คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
นาถปรีชา

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,184 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าหน้าที่ยักยอกทรัพย์ของรัฐที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่
นายอำเภอได้ตั้งให้สัสดีอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นกรรมการไปรับผ้าของกระทรวงพาณิชย์จากจังหวัด เพื่อนำส่งอำเภอจัดการปันส่วนให้แก่ชาวนานั้น เป็นการแต่งตั้งให้ไปทำงานโดยชอบตามหน้าที่ราชการ เมื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งไปกระทำผิดในหน้าที่ ซึ่งตนได้รับมอบ คือยักยอกเอาผ้าที่ไปรับมาจำนวนหนึ่งไว้ เช่นนี้ต้องมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 131
(อ้างฎีกาที่ 533/2485)
ศาลชั้นต้นลงโทษตาม ม.319(3) ให้จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้ให้ลงโทษตาม ม.131 ให้จำคุก 5 ปี เป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาที่แท้จริงของสัญญา: แม้มีการค้างชำระดอกเบี้ย แต่ไม่ถือเป็นเหตุให้หมดสิทธิซื้อที่ดิน หากผู้รับจำนองยินยอมผ่อนผัน
จำเลยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินที่จำนองไว้ส่วนหนึ่ง ให้โจทก์โดยตกลงกับให้โจทก์+เงินจำนวนหนึ่งกับดอกเบี้ยให้แก่+มีเงื่อนไขว่าจะชำระดอกเบี้ยที่ค้างภายใน 6 เดือน ดอกเบี้ยงวดต่อไปจะชำระ 2 เดือนต่อครั้ง ถ้าไม่ชำระตามสัญญาเป็นอันว่าหมดสิทธิ
โจทก์ไปค้าต่างจังหวัดไม่ได้ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด แต่ทั้งนี้+ผู้รับจำนองยินยอมผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย ถึงกำหนดแล้ว จำเลย +โอกาสในการที่โจทก์ค้างชำระดอกเบี้ย+ โดยรีบไปชำระแทนโจทก์ โดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบเสียก่อน ดังนี้จะถือว่าโจทก์+ หมดสิทธิในที่ดินตามสัญญาไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาที่แท้จริงของสัญญา: การผัดผ่อนชำระหนี้และการใช้สิทธิโดยไม่ชอบธรรม
จำเลยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินที่จำนองไว้ส่วนหนึ่งให้โจทก์โดยตกลงกันให้โจทก์ชำระเงินจำนวนหนึ่งกับดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองมีเงื่อนไขว่าจะชำระดอกเบี้ยที่ค้างภายใน 6 เดือน ดอกเบี้ยต่อไปจะชำระ 2 เดือนต่อครั้ง ถ้าไม่ชำระตามสัญญาเป็นอันว่าหมดสิทธิ ต่อมาโจทก์ไปค้าต่างจังหวัด ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด แต่ทั้งนี้เพราะผู้รับจำนองยินยอมผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย ถึงกำหนดแล้วจำเลยฉวยโอกาสในการที่โจทก์ค้างชำระดอกเบี้ยโดยรีบไปชำระแทนโจทก์ โดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบเสียก่อน ดังนี้จะถือว่าโจทก์ผิดนัดหมดสิทธิในที่ดินตามสัญญาไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมและหน้าที่นำสืบ: สิทธิทายาทเมื่อมีหลักฐานการซื้อร่วม
ปู่ร่วมซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับผู้อื่นคนละครึ่งภายหลังปู่ย่าและบิดาถึงแก่กรรมหมด คงเหลือแต่หลานเป็นทายาท หลานย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินนั้นครึ่งหนึ่งได้
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226(2) แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้
พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมสิทธิร่วมที่ดิน, ทายาทรับมรดก, หน้าที่นำสืบ, กฎหมายคนต่างด้าว
ปู่ร่วมซื้อกรรมสิทธิที่ดินร่วมกับผู้อื่นคนละครึ่ง ภายหลังปู่ย่าและบิดาถงแก่กรรมหมด คงเหลือแต่หลานเป็นทายาท หลานย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินนั้นครี่งหนี่งได้
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226 ( 2 )แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธร์ฎีกาในข้อนี้
พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการรับมรดกของผู้ร้องสอดที่ถูกละเลย: ศาลต้องคุ้มครองก่อนพิพากษาคดี
ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับมฤดกของผู้ร้องตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 57 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลที่ 3 ไดรับความคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่โดยทันที ไม่จำต้องฟ้องคดีหลายเรื่อง และไม่จักต้องได้รับความยินยอมจากคู่ความ เช่นอนุมาตรา 2 แม้+จะคัดค้านศาลก็สั่งอนุญาตได้
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมฤดกและผู้รับมฤดกของภริยาผู้วายชนม์ ผู้ร้องสอด ผู้เป็นมารดาผู้ตายร้องสอดว่า โจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย เนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มฤดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมฤดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย+โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมา ศาลสูง+อำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปความได้ ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 243(1).

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิผู้รับมรดกในการคุ้มครองจากหนี้สินที่สร้างขึ้นโดยสมยอม
ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลที่ 3 ได้รับความคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่โดยทันทีไม่จำต้องฟ้องคดีหลายเรื่องและไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่ความเช่นอนุมาตรา 2 แม้คู่ความจะคัดค้าน ศาลก็สั่งอนุญาตได้
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของภริยาผู้วายชนม์ผู้ร้องสอดผู้เป็นมารดาผู้ตายผู้ร้องสอดว่าโจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหายเนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมรดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมาศาลสูงก็มีอำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามรูปความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การมอบปืนให้ผู้อื่นยิงเป็นการอุปการะแก่การกระทำผิดฐานสมรู้ร่วมคิด
ฟ้องหาว่าจำเลยสมคบกันเป็นตัวการลงมือฆ่าเขาตายแต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยได้คบคิดกันแล้วมอบปืนให้อีกคนหนึ่งไปยิงเขา โดยตนเองไม่ได้ไปด้วย ดังนี้จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าได้ลงมือทำเองหรือเป็นแต่ผู้ใช้นั้นเป็นข้อสำคัญที่ต่างกันมาก โดยวันเวลาและสถานที่ล้วนต่างกันทั้งนั้น
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิดถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้
ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2491

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกระทำความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด แม้ไม่ได้ลงมือเอง แต่สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่น
ฟ้องหาว่าจำเลยสมคบกันเป็นตัวการลงมือฆ่าเขาตาย แต่ทางพิจรณาได้ความว่าจำเลยได้คบคิดกันแล้วมอบปืนให้อีกคนหนึ่งไปยิงเขา โดยตนเองไม่ได้ไปด้วย ดังนี้ จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าได้ลงมือทำเองหรือเป็นแต่ผู้ใช้นั้นเป็นข้อสำคัญที่ต่างกันมาก โดยวันเวลาและสถานที่ล้านต่างกันทั้งนั้น
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิด ถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันในคดีอาญา: ศาลอุทธรณ์ต้องให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมก่อนพิพากษา
พยานโจทก์เบิกความถึงวันเกิดเหตุตรงตามฟ้องแต่ว่าต่างกับวันที่ฟ้องไว้ในคดีก่อนไปวันหนึ่งนั้นเพียงเท่านี้จะถือว่าวันเกิดเหตุจริงคือวันที่กล่าวในฟ้องคดีก่อนยังไม่ได้ ถ้าคดีนี้เป็นจริงและคดีมีหลักฐานพอแล้วจำเลยก็ต้องมีผิด
คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าพยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันไม่น่าเชื่อนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้วศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ไม่ได้
ถ้าศาลอุทธรณ์ประสงค์จะฟังพยานต่อไปจนสิ้นกระแสความเสียก่อนก็ควรให้ศาลชั้นต้นสืบพยานให้แล้วส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา
of 219