คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,225 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2495

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเช่าต่ออายุและการบอกเลิกสัญญาเช่าเมื่อผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สิน
ทำหนังสือสัญญาเช่าตึกกำหนดเวลาเช่ากันไว้ 3 ปี แล้วมีข้อตกลงกันในข้อหนึ่งว่า "เมื่อสัญญาฉะบับนี้ ได้ครบ 3ปีแล้ว ผู้ให้เช่าและผู้เช่าจะทำสัญญาเช่าฉะบับใหม่ต่อไปอีกเป็นเวลากำหนด 3 ปี" ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่คำมั่นของผู้ให้เช่าฝ่ายเดียว แต่ผู้เช่าเองก็ยอมตกลงจะทำสัญญาเช่าตามกำหนดนั้นเหมือนกัน จึงเป็นข้อตกลงผูกพันกันทั้งสองฝ่ายว่า จะต้องทำสัญญาเช่ากันต่อไปอีก 3 ปี แต่เมื่อครบ 3 ปีแล้ว ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าต่อไปอีก ก็ต้องถือว่าผู้เช่าและผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาต่อไปอีกไม่มีกำหนดเวลาตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา 570 เมื่อเป็นเช่นนี้ให้เช่าย่อมบอกเลิกการเช่าได้ตามมาตรา 566 ผู้เช่าจะอ้างข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวแล้วว่าสัญญาเช่าต่อมีกำหนด 3 ปี หาได้ไม่ เพราะสัญญาเช่าต่อที่มีกำหนด 3 ปี นั้น ยังมิได้เกิดมีขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2495

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เอกสารที่ยังมิได้ปิดอากรแสตมป์แต่ได้เสียอากรภายหลัง สามารถใช้เป็นพยานได้ หากสลักหลังเป็นเพียงการยืนยันการเสียอากร
จำเลยอ้างใบรับเงินเป็นพยานและได้คัดสำเนาให้ฝ่ายโจทก์แล้วแต่ปรากฏว่าใบรับเงินนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์ ต่อมาภายหลังจำเลยจึงนำใบรับเงินนั้นยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขอเสียอากร พนักงานเจ้าหน้าที่จึงสลักหลังให้ในใบรับเงินนั้นจำเลยจึงยื่นคำร้องขออ้างสลักหลังนี้เป็นพยานเพิ่มเติมในตอนจวนเสร็จการสืบพยานโจทก์โดยมิได้คัดสำเนาสลักหลังส่งให้โจทก์ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ดังนี้ ศาลก็ย่อมรับฟังเอกสารใบรับเงินนั้นเป็นพยานหลักฐานได้เพราะข้อความสลักหลังเป็นเพียงข้อความของเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ว่า ใบรับเงินนั้นได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้แล้วเท่านั้น จึงมิใช่เป็นเอกสารพยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยอ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เอกสารหลักฐานที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่ต่อมาได้ปิดและสลักหลัง ย่อมใช้เป็นหลักฐานได้
จำเลยอ้างใบรับเงินเป็นพยานและได้คัดสำเนาให้ฝ่ายโจทก์แล้ว แต่ปรากฎว่าใบรับเงินนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์ ต่อมาภายหลังจำเลยจึงนำใบรับเงินนั้นยื่นต่อพนนักงานเจ้าหน้าที่จึงสลักหลังให้ในใบรัลเงินนั้นจำเลยจึงยื่นคำร้องขออ้างสลักหลังนี้เป็นพยานเพิ่มเติมในตอนจวนเสร็จการสืบพยานโจทก์โดยมิได้คัดสำเนาสลักหลังส่งให้โจทก์ล่วง
หน้าตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 90 ดังนี้ ศาลก็ย่อมรับฟังเอกสารใบรับเงินนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ เพราะข้อความสลักหลังเป็นเพียงข้อความของเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ว่า ใบรับเงินนั้นได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้แล้วเท่านั้น จึงมิใช่เป็นเอกสารพยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยอ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6-8/2495

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิของผู้รับจำนองสุจริตที่จดทะเบียนสิทธิแล้ว ย่อมมีผลเหนือสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
ผู้มีชื่อในโฉนดขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น แล้วผู้อื่นไปจำนองไว้กับผู้รับจำนองโดยการจำนองนั้น กระทำกันโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตดังนี้ แม้ต่อมามีผู้ร้องมาฟ้องผู้มีชื่อในโฉนดกับผู้จำนอง จนศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนอง กับแสดงว่าผู้ร้องมีสิทธิหรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของในทางครอบครองที่ดินนี้ ก็ตามเมื่อผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนสิทธิไว้แต่อย่างใดแล้ว ผู้ร้องก็ย่อมจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตไม่ได้ และคำพิพากษาดังกล่าวผู้รับจำนองมิได้เป็นคู่ความด้วย คำพิพากษานั้นจึงไม่ผูกพันผู้รับจำนอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2494

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยกกรรมสิทธิ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากลายพิมพ์นิ้วมือหลอกลวง
มารดากับบุตรมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ภายหลังบุตรขอให้มารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ โดยอ้างว่าจะไปขึ้นเงินจำนองที่ดินรายนี้ ครั้นมารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ไปแล้ว บุตรกลับไปทำเป็นหนังสือมอบอำนาจของมารดาให้บุตรเป็นผู้จัดการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของมารดาให้แก่บุตร และบุตรได้ดำเนินการมาจนเจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมยกให้ที่ดินส่วนมารดาเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตร ดังนี้ มารดาย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการให้นี้ได้ เพราะถือได้ว่านิติกรรมการให้ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยกกรรมสิทธิที่ดินโดยไม่ชอบ การกดลายพิมพ์นิ้วมือโดยหลอกลวงถือเป็นโมฆะ
มารดากับบุตรมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินร่วมกัน ภายหลังบุตรขอให้มารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ โดยอ้างว่าจะไปขึ้นเงินจำนองที่ดินรายนี้ ครั้นมารดากดลายพิมพ์นิ้วมือให้ไปแล้ว บุตรกลับไปทำเป็นหนังสือมอบอำนาจของมารดาให้บุตรเป็นผู้จัดการยกกรรมสิทธิที่ดินส่วนของมารดาให้แก่บุตร และบุตรได้ดำเนินการมาจนเจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมยกให้ที่ดินส่วนมารดาเป็นกรรมสิทธิของบุตร ดังนี้ มารดาย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการให้นี้ได้ เพราะถือได้ว่านิติกรรมการให้ดั่งกล่าว เป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาต่างดอกเบี้ยและสิทธิครอบครองที่ดิน เมื่อครบกำหนดไม่ไถ่ถอน เจ้าของที่ดินย่อมสละสิทธิ
ทำสัญญากู้เงินเขามอบนาให้เขาทำกินต่างดอกเบี้ยโดยมีข้อสัญญากันว่า จะไถ่ถอนภายในกำหนด ถ้าไม่นำเงินมาไถ่ถอนตามกำหนดก็ให้ฝ่ายยึดถือที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิสืบไป ดังนี้เมื่อที่ดินนานั้นไม่มีหนังสือสำหรับสำหรับที่และไม่มีการไถ่ถอนภายในกำหนด ก็ย่อมต้องถือว่าผู้กู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสละสิทธิครอบครองมานั้นให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2494

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การสละสิทธิในที่ดินจากการไม่ไถ่ถอนตามสัญญา แม้ไม่มีหนังสือสำคัญ
ทำสัญญากู้เงินเขามอบนาให้เขาทำกินต่างดอกเบี้ย โดยมีข้อสัญญากันว่า จะไถ่ถอนภายในกำหนด ถ้าไม่นำเงินมาไถ่ถอนตามกำหนดก็ให้ฝ่ายยึดถือที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์สืบไป ดังนี้เมื่อที่ดินนานั้นไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่และไม่มีการไถ่ถอนภายในกำหนด ก็ย่อมต้องถือว่าผู้กู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสละสิทธิครอบครองนานั้นให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2494 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การซื้อขายที่ดินโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม และการใช้สิทธิไม่สุจริตของผู้ซื้อ
มารดาเอาที่ดินที่ตนและบุตรเป็นเจ้าของร่วมกันไปขอทำสัญญาขายให้แก่ผู้อื่น ทางอำเภอจึงประกาศโฆษณา การขาย บุตรจึงไปร้องคัดค้านจนทางอำเภอสั่งระงับการทำสัญญาซื้อขายไว้ผู้จะซื้อจึงเลี่ยงมาขออำนาจศาล ฟ้องมารดาให้โอนขายที่นั้นตามสัญญา แล้วทำยอมกัน ศาลพิพากษาให้โอนขายกันตามยอม แล้วแจ้งให้อำเภอทำสัญญาซื้อขายให้ ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าผู้ซื้อใช้สิทธิไม่สุจริต ผู้ซื้อจะเถียงว่าตนรับซื้อไว้โดยสุจริตควรได้สิทธิทางทะเบียนหาได้ไม่นิติกรรมซื้อขายนั้น ย่อมไม่ผูกพันที่ดินส่วนของบุตรด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2494

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การซื้อขายที่ดินโดยไม่สุจริตและผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินส่วนของผู้อื่น
มารดาเอาที่ดินที่ตนและบุตรเป็นเจ้าของร่วมกันไปขอทำสัญญาขายให้แก่ผู้อื่น ทางอำเภอจึงประกาศโฆษณาการขาย บุตรจึงไปร้องคัดค้านจนทางอำเภอสั่งระงับการทำสัญญาซื้อขายไว้ ผู้จะซื้อจึงเลี่ยงมาขออำนาจศาล ฟ้องมารดาให้โอนขายที่นั้นตามสัญญา แล้วทำยอมกัน ศาลพิพากษาให้โอนขายกันตามยอม แล้วแจ้งให้อำเภอทำสัญญาซื้อขายให้ ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าผู้ซื้อใช้สิทธิไม่สุจริต ผู้ซื้อจะเถียงว่าตนรับซื้อไว้โดยสุจริตควรได้สิทธิทางทะเบียนหาได้ไม่ นิติกรรมซื้อขายนั้นย่อมไม่ผูกพันที่ดินส่วนของบุตรด้วย
of 323