พบผลลัพธ์ทั้งหมด 4,810 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องละเมิดต้องแสดงสภาพแห่งข้อหาชัดเจน การแจ้งเรื่องสัญญาเช่า/โอนกรรมสิทธิ์อย่างเดียวไม่ถือเป็นละเมิด
ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิด แต่ตามฟ้องคงกล่าวแต่เพียงว่า โจทก์ได้รับซื้อตึกและที่ดินจากเจ้าของไว้และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยก็เฉยเสีย โจทก์ได้แจ้งว่า โจทก์ได้รับโอนตึกพร้อมทั้งที่ดินรายนี้ให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่ง จำเลยก็ยังเฉยอยู่อีก ดังนี้ ตามฟ้องไม่มีข้อความอันใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เลย จึงยังถือไม่ได้ว่า ได้แสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาในมูลละเมิดอันจะเป็นเหตุให้เรียกร้องค่าเสียหายเอาจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1050/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยึดทรัพย์โดยสุจริตของผู้บังคับคดีไม่เป็นละเมิด แม้จะยึดทรัพย์ผิดแปลง
จ้าหนี้นำยึดบ้านเรือน โดยมีเหตุผลให้เชื่อโดยสุจริตวา บ้านเรือนที่ยึดเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนขายทอดตลาดบ้านเรือนนั้นไป ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่โดยใช้สิทธิทางศาล เมื่อเจ้าหนี้หรือผู้แทนกระทำไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดแล้ว ถึงแม้จะปรากฎว่าบ้านเรือนที่นำยึดเป็นของผู้อื่นก็ดี การกระทำของเจ้าหนี้ก็ไม่เป็นการละเมิด
(อ้างฎีกาที่ 960/2485)
(อ้างฎีกาที่ 960/2485)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับคดีและการสิ้นสุดสิทธิเช่า: แม้ศาลฎีกาจะยกฟ้อง แต่ผู้เช่าที่ถูกขับไล่ตามคำพิพากษาเดิม ไม่มีสิทธิกลับเข้าใช้ห้องเช่า
ผู้เช่าถูกผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ออกจากห้องเช่า ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ขับไล่ และไม่ได้รับการทุเลาการบังคับ ผู้เช่าจึงต้องออกจากห้องเช่าไป ต่อมาศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง กลับปรากฎว่าให้ผู้เช่าได้เอาห้องเช่านั้นไปให้ไปให้ผู้อื่นเช่าอยู่ต่อไปเสียแล้ว ดังนี้เมื่อการเช่าไม่มีหลีกฐาน เป็นหนังสือ ผู้เช่าคนเดิมก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้เช่าและคนเช่าใหม่คืนห้องเช่าแก่ตนได้
และการที่ผู้เช่าต้องออกจากห้องเช่า ก็เป็นไปโดยคำบังคับของศาลตามคำพิพากษาซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงกว่าเปลี่ยนแปลงฉะนั้นแม้ภายหลังศาลสูงจะพิพากษากลับว่ายังขับไล่ผู้เช่าไม่ได้ ผู้ให้เช่าก็ไม่ต้องรับผิด
และการที่ผู้เช่าต้องออกจากห้องเช่า ก็เป็นไปโดยคำบังคับของศาลตามคำพิพากษาซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงกว่าเปลี่ยนแปลงฉะนั้นแม้ภายหลังศาลสูงจะพิพากษากลับว่ายังขับไล่ผู้เช่าไม่ได้ ผู้ให้เช่าก็ไม่ต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม แม้ศาลสูงจะพิพากษากลับ ผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิด
ผู้เช่าถูกผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ออกจากห้องเช่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่ และไม่ได้รับการทุเลาการบังคับ ผู้เช่าจึงต้องออกจากห้องเช่าไป ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง กลับปรากฏว่าผู้ให้เช่าได้เอาห้องเช่านั้นไปให้ผู้อื่นเช่าอยู่ต่อไปเสียแล้ว ดังนี้เมื่อการเช่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้เช่าคนเดิมก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้ให้เช่าและคนเช่าใหม่คืนห้องเช่าแก่ตนได้
และการที่ผู้เช่าต้องออกจากห้องเช่า ก็เป็นไปโดยคำบังคับของศาลตามคำพิพากษาซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงกว่าเปลี่ยนแปลงฉะนั้นแม้ภายหลังศาลสูงจะพิพากษากลับว่ายังขับไล่ผู้เช่าไม่ได้ ผู้ให้เช่าก็ไม่ต้องรับผิด
และการที่ผู้เช่าต้องออกจากห้องเช่า ก็เป็นไปโดยคำบังคับของศาลตามคำพิพากษาซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงกว่าเปลี่ยนแปลงฉะนั้นแม้ภายหลังศาลสูงจะพิพากษากลับว่ายังขับไล่ผู้เช่าไม่ได้ ผู้ให้เช่าก็ไม่ต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในทรัพย์สินของคนไทย: พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจขัดขวางการจดทะเบียนโดยไม่ชอบ
ไม่มีบทกฎหมายในที่ใดว่า คนไทยจะถือกรรมสิทธิที่ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนก่อน หรือว่าจะมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนให้หน่วงเหนียวขัดขวางการรับจดทะเบียนไว้ตามอำเภอใจ พ.ร.บ.ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2486 ซึ่งแก้ไข พ.ศ.2492 ก็ได้แต่เพียงบัญญัติให้บุคคลตามตำแหน่งหน้าที่ระบุไว้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นตามประมวลกฎหมายเท่านั้น หาได้ม่ข้อควาามใดที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตการซื้อขาย หรือหน่วงเหนียวขัดขวางหารขอจดทะเบียนนิติกรรมของราษฎรไว้ได้ไม่ ตรงกันข้ามกลับมีบายัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 26 ระบุไว้อีกว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในทรัพย์สิน ฯลฯ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย" ฉะนั้นการที่ราษฎรคนไทยขอให้นายอำเภอในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการเพื่อทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้ตน แต่นายอำเภออ้างว่าผู้ร้องมีบิดาเป็นคนต่างด้าว จึงต้องทำการสอบสวน และส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินก่อนตามที่กระทรวงมหาดไทย วางระเบียบไว้ โดยที่ปรากฎอยู่ตามคำพิพากษาของศาลแล้วว่า ผู้นั้นเป็นคนสัญชาติไทย นั้น ย่อมเป็นข้ออ้างที่ปราศจากมูลที่จะหน่วงเหนียวขัดขวางการรับจดทะเบียนนิติกรรมเสียเลย การกระทำนายอำเภอจึงเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายย่อมเป็นการกระทำละเมิดและจะอ้างว่า มีบุคคลอื่นใช้ให้ทำก็หาให้พ้นจากความรับผิดไม่ และระเบียบของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวหากจะมีจริงก็มิใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายอันใด ให้อำนาจให้ออกระเบียบเช่นนั้นได้ ฉะนั้นจะใช้บังคับแก่ประชาชน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่เขานั้น ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิในทรัพย์สินและการจดทะเบียนที่ดิน: พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจขัดขวางการจดทะเบียนโดยไม่ชอบ
ไม่มีบทกฎหมายในที่ใดว่า คนไทยจะถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนก่อน หรือว่าจะมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนให้หน่วงเหนี่ยวขัดขวางการรับจดทะเบียนไว้ได้ตามอำเภอใจพระราชบัญญัติว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2486 ซึ่งแก้ไข พ.ศ.2492 ก็ได้แต่เพียงบัญญัติให้บุคคลตามตำแหน่งหน้าที่ระบุไว้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นตามประมวลกฎหมายเท่านั้น หาได้มีข้อความใดที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตการซื้อขาย หรือหน่วงเหนี่ยวขัดขวางการขอจดทะเบียนนิติกรรมของราษฎรไว้ได้ไม่ ตรงกันข้ามกลับมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 26 ระบุไว้อีกว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในทรัพย์สินฯลฯ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย" ฉะนั้นการที่ราษฎรคนไทยขอให้นายอำเภอในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการเพื่อทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้ตน แต่นายอำเภออ้างว่าผู้ร้องมีบิดาเป็นคนต่างด้าว จึงต้องทำการสอบสวน และส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินก่อนตามที่กระทรวงมหาดไทยวางระเบียบไว้ โดยที่ปรากฏอยู่ตามคำพิพากษาของศาลแล้วว่า ผู้นั้นเป็นคนสัญชาติไทย นั้น ย่อมเป็นข้ออ้างที่ปราศจากมูลที่จะหน่วงเหนี่ยวขัดขวางการรับจดทะเบียนนิติกรรมเสียเลยการกระทำของนายอำเภอจึงเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายย่อมเป็นการกระทำละเมิด และจะอ้างว่า มีบุคคลอื่นใช้ให้ทำก็หาทำให้พ้นจากความรับผิดไม่ และระเบียบของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวหากจะมีจริงก็มิใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายอันใด ให้อำนาจให้ออกระเบียบเช่นนั้นได้ ฉะนั้นจะใช้บังคับแก่ประชาชน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่เขานั้น ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าห้ามเช่าช่วง: การเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นละเมิดสิทธิผู้ให้เช่า
สัญญาเช่ามีข้อความระบุไว้ชัดว่า ผู้เช่าจะไม่เอาสถานที่เช่าไปให้เช่าช่วงเป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ฉะนั้นเมื่อผู้เช่าเอาสถานที่ไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าแล้วผู้เช่าช่วงจะอ้างการเช่าระหว่างตนกับผู้เช่ามายันผู้ให้เช่าไม่ได้ และต้องถือว่า ผู้เช่าช่วงเป็นผู้เข้าอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเช่าช่วงที่ขัดต่อสัญญาเช่าเดิม: สิทธิของผู้ให้เช่า
สัญญาเช่ามีข้อความระบุไว้ชัดว่า ผู้เช่าจะไม่เอาสถานที่เช่าไปให้เช่าช่วงเป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าเอาสถานที่ไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าแล้ว ผู้เช่าช่วงจะอ้างการเช่าระหว่างตนกับผู้เช่ามายันผู้ให้เช่าไม่ได้ และต้องถือว่าผู้เช่าช่วงเป็นผู้เข้าอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำจากข้อพิพาทเดิมที่ศาลตัดสินแล้ว ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ศาลก็พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทต่อไปแล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในระหว่างที่เป็นความกันในคดีก่อนว่า จำเลยได้ครอบครองและเก็บผลประโยชน์จากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์ไปอีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การหลอกลวงเพื่อเอาเงินโดยอ้างหนี้สินที่ไม่เป็นความจริง เป็นกรณีละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหาย
เอาความเท็จไปพูดหลอกลวงเขาว่า เจ้าหนี้ของตนเร่งรัดหนี้สินจึงขอเอาเงินจากเขาไปชำระแก่เจ้าหนี้เพื่อรับเอาโฉนดที่ดินคืนมาแล้วจะมาทำจำนองไว้แก่เขา เขาหลงเชื่อมอบเงินให้ไป ชำระหนี้สินจนได้รับโฉนดคืนมามอบไว้แก่เขาแล้ว แต่ไม่ยอมไปทำสัญญาจำนองให้เขาตามที่พูดไว้ ดังนี้ เป็นเรื่องกรณีละเมิด ต้องใช้สินไหมทดแทนให้แก่เขาตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา 420