พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,437 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิจารณาคดีอาญาเฉพาะจำเลยที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ กรณีจำเลยบางส่วนไม่ได้รับ
ในคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัวจำเลยไปโจทก์อุทธรณ์ แต่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยได้คนเดียว จำเลยอีกคนหนึ่งส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ไม่ได้นั้น ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิจารณาคดีเฉพาะตัวจำเลยที่รับอุทธรณ์แล้วต่อไป ไม่ควรจะสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เสียทั้งหมด ถ้าศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดีเสียทั้งสองคน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาคดีเฉพาะตัวจำเลยที่รับอุทธรณ์แล้วต่อไปได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1034/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอนฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายก่อนศาลฎีกาพิพากษา ทำให้จำหน่ายคดีและปล่อยตัวจำเลย
ในคดีความผิดต่อส่วนตัวระหว่างฎีกาก่อนอ่านคำพิพากษาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์และขอถอนคำฟ้องไม่ขอเอาความแก่จำเลยต่อไป อัยการโจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาย่อมอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 35 วรรคท้าย ให้จำหน่ายคดีและให้ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1016/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย: ความผิดฐานสมคบคิด vs. ความผิดส่วนบุคคล
ผู้ตายเมาสุราพูดจาท้าทายใครต่อใครในงาน อันเป็นการก่อกวนโทสะแก่บุคคลที่อยู่ที่นั้นทุกคน จำเลยที่ 1-2-3 มีส่วนเป็นเจ้าของงานแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ใช้ไม้ตีผู้ตาย 1 ที ไม่ถึงบาดเจ็บจำเลยที่ 2 เอามีดฟันอีก 1 ทีถึงบาดเจ็บ แล้วจำเลยที่ 3 เอามีดแทงผู้ตาย 1 ที ถูกที่หน้าท้องไส้ทะลักออกมาและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลที่ถูกแทงภายหลังนี้แผลเดียว ดังนี้จะฟังว่าจำเลยทั้ง 3 คนสมคบกันฆ่าผู้ตาย ยังไม่ถนัด เพราะการที่จำเลยที่ 3 เข้ามาและใช้มีดแทงผู้ตายภายหลังนั้น จำเลยที่ 1-2 อาจไม่รู้เห็นด้วยก็ได้จำเลยที่ 3 ควรมีผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 1-2 ควรมีผิดแต่เพียงเท่าที่ตนกระทำแต่ละคน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1016/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย: ความผิดฐานสมคบกันฆ่า vs. ฆ่าคนตายโดยเจตนา
ผู้ตายเมาสุราพูดจาท้าทายใครต่อใครในงาน อันเป็นการก่อกวนโทษะแก่บุคคลที่อยู่ที่นั่นทุกคน จำเลยที่ 1-2-3 มีส่วนเป็นเจ้าของงานแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ใช้ไม้ตีผู้ตาย 1 ที ไม่ถึงบาดเจ็บ จำเลยที่ 2 เอามีดฟันอีก 1 ทีถึงบาดเจ็บ แล้วจำเลยที่ 3 เอามีดแทงผู้ตาย 1 ที ถูกที่หน้าท้องไส้ทะลักออกมาและถึงแก่ความตาย เพราะบาดแผลที่ถูกแทงภายหลังนี้แบบเดียวดังนี้จะฟังว่าจำเลยทั้ง 3 คนสมคบกันฆ่าผู้ตายยังไม่ถนัด เพราะการที่จำเลยที่ 3 เข้ามาและใช้มีดแทงผู้ตายภายหลังนั้น จำเลยที่ 1-2 อาจไม่รู้เห็นด้วยก็ได้ จำเลยที่ 3 ควรมีผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาคนเดียวส่วนจำเลยที่ 1-2 ควรมีผิดแต่เพียงเท่าที่ตนกระทำแต่ละคน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับชำระหนี้ตามลำดับก่อนหลัง และการไม่สามารถอ้างเหตุพ้นวิสัยเพื่อเลี่ยงการชำระหนี้
คำพิพากษาของศาลบังคับให้จำเลยโอนขายนากับเรือนให้โจทก์ ถ้าไม่สามารถโอนขายได้จึงให้คืนเงิน ดังนี้เป็นการกำหนดให้กระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ ไม่ใช่เป็นการกระทำหลายอย่างอันลูกหนี้จะพึงเลือกได้ตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 198
การที่จำเลยเอาทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์ไว้ไม่ทำให้การโอนขายที่ดินและเรือนเป็นอันพ้นวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำ เลยยกขึ้นอ้างว่า ไม่สามารถจะโอนขายที่ดินและเรือนได้ฉะนั้นโอกาศที่จำเลยจะขอคืนเงินให้โจทก์ จึงยังไม่อาจเกิดขึ้น
การที่จำเลยเอาทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์ไว้ไม่ทำให้การโอนขายที่ดินและเรือนเป็นอันพ้นวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำ เลยยกขึ้นอ้างว่า ไม่สามารถจะโอนขายที่ดินและเรือนได้ฉะนั้นโอกาศที่จำเลยจะขอคืนเงินให้โจทก์ จึงยังไม่อาจเกิดขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การชำระหนี้ตามคำพิพากษา: โอนทรัพย์ก่อนคืนเงิน, การจำนองไม่เป็นเหตุให้ไม่ต้องชำระหนี้
คำพิพากษาของศาลบังคับให้จำเลยโอนขายนากับเรือนให้โจทก์ถ้าไม่สามารถโอนขายได้จึงให้คืนเงิน ดังนี้ เป็นการกำหนดให้กระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ ไม่ใช่เป็นการกระทำหลายอย่างอันลูกหนี้จะพึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198
การที่จำเลยเอาทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์ไว้ไม่ทำให้การโอนขายที่ดินและเรือนเป็นอันพ้นวิสัย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยยกขึ้นอ้างว่า ไม่สามารถจะโอนขายที่ดินและเรือนได้ฉะนั้นโอกาสที่จำเลยจะขอคืนเงินให้โจทก์ จึงยังไม่อาจเกิดขึ้น
การที่จำเลยเอาทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์ไว้ไม่ทำให้การโอนขายที่ดินและเรือนเป็นอันพ้นวิสัย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยยกขึ้นอ้างว่า ไม่สามารถจะโอนขายที่ดินและเรือนได้ฉะนั้นโอกาสที่จำเลยจะขอคืนเงินให้โจทก์ จึงยังไม่อาจเกิดขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำ: การเรียกร้องค่าใช้จ่ายหลังศาลตัดสินคดีเดิมแล้ว ถือเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง
ในคดีก่อนโจทก์ถูกทายาทของผู้ตายฟ้องเรียกทรัพย์มฤดกของผู้ตายจากโจทก์ ๆ ต่อสู้ว่ามีส่วนได้ด้วย และต่อสู้ว่าได้เสียค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ ค่าปลงศพผู้ตายไป ถ้าศาลพิพากษาให้ทายาทชนะคดีก็ขอให้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้โจทก์ด้วย ศาลพิพากษาให้ทายาทผู้ตายชนะคดี โดยไม่หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้โจทก์ เพราะวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกโจทก์ไม่ฎีกาต่อไป กลับมาฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่ทายาทผู้ตายเป็นคดีใหม่อีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 148
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำ: การเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่เคยต่อสู้ในคดีเดิมแล้ว ศาลถือเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย
ในคดีก่อนโจทก์ถูกทายาทของผู้ตายฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายจากโจทก์ โจทก์ต่อสู้ว่ามีส่วนได้ด้วย และต่อสู้ว่าได้เสียค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ ค่าปลงศพผู้ตายไป ถ้าศาลพิพากษาให้ทายาทชนะคดีก็ขอให้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้โจทก์ด้วย ศาลพิพากษาให้ทายาทผู้ตายชนะคดี โดยไม่หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้โจทก์เพราะวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกโจทก์ไม่ฎีกาต่อไป กลับมาฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่ทายาทผู้ตายเป็นคดีใหม่อีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2493
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแจ้งความเท็จ: ฟ้องโดยระบุความเท็จโดยอ้อม เพียงพอต่อการดำเนินคดี หากข้อเท็จจริงตามฟ้องแสดงให้เห็นความเท็จได้ชัดเจน
การฟ้องหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น แม้จะไม่ได้กล่าวว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยตลอดแล้ว เป็นอันเข้าใจได้ว่า ความจริงมีอย่างใดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าความจริงเป็นอย่างไรอีก เพราะเป็นอันเข้าใจได้อยู่แล้ว นับว่าเป็นฟ้องที่ถูกต้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2493 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิการเฉลี่ยทรัพย์จากสัญญากู้สมยอม: ศาลจำกัดสิทธิเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรง
จำเลยสมยอมกันทำสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องศาล ทำสัญญายอมความกัน แล้วจำเลยผู้ขนะคดีมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ยึดทรัพย์มาโจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนสัญญากู้ สัญญายอมความอีกทั้งคำพิพากษาตามยอมและขอให้จำเลยถอนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เสียนั้น ความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์ ก็คือจะไม่ให้จำเลยมีสิทธิได้รับส่วนเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์ได้ยึดไว้ ฉะนั้นศาลจึ่งพิพากษาแต่เพียงว่า จำเลยจะอ้างสิทธิตามสัญญากู้และสัญญายอมความอีกทั้งคำพิพากษาตามยอมในคดีที่สมยอมกันนั้นมาขอเฉลี่ย ทรัพย์ที่โจทก์ยึดในอีกคดีหนึ่งไม่ได้ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนสัญญาตามคำขอของโจทก์ เพราะผลคำพิพากษาในคดีของจำเลยนั้นเป็นเรื่องระหว่างจำเลยด้วยกัน