตั๋วปลอมคือตั๋วที่พิมพ์โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ใช้แท่นพิมพ์เดียวกันกับของแท้ ก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
ตั๋วรถรางอันแท้จริงนั้นบริษัทไฟฟ้า ผู้สั่งพิมพ์ได้รับไปจากโรงพิมพ์และได้จ่ายให้คนรถรางเก็บเงินโดยสารลงบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนตั๋วของกลางนี้ได้ถูกพิมพ์ขึ้นอีกชุดหนึ่งต่างหาก โดยบริษัทหาได้สั่งให้โรงพิมพ์ พิมพ์ไม่ แม้จะพิมพ์จากแท่นพิมพ์อันเดียวกันกับตั๋วที่แท้จริงก็ตาม ก็ไม่ใช่ตั๋วอันแท้จริง แต่เป็นตั๋วที่พิมพ์เทียมขึ้นโดยเจตนาจะให้ผู้อื่นหลงว่าเป็นของแท้นับว่าเป็นตั๋วปลอมตามกฎหมาย จำเลยขายตั๋วนี้ไป 5 ม้วนเป็นความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ตั๋วปลอมคือตั๋วที่พิมพ์เทียม แม้ใช้แท่นพิมพ์เดียวกันกับของแท้ หากไม่มีคำสั่งพิมพ์จากเจ้าของ
ตั๋วรถรางอันแท้จริงนั้นบริษัทไฟฟ้า ผู้สั่งพิมพ์ได้รับไปจากโรงพิมพ์และได้จ่ายให้คนรถรางเก็บเงินโดยสารลงบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้วส่วนตัวของกลางนี้ถูกพิมพ์ขึ้นอีกชุดหนึ่งต่างหาก โดยบริษัทหาได้สั่งให้โรงพิมพ์พิมพ์ไม่ แม้จะพิมพ์จากแท่นพิมพ์อันเดียวกันกับตั๋วที่แท้จริงก็ตาม ก็ไม่ใช่ตั๋วอันแท้จริง แต่เป็นตั๋วที่พิมพ์เทียมขึ้นโดยเจตนาจะให้ผู้อื่นหลงว่าเป็นของแท้ นับว่าเป็นตั๋วปลอมตามกฎหมายจำเลยขายตั๋วนี้ไป 5 ม้วนเป็นความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2493

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเช่าที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจคานเรือ ไม่เข้าข่ายคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ
โจทก์ฟ้องกล่าวว่า จำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อทำคานเรือ จำเลยให้การรับในข้อนี้แล้ว ให้การต่อไปอีกว่า ที่ซึ่งจำเลยเช่านี้ใช้ทำเป็นคานเรือและปลูกสร้างโรงเรือนใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจการค้ามาก่อนโจทก์ซื้อ ถือว่าคำให้การดังกล่าวไม่แสดงว่าจำเลยเช่าเป็นที่อยู่อาศัยอันจะอยู่ในข่ายคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯลฯ คดีจึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะพึงอ้างว่าได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ
จำเลยรับว่าอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยอ้างความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ซึ่งฟังไม่ได้ โจทก์ไม่จำต้องสืบถึงการละเมิดและค่าเสียหายที่ฟ้อง ถือว่าจำเลยไม่ต่อสู้ว่า ตนมีสิทธิจะอยู่ได้อย่างไรและไม่ได้ยกข้อคำนวณค่าเสียหายขึ้นต่อสู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเช่าหมดอายุ - การคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า - การฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย
โจทก์ฟ้องกล่าวว่าจำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อทำคานเรือ จำเลยให้การรับในข้อนี้แล้วให้การต่อไปอีกว่าที่ซึ่งจำเลยเช่านี้ใช้ทำเป็นคานเรือและปลูกสร้างโรงเรือน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบธุระกิจการค้ามาก่อนโจทก์ซื้อ ถือว่าคำให้การดังกล่าวไม่แสดงว่าจำเลยเช่าเป็นที่อยู่อาศัยอันจะอยู่ในข่ายคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ คดีจึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะพึงอ้างว่าได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ
จำเลยรับว่าอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยอ้างความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่าฯ ซึ่งฟังไม่ได้โจทก์ไม่จำต้องสืบถึงการละเมิดและค่าเสียหายที่ฟ้องถือว่าจำเลยไม่ต่อสู้ว่า ตนมีสิทธิจะอยู่ได้อย่างไรและไม่ได้ยกข้อคำนวณค่าเสียหายขึ้นต่อสู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาทุจริตในความผิดฐานฉ้อโกง ไม่จำเป็นต้องระบุในฟ้องโดยตรง หากพฤติการณ์ตามฟ้องแสดงเจตนาได้ชัดเจน
ฟ้องความผิดฐานฉ้อโกงนั้นจะต้องปรากฎว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตอันเป็นองค์แห่งความผิดอยู่ด้วยแต่หาจำเป็นถึง กับจะต้องระบุถ้อยคำว่า มีเจตนาทุจริตลงในฟ้องโดยตรงเสมอไปไม่ หากฟ้องกล่าวข้อความซึ่งเมื่อพิเคราะห์ทั้งหมดมีความหมายพอให้เข้าใจได้ว่า จำเลยมีเจตนาทุจริต ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ซึ่งทั้งนี้จะต้องพิเคราะห์ตามฟ้องเป็นเรื่อง ๆ ไป
ฟ้องฐานฉ้อโกงที่ไม่มีคำว่าทุจริตในฟ้อง แต่มีความหมายพอให้เข้าใจได้ว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตซึ่งถือว่าเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ฐานฉ้อโกง
of 344