พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,437 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1039/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำสัญญาเช่าที่ดินโดยมารดาผู้ไม่ได้รับมอบอำนาจ สิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์
โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยได้ทำสัญญาเช่าจากมารดาโจทก์ขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อไม่ได้ความว่า โจทก์ได้แต่งตั้งมารดาโจทก์เป็นตัวแทน จะเป็นโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยาย ดังนี้ จะฟังว่ามารดาโจทก์เป็นตัวแทนของโจทก์ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลื่อนนัดสืบพยานเพื่อสอบถามการให้การเพิ่มเติมของจำเลย ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยเหตุผลที่โจทก์ขอเลื่อน
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในวันที่ 26 มิถุนายน 2490 ครั้นถึงวันนัดพิจารณา จำเลยให้การว่า ตามที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องเรื่องเพิ่มโทษว่า เคยต้องโทษจริง แต่พ้นโทษมาเกิน 5 ปีแล้ว โจทก์ไม่ได้ระบุพยานและไม่มีพยานมาสืบในข้อที่จำเลยเคยต้องโทษในวันนัด ดังนี้ ศาลไม่ควรสั่งงดสืบพยานโจทก์ เพราะเมื่อก่อนได้ทราบคำให้การจำเลย โจทก์ไม่ทราบประเด็นที่จะต้องสืบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเลื่อนนัดสืบพยานเพื่อรับฟังคำให้การจำเลยเพิ่มเติม และอำนาจศาลในการอนุญาตเลื่อนนัด
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2490 ครั้นถึงวันนัดพิจารณา จำเลยให้การว่าตามที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้อง เรื่อง เพิ่มโทษว่าเคยต้องโทษจริงแต่พ้นโทษมาเกิน 5 ปี แล้ว โจทก์ไม่ได้ระบุพยานและไม่มีพยานมาสืบในข้อที่จำเลยเคยต้องโทษในวันนัด ดังนี้ศาลไม่ควรจะสั่งงดสืบพยานโจทก์ เพราะเมื่อก่อนได้ทราบคำให้การจำเลยโจทก์ไม่ทราบประเด็นที่จะต้องสืบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การคุ้มครองค่าเช่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า 2489: กรณีเช่าเพื่อค้า ไม่ได้รับความคุ้มครอง
พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน 2489 คุ้มครองการเช่าที่ใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย คือว่า เมื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ก็ไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้ใช้เป็นที่ประกอบธุรกิจอย่างอื่นอีกหรือไม่ จะเป็นส่วนประธานหรืออุปกรณ์ไม่ต้องคำนึงถึง (อ้างฎีกา 591/2491)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าช่วงไปเพื่อทำการค้า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าช่วงทำการค้ามาหลายปี หาได้เถียงว่าเป็นการเช่าอยู่อาศัยไม่ต้องถือว่า จำเลยเช่าห้องนี้เพื่อทำการค้า มิใช่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยเลย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าดังกล่าวข้างต้น
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าช่วงไปเพื่อทำการค้า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าช่วงทำการค้ามาหลายปี หาได้เถียงว่าเป็นการเช่าอยู่อาศัยไม่ต้องถือว่า จำเลยเช่าห้องนี้เพื่อทำการค้า มิใช่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยเลย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าดังกล่าวข้างต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การคุ้มครองค่าเช่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า 2489: การเช่าเพื่อค้าไม่ได้รับความคุ้มครอง
พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน 2489 คุ้มครองการเช่าที่ใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย คือว่า เมื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ก็ไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้ใช้เป็นที่ประกอบธุรกิจอย่างอื่นอีกหรือไม่ จะเป็นส่วนประธานหรืออุปกรณ์ไม่ต้องคำนึงถึง
(อ้างฎีกา 581/2491)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าช่วงไปเพื่อทำการค้า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าช่วงทำการค้ามาหลายปี หาได้เถียงว่าเป็นการเช่าอยู่อาศัยไม่ต้องถือว่า จำเลยเช่าห้องนี้เพื่อทำการค้า มิใช่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยเลย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าดังกล่าวข้างต้น
(อ้างฎีกา 581/2491)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าช่วงไปเพื่อทำการค้า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าช่วงทำการค้ามาหลายปี หาได้เถียงว่าเป็นการเช่าอยู่อาศัยไม่ต้องถือว่า จำเลยเช่าห้องนี้เพื่อทำการค้า มิใช่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยเลย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าดังกล่าวข้างต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1021/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การคืนหลักประกันหลังคดีถึงที่สุด แม้จะมีการอุทธรณ์ระหว่างดำเนินคดี
คดีอาญา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1021/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การคืนหลักประกันเมื่อคดีถึงที่สุด แม้มีการอุทธรณ์ระหว่างดำเนินคดี
คดีอาญา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาของจำเลยที่ยื่นโดยทนายร่วมกัน โดยจำเลยบางส่วนไม่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และการไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
จำเลยทั้งหมดได้แต่งตั้งให้ทนายคนเดียวกันเป็นทนายของจำเลยทุกคน ทนายจำเลยเป็นผู้ลงนามในฟ้องฎีกา ต้องถือว่าเป็นฟ้องฎีกาของจำเลย ผู้ที่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วและได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเท่านั้น
ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะฟ้องของโจทก์ไม่เป็นองค์แห่งความผิด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นองค์แห่งความผิด ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา มิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ถูกต้องตรงไหน กลับเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างนำสืบมาว่า จะควรฟังอย่างไร ดังนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัย
ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 5 มิถุนายน 2491 ยื่นฎีกาวันที่ 5 กรกฎาคม 2491 หาขาดอายุความไม่
ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะฟ้องของโจทก์ไม่เป็นองค์แห่งความผิด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นองค์แห่งความผิด ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา มิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ถูกต้องตรงไหน กลับเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างนำสืบมาว่า จะควรฟังอย่างไร ดังนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัย
ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 5 มิถุนายน 2491 ยื่นฎีกาวันที่ 5 กรกฎาคม 2491 หาขาดอายุความไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาโดยทนายร่วม: การยื่นฎีกาของจำเลยบางส่วนมีผลผูกพันจำเลยอื่นหรือไม่ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัย
จำเลยทั้งหมดได้แต่งตั้งให้ทนายคนเดียวกันเป็นทนายของจำเลยทุกคนทนายจำเลยเป็นผู้ลงนามในฟ้องฎีกา ต้องถือว่าเป็นฟ้องฎีกาของจำเลยผู้ที่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วและได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเท่านั้น
ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะฟ้องของโจทก์ไม่เป็นองค์แห่งความผิดศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นองค์แห่งความผิด ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกามิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ถูกต้องตรงไหนกลับเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างนำสืบมาว่าจะควรฟังอย่างไรดังนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัย
ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 5 มิถุนายน 2491 ยื่นฎีกาวันที่ 5 กรกฎาคม 2491 หาขาดอายุความไม่
ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะฟ้องของโจทก์ไม่เป็นองค์แห่งความผิดศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นองค์แห่งความผิด ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกามิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ถูกต้องตรงไหนกลับเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างนำสืบมาว่าจะควรฟังอย่างไรดังนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัย
ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 5 มิถุนายน 2491 ยื่นฎีกาวันที่ 5 กรกฎาคม 2491 หาขาดอายุความไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1019/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การประเมินความสาหัสของบาดเจ็บเพื่อกำหนดฐานความผิดทางอาญา
บาดแผลของผู้เสียหายรักษา 1 เดือนเศษหาย ระหว่างแผลยังไม่หายเดินไปไหนมาไหนได้ ไม่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อแต่ทำงานหนักไม่ได้ แต่ 20 วันแล้วทำงานหนักได้ 20 วันไถนาได้แต่ไม่ปรกติแท้ ดังนี้ ยังฟังไม่ถนัดนักว่า บาดเจ็บนั้นจะถึงไม่สามารถจะประกอบการหาเลี้ยงชีพได้โดยปรกติเกิน 20 วัน จึงไม่เป็นบาดเจ็บสาหัสตามมาตรา 256
ศาลชั้นต้นลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 254 ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามมาตรา 256 เป็นแก้มาก ฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลชั้นต้นลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 254 ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามมาตรา 256 เป็นแก้มาก ฎีกาในข้อเท็จจริงได้