คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
ป.พ.พ. ม. 420

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,810 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2509

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิ้นสุดสิทธิเช่าเมื่อผู้เช่าเสียชีวิต การชำระค่าเช่าหลังการเสียชีวิตไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าใหม่
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่าเมื่อผู้เช่าตายสิทธิการเช่าย่อมสิ้นสุดจำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้เช่าได้อยู่ในตึกพิพาทต่อมาก็ถือว่าอยู่ในฐานะบริวารของผู้เช่าดังนั้นการที่จำเลยชำระค่าเช่าจึงเป็นการชำระในนามของผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยอย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2509 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิสิ้นสุด การชำระค่าเช่าหลังการตายไม่ก่อให้เกิดสัญญาใหม่
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าย่อมสิ้นสุด จำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้เช่าได้อยู่ในตึกพิพาทต่อมา ก็ถือว่าอยู่ในฐานะบริวารของผู้เช่า ดังนั้น การที่จำเลยชำระค่าเช่าจึงเป็นการชำระในนามของผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยอย่างใด.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2509

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การร้องสอดคดีขับไล่: ผู้ให้เช่าไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีระหว่างผู้เช่ากับเจ้าของที่
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากตึกพิพาทอ้างว่าอยู่โดยละเมิด จำเลยต่อสู้ว่าอยู่ในตึกพิพาท โดยเช่าจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) อ้างว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ดังนี้การที่โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยเพียงใด เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลยแม้จำเลยจะไปทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องในภายหลัง ผลแห่งคดีก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องอย่างใด จึงไม่ถือว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี และการที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) นั้นก็อยู่ในอำนาจศาลที่จะพิจารณาว่าคดีมีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตหรือไม่ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2509 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การร้องสอดคดีขับไล่: ผู้ร้องต้องมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งคดีจึงจะได้รับการอนุญาต
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากตึกพิพาทอ้างว่าอยู่โดยละเมิด จำเลยต่อสู้ว่าอยู่ในตึกพิพาทโดยเช่าจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) อ้างว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ดังนี้ การที่โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยเพียงใด เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลย แม้จำเลยจะไปทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องในภายหลัง ผลแห่งคดีก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องอย่างใด จึงไม่ถือว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี และการที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(2) นั้น ก็อยู่ในอำนาจศาลที่จะพิจารณาว่าคดีมีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตหรือไม่ด้วย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1625/2508

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการรับเงินเดือนข้าราชการพักราชการที่ถูกไล่ออก และอายุความฟ้องละเมิด
ตามพระราชบัญญัติเงินเดือนของข้าราชการผู้ถูกสั่งพักราชการพ.ศ.2502 มาตรา 7(1) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนและเงินอื่นให้แก่ผู้ถูกสั่งพักราชการ พ.ศ.2488 มาตรา 5(1) นั้นเป็นเรื่องให้จ่ายเงินเดือนแก่ผู้ถูกสั่งพักราชการโดยผลของการสอบสวนปรากฏว่าข้าราชการผู้นั้นไม่มีความผิด หรือไม่มีมลทินมัวหมองเท่านั้นแต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีความผิด และทางราชการได้มีคำสั่งไล่ข้าราชการคนใดออกจากราชการไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ตามกฎหมายดังกล่าวกลับห้ามมิให้จ่ายเงินเดือนระหว่างพักราชการให้แก่ข้าราชการซึ่งถูกไล่ออกจากราชการนั้นด้วย
กระทรวงเศรษฐการมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการฐานผิดวินัยเมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องร้องต่อศาลเสียภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จะใช้อายุความ5 ปีตามมาตรา 166 หาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1625/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการรับเงินเดือนข้าราชการที่ถูกไล่ออก: การหมดอายุความฟ้องละเมิด
ตามพระราชบัญญัติเงินเดือนของข้าราชการผู้ถูกสั่งพักราชการ พ.ศ. 2502 มาตรา 7(1) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนและเงินอื่นๆ ให้แก่ผู้ถูกสั่งพักราชการ พ.ศ.2488 มาตรา 5(1) นั้น เป็นเรื่องให้จ่ายเงินเดือนแก่ผู้ถูกสั่งพักราชการโดยผลของการสอบสวนปรากฏว่าข้าราชการผู้นั้นไม่มีความผิด หรือไม่มีมลทินมัวหมองเท่านั้น แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีความผิด และทางราชการได้มีคำสั่งไล่ข้าราชการคนใดออกจากราชการไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ตามกฎหมายดังกล่าวกลับห้ามมิให้จ่ายเงินเดือนระหว่างพักราชการให้แก่ข้าราชการซึ่งถูกไล่ออกจากราชการนั้นด้วย
กระทรวงเศรษฐการมีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกจากราชการฐานผิดวินัย เมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องร้องต่อศาลเสียภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จะใช้อายุความ 5 ปีตามมาตรา 166 หาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563/2508

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การออกใบหุ้นโดยไม่มีการโอนจริง ทำให้ผู้รับซื้อเข้าใจผิดและเสียหาย ถือเป็นการละเมิด
ฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า บุคคลสามคนซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยหลอกลวงให้โจทก์ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง โจทก์ตกลงรับซื้อ และบริษัทจำเลยได้ออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินค่าหุ้นไปแล้วความจริงมิได้มีการโอนหุ้นให้แก่โจทก์ และทั้งไม่สามารถโอนหุ้นได้ด้วย เพราะหุ้นของผู้ถือคนนั้นได้นำไปค้ำประกันหนี้บุคคลอื่นก่อน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินที่โจทก์ต้องเสียไปในการซื้อหุ้นดังกล่าวนั้นถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าถ้าไม่มีการโอนหุ้นและโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นจริงดังที่บริษัทจำเลยออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ ก็ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย และจำเลยก็ได้ชื่อว่าได้ทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย ฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงควรได้รับการพิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การออกใบหุ้นโดยไม่มีการโอนจริงทำให้ผู้รับซื้อหุ้นเสียหาย และจำเลยอาจต้องรับผิดในฐานะละเมิด
ฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า บุคคลสามคนซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลย หลอกลวงให้โจทก์ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง โจทก์ตกลงรับซื้อ และบริษัทจำเลยได้ออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินค่าหุ้นไปแล้ว ความจริงมิได้มีการโอนหุ้นให้แก่โจทก์ และทั้งไม่สามารถโอนหุ้นได้ด้วย เพราะหุ้นของผู้ถือคนนั้นได้นำไปค้ำประกันหนี้บุคคลอื่นก่อน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินที่โจทก์ต้องเสียไปในการซื้อหุ้นดังกล่าวนั้น ถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าถ้าไม่มีการโอนหุ้นและโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นจริงดังที่บริษัทจำเลยออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ ก็ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย และจำเลยก็ได้ชื่อว่าได้ทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย ฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงควรได้รับการพิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1536/2508

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิจารณาความคล้ายคลึงของเครื่องหมายการค้า: หากไม่มีลักษณะทำให้สาธารณชนสับสน การจดทะเบียนย่อมสมเหตุสมผล
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "ควิ้ง" ใช้กับสินค้าน้ำหมึก ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำว่า "ควีน" สำหรับสินค้าน้ำหมึกเช่นเดียวกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยไม่คล้ายกัน ทั้งชื่อและสีตลอดจนส่วนประกอบอื่นๆและไม่มีลักษณะถึงขนาดจะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดด้วยเช่นนี้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียน หรือห้ามไม่ให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1536/2508 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิจารณาความคล้ายคลึงของเครื่องหมายการค้า น้ำหมึก 'ควิ้ง' กับ 'ควีน' ไม่ถึงขนาดทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "ควิ้ง" ใช้กับสินค้าน้ำหมึก ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำว่า "ควีน" สำหรับสินค้าน้ำหมึกเช่นเดียวกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยไม่คล้ายกัน ทั้งชื่อและสีตลอดจนส่วนประกอบอื่นๆ และไม่มีลักษณะถึงขนาดจะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดด้วยเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียน หรือห้ามไม่ให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้
of 481