คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
เลขวณิชธรรมวิทักษ์

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,237 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 744/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำความผิดเดิม: โจทก์ฟ้องคดีซ้ำหลังจากศาลพิพากษาคดีเดิมเสร็จเด็ดขาดแล้ว ถือเป็นการฟ้องซ้ำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมหนังสือ ศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าฟ้องเคลือบคลุม โจทก์จึงฟ้องจำเลยหาว่า ปลอมหนังสืออันเป็นความผิดเรื่องเดียวกันในคดีก่อน ศาลสอบถามโจทก์ถึงข้อที่จำเลยคัดค้านเรื่องฟ้องเคลือบคลุมไม่ชัดแจ้ง โจทก์กลับยืนยันว่า ได้บรรยายฟ้องเพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เท่ากับโจทก์ยืนยันขอให้วินิจฉัยคดีว่า จำเลยจะมีความผิดตามคำกล่าวในฟ้องของโจทก์หรือไม่ ศาลก็ได้วินิจฉัยข้อหาตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จะรื้อฟื้นความผิดของจำเลยที่ได้ฟ้องจำเลยแล้วมาฟ้องอีกไม่ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 744/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฟ้องซ้ำความผิดเดิม: ศาลยกฟ้องเมื่อโจทก์ยืนยันฟ้องตามเดิม แม้ฟ้องใหม่
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมหนังสือ ศาลได้พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าฟ้องเคลือบคลุม โจทก์จึงฟ้องจำเลยหาว่าปลอมหนังสือ อันเป็นความผิดเรื่องเดียวกับในคดีก่อน ศาลสอบถามโจทก์ถึงข้อที่จำเลยคัดค้านเรื่องฟ้องเคลือบคลุมไม่ชัดแจ้ง โจทก์กลับยืนยันว่า ได้บรรยายฟ้องเพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วเท่ากับโจทก์ยืนยันขอให้วินิจฉัยคดีว่าจำเลยจะมีความผิดตามคำกล่าวในฟ้องของโจทก์หรือไม่ ศาลก็ได้วินิจฉัยข้อหาตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จะรื้อฟื้นความผิดของจำเลยที่ได้ฟ้องจำเลยแล้วมาฟ้องอีกไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องซ้ำในความผิดเดิม แม้บทลงโทษต่างกัน ศาลยกฟ้องตามหลักกฎหมายอาญามาตรา 39(4)
จำเลยนำเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จไปแจ้งและร้องเรียนต่อปลัดอำเภอว่า ฮ. กับพวกปล้นทรัพย์ ปลัดอำเภอจึงจับ ฮ.กับพวกควบคุมไว้ โจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานแจ้งความเท็จ ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว ดังนี้ โจทก์จะมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้ ฮ. กับพวกเสื่อมเสียอิสสระภาพไม่ได้เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดกฎหมายหลายบท โจทก์ได้เลือกฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามบทใดบทหนึ่งเสร็จไปแล้ว ต้องวินิจฉัยว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดของจำเลย ซึ่งโจทก์ได้เลือกฟ้องนั้นแล้ว ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 39 (4).

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องซ้ำในความผิดเดิม แม้จะใช้บทกฎหมายอื่น โจทก์เลือกฟ้องบทใดแล้วถือเป็นที่สุด
จำเลยนำเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จไปแจ้งและร้องเรียนต่อปลัดอำเภอว่า ฮ. กับพวกปล้นทรัพย์ปลัดอำเภอจึงจับฮ. กับพวกควบคุมไว้ โจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานแจ้งความเท็จ ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว ดังนี้โจทก์จะมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้ ฮ. กับพวกเสื่อมเสียอิสรภาพไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดกฎหมายหลายบท โจทก์ได้เลือกฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามบทใดบทหนึ่งเสร็จไปแล้ว ต้องวินิจฉัยว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดของจำเลยซึ่งโจทก์ได้เลือกฟ้องนั้นแล้วตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา39(4)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาและการป้องกันเกินสมควร ศาลฎีกาแก้ไขโทษจำคุก
ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลย 7 ปี 6 เดือน ตามมาตรา 249
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำการป้องกันแต่เกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 249,53 จำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงอาญาไว้ ดังนี้ เป็นการแก้มาก โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกระทำความผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนา และการป้องกันเกินสมควร ศาลฎีกาแก้ไขโทษจำคุก
ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลย 7 ปี 6 เดือน ตามมาตรา 249 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำการป้องกัน แต่เกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 249, 53 จำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงอาญาไว้ ดังนี้ เป็นการแก้มาก โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การวางเพลิงโดยเจตนา แม้ทรัพย์สินเสียหายเล็กน้อย ก็เป็นความผิดฐานวางเพลิง ไม่ใช่ทำให้เสียทรัพย์
ความผิดฐานวางเพลิงตามมาตรา 185 หมายความว่าเป็นการก่อวินาศภัยเป็นการใหญ่ โดยใช้เพลิงเผาผลาญเป็นลักษณะแห่งการกระทำให้เกิดหรือน่าจะเกิดภยันตราย หรือหวาดเสียวตื่นเต้นแก่สาธารณชน ถึงแม้จะเป็นผิดเพียงพยายามก็มีความผิดฐานพยายามวางเพลิง ไม่ใช่เรื่องทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 189
ส่วนความผิดตามมาตรา 189 นั้น สำหรับกรณีเล็กน้อยไม่เกี่ยวเป็นภยันตรายแก่สาธารณชนหรือผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งที่แท้เป็นเรื่องทำให้เสียทรัพย์นั่นเอง แต่โดยวิธีใช้ไฟเผา
การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการวางเพลิงจุดเผาทรัพย์ตามความในมาตรา 185 จะต้องดูถึงกิจการที่พึงกระทำนั้นว่า มีลักษณะเป็นเรื่องใหญ่หรือน้อยและอาจเกี่ยวแก่ภยันตรายของบุคคล หรือสาธารณชนหรือไม่มิใช่ดูแต่ราคาทรัพย์ที่เสียหายว่า ถ้าราคาน้อยแล้ว จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หามิได้
จำเลยใช้ตะเกียงจุดหญ้าที่มุงหลังคาเรือนจนไฟไหม้หญ้าคาไป 4 ตับโดยจำเลยมีเจตนาจุดเผาเรือนนั้น แม้ทรัพย์ที่ถูกเผาไหม้จะมีราคาเล็กน้อยก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการกระทำแก่ทรัพย์มีราคาเล็กน้อยไม่ได้ ด้วยกระทำแก่เคหะสถานทั้งหลัง จำเลยจึงมีความผิดฐานวางเพลิงสำเร็จแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การวางเพลิงโดยเจตนา แม้ทรัพย์สินเสียหายเล็กน้อย ก็ถือเป็นความผิดฐานวางเพลิง ไม่ใช่ทำให้เสียทรัพย์
ความผิดฐานวางเพลิงตามมาตรา 185 หมายความว่าเป็นการก่อวินาศภัยเป็นการใหญ่ โดยใช้เพลิงเผาผลาญเป็นลักษณะแห่งการกระทำให้เกิดหรือน่าจะเกิดภยันตราย หรือหวานเสียวตื่นเต้นแก่สาธารณะชนถึงแม้จะเป็นผิดเพียงพยายามก็มีความผิดฐานพยายามวางเพลิง ไม่ใช่เรื่องทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 189
ส่วนความผิดตามมาตรา 189 นั้น สำหรับกรณีย์เล็กน้อยไม่เกี่ยวเป็นภยันตรายแก่สาธารณะชนหรือผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งที่แท้เป็นเรื่องทำให้เสียทรัพย์นั่นเอง แต่โดยวิธีใช้ไฟเผา
การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการวางเพลิงจุดเผาทรัพย์ตามความในมาตรา 185 จะต้องดูถึงกิจการที่พึงกระทำนั้นว่า มีลักษณะเป็นเรื่องใหญ่หรือน้อยและอาจเกี่ยวแก่ภยันตรายของบุคคล หรือสาธารณะชนหรือไม่มิใช่ดูแต่ราคาทรัพย์ที่เสียหายว่า ถ้าราคาน้อยแล้ว จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หามิได้
จำเลยใช้ตะเกียงจุดหญ้าที่มุงหลังคาเรือนจนไฟไหม้หญ้าคาไป 4 ตับ โดยจำเลยมีเจตนาจุดเผาเรือนนั้น แม้ทรัพย์ที่ถูกเผาไหม้จะมีราคาเล็กน้อยก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการกระทำแก่ทรัพย์มีราคาเล็กน้อยไม่ได้ ด้วยกระทำแก่เคหะสถานทั้งหลัง จำเลยจึงมีความผิดฐานวางเพลิงสำเร็จแล้ว.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในทางทุจริตเรียกทรัพย์จากประชาชน แม้ไม่ใช่การปล้นทรัพย์ ก็มีความผิดตามกฎหมาย
จำเลยที่ 1 - 2 เป็นพลตำรวจ ได้สมคบกันไปจับผู้เสียหายมา 2 คน บอกว่าสงสัยว่าลักควายของจำเลยที่ 3 และใส่กุญแจมือพามาบ้านจำเลยที่ 4 ในระหว่างเดินทาง จำเลยที่ 1 ได้เอาปืนยาวตีศีรษะผู้เสียหายให้เอาเงินมาคนละ 300 บาท ถ้าไม่ให้จะฆ่าทิ้งเสียในคืนนี้ ผู้เสียหายยอมรับจะให้คนละ 250 บาท แต่เวลานั้นยังไม่มีเงิน จำเลยจึงบอกให้ผู้เสียหายขายควายและให้เอา เรือนที่บ้านและไร่ยาสูบขายฝากผู้อื่นไว้แล้วจำเลยที่ 1 ก็รับเอาเงินที่ขายควายและขายฝากเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบไปดังนี้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 270 และมาตรา 136 ฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจจริต หาใช่เป็นการปล้นทรัพย์ เพราะมิใช่การขู่เข็ญชิงเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของเจ้าทรัพย์ หากแต่เป็นการที่จำเลยบังคับให้เขาให้หรือให้เขาหาทรัพย์ หรือผลประโยชน์อันมิควรจะได้ตามกฎหมายมาให้แก่ตัวมันโดยมันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่บังคับโดยทางอันมิชอบ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 268, 270, 301 แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 270, 136 แต่โจทก์อ้างบทหรือมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 192 วรรค 4.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในทางทุจริต บังคับให้ได้ทรัพย์สินโดยมิชอบ ไม่ใช่ปล้นทรัพย์
จำเลยที่ 1-2 เป็นพลตำรวจ ได้สมคบกันไปจับผู้เสียหายมา 2 คน บอกว่าสงสัยว่าลักควายของจำเลยที่ 3 และใส่กุญแจมือพามาบ้านจำเลยที่ 4 ในระหว่างเดินทาง จำเลยที่ 1 ได้เอาปืนยาวตีศีรษะผู้เสียหายให้เอาเงินมาคนละ 300 บาท ถ้าไม่ให้จะฆ่าทิ้งเสียในคืนนี้ ผู้เสียหายยอมรับจะให้คนละ 250 บาท แต่เวลานั้นยังไม่มีเงิน จำเลยจึงบอกให้ผู้เสียหายขายควายและให้เอาเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบขายฝากผู้อื่นไว้แล้วจำเลยที่ 1 ก็รับเอาเงินที่ขายควายและขายฝากเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 270 และมาตรา 136 ฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริต หาใช่เป็นการปล้นทรัพย์ เพราะมิใช่การขู่เข็ญชิงเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของเจ้าทรัพย์ หากแต่เป็นการที่จำเลยบังคับให้เขาให้หรือให้เขาหาทรัพย์ หรือผลประโยชน์อันมิควรจะได้ตามกฎหมายมาให้แก่ตัวมันโดยมันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่บังคับโดยทางอันมิชอบ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 268,270,301 แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 270,136 แต่โจทก์อ้างบทหรือมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่
of 324