พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,437 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การงดสืบพยานโดยความสมัครใจของจำเลย และผลกระทบต่อการสืบพยานโจทก์ในภายหลัง
ในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยมีหน้าที่สืบพยานก่อน จำเลยก็รับรองไม่คัดค้าน จนสืบพยานจำเลยไป 4 ปาก แล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำพยานจำเลยว่า ที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับขออ้างตราจองประกอบการวินิจฉัย ส่วนพยานอื่นๆ ของดสืบต่อไป ดังนี้ เป็นการของดสืบพยานจำเลยโดยความสมัครใจของจำเลยเอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาคดีนั้น ต้องถือว่าเป็นการสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่จะสืบต่อไป ฉะนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่นั้น ก็หมายความว่า ให้สืบพยานโจทก์ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดไว้นั้นต่อไปเท่านั้น และเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยก็มิได้แถลงหรือคัดค้านจะขอสืบพยานจำเลยต่อไปแต่อย่างใด จนเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วจำเลยจึงแถลงขอสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนี้ ศาลสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาคดี จึงเป็นการชอบแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องฉ้อโกงต้องระบุรายละเอียดความเท็จที่ชัดเจน มิฉะนั้นถือเป็นฟ้องไม่สมบูรณ์
ฟ้องหาว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงนั้น ถ้าในฟ้องมิได้บรรยายว่าความจริงเป็นอย่างไร หรือเพียงไหนแล้วก็ย่อมไม่อาจเป็นที่เข้าใจได้ว่าข้อความที่กล่าวนั้นเป็นเท็จทุกตอนทุกถ้อยคำจึงต้องถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ระบุความพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องฉ้อโกงต้องระบุรายละเอียดความเท็จให้ชัดเจน มิฉะนั้นถือเป็นฟ้องที่ไม่ระบุความพอสมควร
ฟ้องหาว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงนั้น ถ้าในฟ้องมิได้บรรยายว่าความจริงเป็นอย่างไร หรือเพียงไหนแล้ว ก็ย่อมไม่อาจเป็นที่เข้าใจได้ว่าข้อความที่กล่าวนั้นเป็นเท็จทุกตอนทุกถ้อยคำ จึงต้องถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ระบุความพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัยการมีหน้าที่นำตัวจำเลยมาศาลเมื่อยื่นฟ้อง หากไม่ทำ ศาลไม่รับประทับฟ้อง
อัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทางอาญาและยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับจำเลย เพราะได้เคยฝากศาลขังไว้ในระหว่างสอบสวนจนพนักงานอัยการขอให้ศาลปล่อยไปแล้วนั้น ศาลย่อมไม่รับประทับฟ้องเพราะอัยการมีหน้าที่จะต้องจัดการให้ตัวจำเลยมาศาลเวลายื่นฟ้อง ตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 515/2491
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัยการต้องจัดการให้จำเลยมาศาลเมื่อยื่นฟ้อง หากไม่ทำ ศาลไม่รับประทับฟ้อง
อัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทางอาญา และยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับจำเลย เพราะได้เคยฝากศาลขังไว้ในระหว่างสอบสวนจนพนักงานอัยการขอให้ศาลปล่อยไปแล้วนั้น ศาลย่อมไม่รับประทับฟ้องเพราะอัยการมีหน้าที่จะต้องจัดการให้ตัวจำเลยมาศาลเวลายื่นฟ้อง ตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 515/2491
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องของกระทรวงพาณิชย์ในสัญญาที่ทำโดยองค์การจัดซื้อฯ ที่มิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
กระทรวงพาณิชย์สั่งให้ผู้อำนวยการองค์การจัดซื้อสิ่งของ จัดหาช่างทำเคียว จำเลยประมูลได้ กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งผู้อำนวยการองค์การนี้ เป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปได้ ผู้อำนวยการจึงทำสัญญากับจำเลยโดย "องค์การจัดซื้อสิ่งของๆ กระทรวงพาณิชย์" กับจำเลยและผู้อำนวยการองค์การเป็นผู้ลงนามในช่องผู้จ้าง ดังนี้ เมื่อองค์การจัดซื้อสิ่งของไม่ใช่นิติบุคคลก็ต้องถือว่าผู้อำนวยการองค์การทำสัญญาในฐานะเป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์
การที่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยทำเคียวเกี่ยวข้าวนั้นไม่เป็นการแจ้งชัดในตัวว่าเป็นการค้าอันเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของกระทรวงพาณิชย์ ดังเช่น การรับจ้างขนส่งน้ำตาลตามที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 950/2491และจำเลยก็มิได้ต่อสู้ว่า อยู่นอกวัตถุประสงค์ ฉะนั้นเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยเช่นนี้ จะว่าเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ ถ้าจำเลยผิดสัญญา กระทรวงพาณิชย์ก็มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
การที่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยทำเคียวเกี่ยวข้าวนั้นไม่เป็นการแจ้งชัดในตัวว่าเป็นการค้าอันเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของกระทรวงพาณิชย์ ดังเช่น การรับจ้างขนส่งน้ำตาลตามที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 950/2491และจำเลยก็มิได้ต่อสู้ว่า อยู่นอกวัตถุประสงค์ ฉะนั้นเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยเช่นนี้ จะว่าเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ ถ้าจำเลยผิดสัญญา กระทรวงพาณิชย์ก็มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องคดีของกระทรวงพาณิชย์เมื่อทำสัญญาผ่านองค์การจัดซื้อฯ ที่ไม่ใช่ นิติบุคคล
กระทรวงพาณิชย์สั่งให้ผู้อำนวยการองค์การจัดซื้อสิ่งของ ๆ จัดหาช่างทำเคียว จำเลยประมูลได้กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งผู้อำนวยการองค์การนี้เป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในเรื่องนี้ ต่อไปได้ ผู้อำนวยการจึงทำสัญญากับจำเลยโดย "องค์การจัดซื้อสิ่งของ ๆ กระทรวงพาณิชย์" กับจำเลยและผู้อำนวยการองค์การเป็นผู้ลงนามในช่องผู้จ้าง ดังนี้เมื่อองค์การจัดซื้อสิ่งของไม่ใช่นิติบุคคล ก็ต้องถือว่าผู้อำนวยการทำสัญญาในฐานะเป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์
การที่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยทำเคียวเกี่ยวข้าวนั้นไม่เป็นการค้าอันเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของกระทรวง พาณิชย์ดังเช่น การรับจ้างขนส่งน้ำตาล ตามที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 950/2491 และจำเลยก็มิได้ต่อสู้ว่าอยู่นอกวัตถุประสงค์ฉะนั้นเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยเช่นนี้ จะว่าเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ ถ้าจำเลยผิดสัญญา กระทรวงพาณิชย์ก็มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
การที่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยทำเคียวเกี่ยวข้าวนั้นไม่เป็นการค้าอันเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของกระทรวง พาณิชย์ดังเช่น การรับจ้างขนส่งน้ำตาล ตามที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 950/2491 และจำเลยก็มิได้ต่อสู้ว่าอยู่นอกวัตถุประสงค์ฉะนั้นเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์จ้างจำเลยเช่นนี้ จะว่าเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ ถ้าจำเลยผิดสัญญา กระทรวงพาณิชย์ก็มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์การกระทำผิดฐานขนย้ายข้าว ต้องแสดงให้เห็นประกาศเขตห้าม และจำเลยทราบประกาศนั้น
ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าวพ.ศ. 2489 มาตรา 10 นั้น จะต้องได้ความว่าคณะกรรมการฯ ได้ประกาศกำหนดเขตห้ามการขนย้ายข้าวไว้และจำเลยได้ทราบประกาศนั้น ฉะนั้นเมื่อตามท้องสำนวนไม่ปรากฏเลยว่าคณะกรรมการตาม พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าวได้ออกประกาศเกี่ยวแก่การกักกันข้าวในเขตจังหวัดที่ฟ้องจำเลยว่าอย่างใด แม้แต่สำเนาประกาศก็ไม่มีในสำนวน หรือแม้แต่จะกล่าวในฟ้องว่าได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ไม่ได้กล่าว ตลอดจนเมื่อสืบพยานก็ไม่ได้นำสืบว่าได้มีประกาศอย่างไร จึงไม่มีทางที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ (อ้างฎีกาที่ 1176/2492)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษตาม พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าว ต้องพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทราบประกาศห้ามขนย้ายข้าว
ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าว 2489 มาตรา 10 นั้นจะต้องได้ความว่าคณะกรรมการฯ ได้ประกาศกำหนดเขตต์ห้ามการขนย้ายข้าวไว้และจำเลยได้ทราบประกาศนั้น ฉะนั้นเมื่อตามท้องสำนวนไม่ปรากฎเลยว่าคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าวได้ออกประกาศเกี่ยวแก่การกักกันข้าวในเขตต์จังหวัดที่ฟ้องจำเลยว่าอย่างใด แม้แต่สำเนาประกาศก็ไม่มีในสำนวนหรือแม้แต่จะกล่าวในฟ้องว่าได้ประกาสในราชกิจจานุเบกษาก็ไม่ได้กล่าว ตลอดจนเมื่อสืบพยานก็ไม่ได้นำสืบว่าได้มีประกาศอย่างไร จึงไม่มีทางที่จะฟังลงโทษจำเลยได้
(อ้างฎีกาที่ 1176/2492)
(อ้างฎีกาที่ 1176/2492)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองปรปักษ์: สิทธิครอบครองตามมาตรา 1369/1370 ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ต้องพิสูจน์เจตนาเป็นเจ้าของ
โจทก์ฟ้องว่า มารดาจำเลยได้ทำสัญญาแบ่งขายที่ดินมีโฉนดให้โจทก์โจทก์ครอบครองมากว่า 10 ปีแล้ว มารดาจำเลยตาย ขอแสดงกรรมสิทธิ์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นสัญญาจะขายโจทก์ฟ้องขาดอายุความ และว่าโจทก์ครอบครองโดยอาศัยบิดามารดาจำเลยไม่ใช่ครอบครองปรปักษ์ ทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ดังนี้ถือว่าจำเลยรับเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองตามมาตรา1369,1370 เท่านั้น ไม่ใช่ครอบครองปรปักษ์ โจทก์จะต้องนำสืบว่า ได้ครอบครองปรปักษ์ดังฟ้องตามมาตรา 1382 หากไม่สืบโจทก์ต้องแพ้คดี (อ้างฎีกาที่ 521/2493)