คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,225 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ผลผูกพันสัญญาปรานีประนอมยอมความ: สิทธิและหน้าที่ตามข้อตกลง การสละสิทธิเดิมเมื่อรับเงินชดเชย
เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาปราณีประนอมยอมความโดยยอมเลิกคดีกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง หรือที่จำเลยกล่าวในคำให้การก็ดี จะถือเอามาเป็นความจริงอย่างไร ในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาท้ายยอมนั้นไม่ได้ ศาลได้แต่จะพิเคราะห์ดูถึงเจตนาอันแท้จริงของโจทก์จำเลยตามข้อความเท่าที่ปรากฏอยู่ในสัญญายอมนั้นเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 950/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องของกระทรวงพาณิชย์จำกัดอยู่เฉพาะการควบคุมส่งเสริมการพาณิชย์ การกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ
กระทรวงพาณิชย์เป็นนิติบุคคลและตกอยู่ในกรอบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 กล่าวคือมีสิทธิและหน้าที่แต่เพียงภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของ กฎหมาย ดังมีกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม 2484 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม 2485 มาตรา17 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่าให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการพาณิชย์
คำว่า การพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงการแบ่งส่วนราชการในกระทรวงพาณิชย์ตามมาตรา 17 ตรี และพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการในกระทรวงพาณิชย์แล้ว ไม่มีกรมหรือส่วนราชการใดจัดไว้สำหรับ ทำการค้าหรือเพื่อหากำไร จึงต้องเข้าใจคำว่า การพาณิชย์อันเป็นอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ว่ามีความหมายเพียงแต่ในทางควบคุมส่งเสริมและสนับสนุนการพาณิชย์ของประเทศ
กระทรวงพาณิชย์เป็นโจทก์ฟ้องว่าสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดเป็นองค์การค้าส่วนหนึ่งของโจทก์ ไปทำสัญญาจ้างจำเลยขนส่งช่วงน้ำตาลโจทก์ไม่ได้แสดงว่ากิจการที่สำนักงานกลางบริษัทจังหวัดกระทำตกอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของกรมกองใดในกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดนี้ตั้งขึ้นเพียงควบคุมบริษัทจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่เพื่อทำการรับขนแล้วมาจ้างต่อ จึงเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของการตั้งสำนักงานกลางบริษัท แม้การกระทำจะกระทำในฐานะตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ แต่การนั้นอยู่นอกอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จึงหาก่อให้เกิดสิทธิแก่กระทรวงพาณิชย์แต่ประการใดไม่ กระทรวงพาณิชย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีดังกล่าวนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 950/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตอำนาจฟ้องของกระทรวงพาณิชย์: การกระทำนอกวัตถุประสงค์และการควบคุมส่งเสริมการพาณิชย์
กระทวงพาณิชย์เป็นนิติบุคคล และตกอยู่ในกรอบของประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา 69 กล่าวคือ มีสิทธิและหน้าที่แต่เพียงภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของ ก.ม. ดังมีกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงทะบวงกรม 2484 แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม 2485 มาตรา 17 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่าให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการพาณิชย์
คำว่า การพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงการแบ่งส่วนราชการในกระทรวงพาณิชย์ตามมาตรา 17 ตรี และ พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการในกระทรวงพาณิชย์แล้ว ไม่มีกรมหรือส่วนราชการใดจัดไว้สำหรับทำการค้าหรือเพื่อหากำไร จึงต้องเข้าใจคำว่า การพาณิชย์อันเป็นอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ว่า มีความหมายเพียงแต่ในทางควบคุมส่งเสริมและสนับสนุนการพาณิชย์ของประเทศ
กระทรวงพาณิชย์เป็นโจทก์ฟ้องว่า สำนักงานกลาบริษัทจังหวัด เป็นองค์การค้าส่วนหนึ่งของโจทก์ ไปทำสัญญาจ้างจำเลยขนส่งช่วงน้ำตาล โจทก์ไม่ได้แสดงว่ากิจการที่สำนักงานกลางบริษัทจังหวัดกระทำ ตกอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของกรมกองใดในกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า สำนักงานกลางบริษัทจังหวัดนี้ตั้งขึ้นเพียงควบคุมบริษัทจังหวัดต่าง ๆ ไม่ใช่เพื่อทำการรับขนแล้วมาจ้างต่อ จึงเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของการตั้งสำนักงานกลางบริษัท แม้การกระทำจะกระทำในฐานะตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ แต่การนั้นอยู่นอกอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ จึงหาก่อให้เกินสิทธิแก่กระทรวงพาณิชย์แต่ประการใดไม่ กระทรวงพาณิชย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีดังกล่าวนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การชำระหนี้โดยปริยาย การปฏิบัติที่ต่อเนื่องย่อมแสดงเจตนา การถือเอาการปฏิบัติเป็นหลัก
การชำระค่าเช่า จำเลยได้ส่งให้แก่บุคคลที่ 3 เป็นกิจวัตรตลอดมา โจทก์หรือภรรยาโจทก์มารับเอาไปจากบุคคลที่ 3 เป็นคราว ๆ ไป ดังนี้ กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า แม้จะไม่มีการตกลงกันโดยชัดแจ้งในการชำระหนี้ค่าเช่านี้ก็ดี แต่กริยาอาการที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ปฏิบัติต่อกันจนเป็นปกติกิจนั้น ย่อมแสดงได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงกันโดยปริยายถึงวิธีการชำระหนี้ให้เป็นไปตามวิถีนั้น เมื่อโจทก์ไม่ไปรับค่าเช่าจากบุคคลที่ 3 นั้นเองเช่นที่เคยปฏิบัติมาแล้ว จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การชำระหนี้ค่าเช่าโดยปริยาย: การปฏิบัติที่ต่อเนื่องเป็นหลักฐานการตกลง
การชำระค่าเช่า จำเลยได้ส่งให้แก่บุคคลที่ 3 เป็นกิจวัตรตลอดมาโจทก์หรือภรรยาโจทก์มารับเอาไปจากบุคคลที่ 3 เป็นคราวๆ ไป ดังนี้ กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า แม้จะไม่ได้มีการตกลงกันโดยชัดแจ้งในการชำระหนี้ค่าเช่านี้ก็ดี แต่กริยาอาการที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ปฏิบัติต่อกันจนเป็นปกติกิจนั้น ย่อมแสดงได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงกันโดยปริยายถึงวิธีการชำระหนี้ให้เป็นไปตามวิถีนั้น เมื่อโจทก์ไม่ไปรับค่าเช่าจากบุคคลที่ 3 นั้นเองเช่นที่เคยปฏิบัติมาแล้ว จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการเช่าหลังคู่สัญญาเดิมเสียชีวิต: เงื่อนไขการเป็นผู้เช่าสืบแทนตามกฎหมายควบคุมค่าเช่า
เมื่อผู้เช่าตาย บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่สัญญาสืบแทนคู่สัญญาต่อไป โดยได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติ ได้ ต่อแต่เมื่อได้มีฐานะ และได้ปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 3) 2489 มาตรา 17 บัญญัติไว้ กล่าวคือ (1) เป็นบุคคลในครอบครัวของผู้เช่า (2) ได้อาศัยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าขณะที่ผู้เช่าตาย และ (3) ได้แจ้งความจำนงเป็นหนังสือไปยังผู้ให้เช่าภายใน30 วัน นับแต่วันผู้เช่าตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการเช่าหลังคู่สัญญาเดิมเสียชีวิต: การสืบสัญญาสิทธิเช่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
เมื่อผู้เช่าตายบุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่สัญญาสืบแทนคู่สัญญาต่อไป โดยได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ได้ ต่อแต่เมื่อได้มีฐานะ และได้ปฏิบัติตามที่ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉะบับที่ 3) 2489 มาตรา 17 บัญญัติไว้ กล่าวคือ (1) เป็นบุคคลในครอบครัวของผู้เช่า (2) ได้อาศัยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าขณะที่ผู้เช่าตาย และ (3) ได้แจ้งความจำนงเป็นหนังสือไปยังผู้ให้เช่าภายใน 30 วัน นับแต่วันผู้เช่าตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 885/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภค 2488 กับ พ.ร.บ.ข้าว 2489 และ 2490
พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว 2489 และ พระราชบัญญัติการค้าข้าว 2489 มิได้ลบล้างหรือขัดแย้งกับ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ 2488(อ้างฎีกา 197-198/2491,767/2491)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 885/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภค กับ พ.ร.บ.สำรวจข้าว และ พ.ร.บ.การค้าข้าว
พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าว 2489 และ พ.ร.บ.การค้าข้าว 2489 มิได้ลบล้างหรือขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน 2488
(อ้างฎีกา 197 - 198 / 2491, 767/2491

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความยินยอมเลิกเช่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ต้องเกิดเมื่อผู้ให้เช่าต้องการให้เลิกสัญญาเท่านั้น
คำว่า "ได้รับความยินยอมจากผู้เช่า" ตามมาตรา 16(5) แห่งพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน 2489 หมายความเฉพาะถึงกรณีที่ผู้เช่ายินยอมเลิกใช้หรือรับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้น ผู้ให้เช่าจึงจะมีสิทธิบังคับให้ผู้เช่าเลิกใช้ได้
ความยินยอมที่จะให้ไว้ล่วงหน้าโดยที่ผู้ให้เช่ายังไม่ได้เรียกร้องให้เลิกใช้ ไม่ใช่เป็นความยินยอมของผู้เช่าตามความหมายของกฎหมายนี้
of 323