คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.พ.พ. ม. 420

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,810 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ผลผูกพันคำพิพากษาศาลทหารในคดีแพ่ง: ศาลพลเรือนต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลทหารวินิจฉัย
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลพลเรือนจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 54 เมื่อศาลทหารพิพากษาชี้ขาดข้อเท็จจริงแล้วว่าพยานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ว่าประมาทข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ผู้เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาของศาลทหารการที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ประมาททำให้โจทก์เสียหาย ศาลจะรับฟังตามที่โจทก์นำสืบหาได้ไม่ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ประมาททำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 2685/2518)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้อผูกพันคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง: ศาลพลเรือนต้องถือข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลทหาร
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลพลเรือนจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 เมื่อศาลทหารพิพากษาชี้ขาดข้อเท็จจริงแล้วว่าพยานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ว่าประมาท ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ผู้เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาของศาลทหาร การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ประมาททำให้โจทก์เสียหาย ศาลจะรับฟังตามที่โจทก์นำสืบหาได้ไม่ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ประมาททำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 2985/2518)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิฟ้องคดีแพ่งของผู้แทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า การพิสูจน์ผู้เสียหายที่แท้จริง และอายุความ
โจทก์เป็นเพียงผู้แทนให้จำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า บี.เอ็ม.ดับบลิว ของบริษัท ม. โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องจากความผิดทางอาญา ดังนั้นโจทก์จะอาศัยสิทธิตามกำหนดอายุความตามมาตรา 168 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (คืออายุความ 10 ปี) มาเป็นกำหนดาอายุความไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อายุความฟ้องคดีแพ่งจากความผิดอาญา: ผู้แทนจำหน่ายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
โจทก์เป็นเพียงผู้แทนให้จำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า บี.เอ็ม.ดับบลิว ของบริษัท ม. โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องจากความผิดทางอาญาดังนั้นโจทก์จะอาศัยสิทธิตามกำหนดอายุความตามมาตรา 168 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (คืออายุความ 10 ปี) มาเป็นกำหนดอายุความไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความรับผิดของผู้ยืมเงินทดรอง และผู้บังคับบัญชาต่อการทุจริตของลูกน้อง
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ยืมเงินทดรองจากโจทก์ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับขององค์การโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยืมเงินทดรองแล้วมอบฉันทะให้จำเลยที่ 1 รับแทน แล้วจำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกไปโดยไม่ได้ติดตามควบคุมให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับให้มีการหักล้างเงินยืมภายใน 7 วัน หรือ 30 วัน นับแต่วันจ่ายเงินของแต่ละประเภทตามระเบียบข้อบังคับนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ปฏิบัติราชการโดยประมาทเลินเล่อต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ลงชื่อในใบยืมเงินทดรองของโจทก์ไปโดยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะพนักงานของโจทก์ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของตนตามระเบียบแบบแผนของโจทก์ที่วางไว้เพื่อใช้ดำเนินงานของโจทก์โดยมอบฉันทะให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินไปยังหน่วยงานที่ยืมนั้น แม้จะมีข้อบังคับให้ผู้ยืมต้องส่งเงินเหลือจ่ายคืนพร้อมใบสำคัญคู่จ่ายเพื่อหักล้างบัญชีก็เป็นเรื่องกำหนดความรับผิดชอบของผู้ยืมไว้เป็นการเฉพาะเป็นหลักปฏิบัติงานในหน่วยงานของโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้อยู่ในฐานะของผู้ยืมตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานแปรรูปไม้และการพิจารณาตามอำนาจ
จำเลยไม่ต่ออายุใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ให้โจทก์ได้ตามอำนาจหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 58 ฉบับที่ 5พ.ศ.2518 มาตรา 23 โดยพิจารณาเห็นสมควรเช่นนั้นไม่จำต้องสั่งพักใบอนุญาตก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 714/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยึดทรัพย์น้ำมันและการใช้ความระมัดระวังของผู้ดูแลรักษาทรัพย์ยึด ไม่ถือเป็นการจงใจทำละเมิด
โจทก์เป็นเจ้าของสถานีบริการขายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้บริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด เช่าดำเนินกิจการจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด กับพวกเป็นจำเลย เรียกเงินตามเช็คศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ของบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจำเลยนำยึดทรัพย์ของบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด ที่สถานีบริการดังกล่าว รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุอยู่ในถังใต้ดิน 6 ถัง เจ้าพนักงานบังคับคดียึดแล้วมอบให้จำเลยเป็นผู้ดูแลรักษา การยึดทรัพย์จะต้องมีการผูกเชือกตีตราครั่งไว้ที่ทรัพย์เพื่อกันการสูญหาย แต่สำหรับทรัพย์รายนี้ไม่อาจใช้ครั่งได้ เพราะต้องใช้ไฟซึ่งอาจเกิดอันตรายได้เนื่องจากทรัพย์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงการเอาน้ำมันออกจากถังจะต้องสูบออกทางปั๊ม เมื่อผูกเชือกตีตราครั่งไว้ที่ทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ การที่จำเลยใส่กุญแจปั๊มน้ำมัน จึงเป็นการป้องกันน้ำมันเชื้อเพลิงในถังใต้ดินมิให้สูญหายเป็นการใช้ความระมัดระวังตามหน้าที่สมควรแก่กรณีโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่เมื่อศาลสั่งให้จำเลยขนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยึดไว้ไปจากถังเก็บน้ำมัน จำเลยก็ขนย้ายไปตามคำสั่งศาลการกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์เสียหายจำเลยไม่ต้องรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 714/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยึดทรัพย์น้ำมันเชื้อเพลิง: หน้าที่ความระมัดระวังของผู้ดูแลรักษาทรัพย์ยึด และขอบเขตความรับผิด
โจทก์เป็นเจ้าของสถานีบริการขายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้บริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด เช่าดำเนินกิจการ จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด กับพวกเป็นจำเลย เรียกเงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ของบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา จำเลยนำยึดทรัพย์ของบริษัทไทยมอเตอร์รีส จำกัด ที่สถานีบริการดังกล่าว รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุอยู่ในถังใต้ดิน 6 ถัง เจ้าพนักงานบังคับคดียึดแล้วมอบให้จำเลยเป็นผู้ดูแลรักษา การยึดทรัพย์จะต้องมีการผูกเชือกตีตราครั่งไว้ที่ทรัพย์เพื่อกันการสูญหาย แต่สำหรับทรัพย์รายนี้ไม่อาจใช้ครั่งได้ เพราะต้องใช้ไฟซึ่งอาจเกิดอันตรายได้เนื่องจากทรัพย์เป็น้ำมันเชื้อเพลิง การเอาน้ำมันออกจากถังจะต้องสูบออกทางปั๊ม เมื่อผูกเชือกตีตราครั่งไว้ที่ทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ การที่จำเลยใส่กุญแจปั๊มน้ำมัน จึงเป็นการป้องกันน้ำมันเชื้อเพลิงในถังใต้ดินมิให้สูญหาย เป็นการใช้ความระมัดระวังตามหน้าที่สมควรแก่กรณีโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ เมื่อศาลสั่งให้จำเลยขนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยึดไว้ไปจากถังเก็บน้ำมัน จำเลยก็ขนย้ายไปตามคำสั่งศาล การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์เสียหาย จำเลยไม่ต้องรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2520

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การบุกรุกสาธารณสมบัติของแผ่นดินและการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ละเมิด โดยคำพิพากษาคดีก่อนไม่ผูกพันบุคคลภายนอก
จำเลยเคยฟ้องขับไล่ผู้มีชื่อให้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นลำรางสาธารณะ และศาลได้พิพากษาขับไล่ไปแล้วก็ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลย
จำเลยบุกรุกลำรางระบายน้ำสาธารณะอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการละเมิดทำให้กรุงเทพมหานครและหัวหน้าเขตโจทก์เสียหายโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นละเมิด โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ แม้เคยมีคำพิพากษาในคดีขับไล่อื่น
จำเลยเคยฟ้องขับไล่ผู้มีชื่อให้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นลำรางสาธารณะ และศาลได้พิพากษาขับไล่ไปแล้วก็ตาม คำพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลย
จำเลยบุกรุกลำรางระบายน้ำสาธารณะอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการละเมิดทำให้กรุงเทพมหานครและหัวหน้าเขตโจทก์เสียหาย โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
of 481