พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,225 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ แม้ไม่มีทรัพย์สินในตัวผู้ถูกขู่เข็ญ ก็ถือเป็นความผิดได้
โจทก์บรรยายฟ้องมีข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีปืนชักปืนออกขู่เข็ญจะทำร้ายบังคับให้เขาส่งเงิน 500,000 บาทแก่จำเลยถ้าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเป็นอย่างอื่นย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำการชิงทรัพย์แล้วตามกฎหมาย จึงเป็นองค์ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์แล้ว
การพยายามลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์นั้นแม้จะปรากฏภายหลังว่า ทรัพย์ไม่มีอยู่ ก็หาทำให้ผู้กระทำพ้นความผิดฐานพยายามได้ไม่
การพยายามลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์นั้นแม้จะปรากฏภายหลังว่า ทรัพย์ไม่มีอยู่ ก็หาทำให้ผู้กระทำพ้นความผิดฐานพยายามได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การกระทำความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ แม้ผู้ถูกขู่ไม่มีทรัพย์สินในตัว ณ ขณะนั้น
โจทก์บรรยายฟ้องมีข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีปืนชักปืนออกขู่เข็ญจะทำร้ายบังคับให้เขาส่งเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย ถ้าข้อเท็จจริงไม่ปรากฎเป็นอย่างอื่น ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำการชิงทรัพย์แล้วตาม ก.ม. จึงเป็นองค์ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์แล้ว
การพยายามลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์นั้น แม่จะปรากฎภายหลังว่า ทรัพย์ไม่มีอยู่ ก็หาทำให้ผู้กระทำพ้นความผิดฐานพยายามได้ไม่
การพยายามลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์นั้น แม่จะปรากฎภายหลังว่า ทรัพย์ไม่มีอยู่ ก็หาทำให้ผู้กระทำพ้นความผิดฐานพยายามได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุด ผู้เช่าไม่ได้รับความคุ้มครอง
การเช่าที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2486 หรือ 2488 นั้น ถ้ามีการบอกเลิกการเช่ากันโดยชอบก่อนแล้ว แต่ผู้เช่าไม่ยอมออกจากที่เช่าจนใช้ พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ 2489 ถือว่าไม่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ทำให้ผู้เช่าย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับดังกล่าว
การเช่าที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ในภาวะคับขัน พ.ศ. 2486 หรือ 2488 นั้น ถ้ามีการบอกเลิกการเช่ากันโดยชอบก่อนแล้ว แต่ผู้เช่าไม่ยอมออกจากที่เช่าจนใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ 2486 ถือว่าไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอดถอนตรัสตี: ไม่ใช่เรื่องสัญญา แต่เป็นผลจากการละเมิดหน้าที่
ผู้ก่อตั้งตรัสต์ได้มอบทรัพย์สินของตนให้แก่ตรัสตีเป็นผู้ดูแลจัดการผลประโยชน์เพื่อรับประโยชน์แห่งตรัสต์นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาจะต้องปฎิบัติการชำะระหนี้แต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อตรัสตีคนใดทำผิดหน้าที่และละเมิดตรัสต์ ศาลก็ย่อมจะพิพากษาถอดถอนตรัสตีผู้นั้นเสียได้ โดยไม่ต้องเลิกล้มทำลายหนังสือสัญญาก่อตั้งตรัสต์
การถอดถอนตรัสตีนั้นไม่มีหลัก ก.ม.ว่าทรัสตีจะต้องกระทำการถึงเป็นการทุจริตจึงจะถอดถอนได้ เพียงแต่ละเลยไม่ปฎิบัติหน้าที่ของตนถึงขนาดไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งเป็นตรัสตีต่อไปแล้ว ศาลก็ย่อมถอดถอนได้
ฟ้องขอให้ถอดถอนตรัสตีตามตราสารก่อตั้งตรัสต์ที่ได้กระทำไว้ในประเทศไทย นั้นแม้ทรัพย์สินอันเป็นกองตรัสต์ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศก็ฟ้องในศาลไทยได้ เพราะมิใช่เรื่องที่จะต้องบังคับแก่ทรัพย์สินแต่อย่างใด
การถอดถอนตรัสตีนั้นไม่มีหลัก ก.ม.ว่าทรัสตีจะต้องกระทำการถึงเป็นการทุจริตจึงจะถอดถอนได้ เพียงแต่ละเลยไม่ปฎิบัติหน้าที่ของตนถึงขนาดไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งเป็นตรัสตีต่อไปแล้ว ศาลก็ย่อมถอดถอนได้
ฟ้องขอให้ถอดถอนตรัสตีตามตราสารก่อตั้งตรัสต์ที่ได้กระทำไว้ในประเทศไทย นั้นแม้ทรัพย์สินอันเป็นกองตรัสต์ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศก็ฟ้องในศาลไทยได้ เพราะมิใช่เรื่องที่จะต้องบังคับแก่ทรัพย์สินแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอดถอนทรัสตี: ไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน, ไม่ต้องมีการทุจริต, ฟ้องในไทยได้แม้ทรัพย์อยู่ในต่างประเทศ
ผู้ก่อตั้งทรัสต์ได้มอบทรัพย์สินของตนให้แก่ทรัสตีเป็นผู้ดูแลจัดการผลประโยชน์เพื่อรับประโยชน์แห่งทรัสต์นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้แต่อย่างใด ฉะนั้นเมื่อทรัสตีคนใดทำผิดหน้าที่และละเมิดทรัสต์ ศาลก็ย่อมจะพิพากษาถอดถอนทรัสตีผู้นั้นเสียได้ โดยไม่ต้องเลิกล้มทำลายหนังสือสัญญาก่อตั้งทรัสต์
การถอดถอนทรัสตีนั้นไม่มีหลักกฎหมายว่าทรัสตีจะต้องกระทำการถึงเป็นการทุจริตจึงจะถอดถอนได้ เพียงแต่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนถึงขนาดไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งเป็นทรัสตีต่อไปแล้ว ศาลก็ย่อมถอดถอนได้
ฟ้องขอให้ถอดถอนทรัสตีตามตราสารก่อตั้งทรัสต์ที่ได้กระทำไว้ในประเทศไทย นั้นแม้ทรัพย์สินอันเป็นกองทรัสต์ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศก็ฟ้องในประเทศไทยได้เพราะมิใช่เรื่องที่จะต้องบังคับแก่ทรัพย์สินแต่อย่างใด
การถอดถอนทรัสตีนั้นไม่มีหลักกฎหมายว่าทรัสตีจะต้องกระทำการถึงเป็นการทุจริตจึงจะถอดถอนได้ เพียงแต่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนถึงขนาดไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งเป็นทรัสตีต่อไปแล้ว ศาลก็ย่อมถอดถอนได้
ฟ้องขอให้ถอดถอนทรัสตีตามตราสารก่อตั้งทรัสต์ที่ได้กระทำไว้ในประเทศไทย นั้นแม้ทรัพย์สินอันเป็นกองทรัสต์ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศก็ฟ้องในประเทศไทยได้เพราะมิใช่เรื่องที่จะต้องบังคับแก่ทรัพย์สินแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ต้องแจ้งลูกหนี้ การไม่ปฏิบัติตามทำให้ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ไม่ได้ และสัญญาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต้องปฏิบัติตามทั้งสองฝ่าย
การโอนหนี้เงินกู้ให้ผู้อื่นโดยลูกหนี้มิได้รู้เห็นยินยอมนั้น ถ้ามิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้ลูกหนี้ทราบแล้ว ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจะฟ้องบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ตนไม่ได้
โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงกันว่า จำเลยสัญญาจะส่งเงินให้โจทก์เป็นคราว ๆ จนครบจำนวน 12405 บาท แล้วโจทก์จะโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นของผู้อื่นให้จำเลยดังนี้ ตราบใดที่โจทก์ยังไม่แสดงว่าพร้อมจะชำระหนี้ คือโอนที่ดินนั้นให้แก่จำเลยได้แล้ว โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมชำระหนี้ของตนนั้นหาได้ไม่
โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงกันว่า จำเลยสัญญาจะส่งเงินให้โจทก์เป็นคราว ๆ จนครบจำนวน 12405 บาท แล้วโจทก์จะโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นของผู้อื่นให้จำเลยดังนี้ ตราบใดที่โจทก์ยังไม่แสดงว่าพร้อมจะชำระหนี้ คือโอนที่ดินนั้นให้แก่จำเลยได้แล้ว โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมชำระหนี้ของตนนั้นหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ต้องแจ้งลูกหนี้ การไม่ชำระหนี้ตอบแทนทำให้สิทธิเรียกร้องไม่มีผล
การโอนหนี้เงินกู้ให้ผู้อื่นโดยลูกหนี้มิได้รู้เห็นยินยอมนั้น ถ้ามิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้ลูกหนี้ทราบแล้วผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จะฟ้องบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ตนไม่ได้
โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงกันว่า จำเลยสัญญาจะส่งเงินให้โจทก์เป็นคราวๆ จนครบจำนวน 12,405 บาท แล้วโจทก์จะโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นของผู้อื่นให้จำเลยดังนี้ ตราบใดที่โจทก์ยังไม่แสดงว่าพร้อมจะชำระหนี้คือโอนที่ดินนั้นให้แก่จำเลยได้แล้ว โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมชำระหนี้ของตนนั้นหาได้ไม่
โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงกันว่า จำเลยสัญญาจะส่งเงินให้โจทก์เป็นคราวๆ จนครบจำนวน 12,405 บาท แล้วโจทก์จะโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นของผู้อื่นให้จำเลยดังนี้ ตราบใดที่โจทก์ยังไม่แสดงว่าพร้อมจะชำระหนี้คือโอนที่ดินนั้นให้แก่จำเลยได้แล้ว โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมชำระหนี้ของตนนั้นหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเจ้าของโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น: ศาลตัดสินตามข้อต่อสู้ของจำเลยให้รื้อถอนได้
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากโรงซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ ทางพิจารณาได้ความว่า โรงเป็นของจำเลย แต่ที่ดินเป็นของโจทก์ ศาลพิพากษาว่าให้จำเลยรื้อโรงออกไปเสีย จากที่ดินของโจทก์ ดังนี้ มีความหมายว่าจำเลยย่อมมีสิทธิรื้อไปได้ ไม่ใช่บังคับให้จำเลยรื้อ
บุคคลอาจเป็นเจ้าของโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นได้ ดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินตาม ม.1410
บุคคลอาจเป็นเจ้าของโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นได้ ดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินตาม ม.1410
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเจ้าของโรงเรือนบนที่ดินของผู้อื่น: ศาลตัดสินตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ยินดีรื้อถอน
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากโรงซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ทางพิจารณาได้ความว่า โรงเป็นของจำเลย แต่ที่ดินเป็นของโจทก์ ศาลพิพากษาว่าให้จำเลยรื้อโรงออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ ดังนี้มีความหมายว่าจำเลยย่อมมีสิทธิรื้อไปได้ ไม่ใช่บังคับให้จำเลยรื้อ
บุคคลอาจเป็นเจ้าของโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นได้ ดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินตาม มาตรา 1410
บุคคลอาจเป็นเจ้าของโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นได้ ดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินตาม มาตรา 1410