พบผลลัพธ์ทั้งหมด 1,190 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องแบ่งค่าอ้อย: การฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินร่วมกันโดยระบุเพียงกรรมสิทธิ์ร่วม ย่อมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่ามีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของอ้อยร่วมกับจำเลยขอแบ่งค่าอ้อยซึ่งจำเลยขายได้ อันเป็นส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ดังนี้ย่อมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้วไม่จำต้องกล่าวว่าเป็นเจ้าของร่วมกันโดยทางใด ซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ถ้าจำเลยต้องการทราบรายละเอียดในข้อนี้ในวันชี้สองสถานหรือก่อนวันนั้น จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลสอบถามโจทก์ให้แถลงในข้อนี้ได้ จำเลยเพิ่งจะมาคัดค้านในตอนสืบพยานโจทก์ไปแล้วย่อมทำไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิ์ที่ดิน - สิทธิการเช่า - การครอบครอง - สิทธิครอบครองเกิดไม่ได้
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ของโจทก์ ในวันชี้สองสถานทนายโจทก์จำเลยรับกันว่าที่พิพาทนี้แปลงเดียวกับที่นายฮงเฮงเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ซึ่งอยู่ในระหว่างฎีกา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ชนะคดี โดยฟังว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นเจ้าของที่ดินรายพิพาทในวันสืบพยาน จำเลยรับว่านายฮงเฮงในคดีโน้นเป็นนายฮงเฮงที่จำเลยว่าเช่าที่ดินในคดีนี้มาและคำเบิกความของนายมานพยานโจทก์ในคดีโน้น ก็คือตัวจำเลยในคดีนี้ ซึ่งจำเลยเบิกความในคดีโน้นก็รับว่าได้เช่าที่ดินรายนี้จากโจทก์ ดังนี้ ย่อมเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยได้เช่าที่ดินรายนี้จากโจทก์ ข้อเถียงกรรมสิทธิ์ของจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น
จำเลยครอบครองที่พิพาทมาโดยอาศัยสิทธิการเช่า จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้
จำเลยครอบครองที่พิพาทมาโดยอาศัยสิทธิการเช่า จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองที่ดินโดยอาศัยสิทธิเช่า ไม่เกิดกรรมสิทธิจากการครอบครอง
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ของโจทก์ ในวันชี้สองสถานทนายโจทก์จำเลยรับกันว่าที่พิพาทนี้แปลงเดียวกับที่นายฮงเฮงเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ซึ่งอยู่ในระหว่างฎีกา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ชนะคดี โดยฟังว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นเจ้าของที่ดินรายพิพาท ในวันสืบพะยาน จำเลยรับว่านายฮงเฮงในคดีโน้นเป็นนายฮงเฮงที่จำเลยว่าเช่าที่ดินในคดีนี้มา และคำเบิกความของนายมานะพะยานโจทก์ในคดีโน้น ก็คือตัวจำเลยในคดีนี้ ซึ่งจำเลยเบิกความในคดีโน้นก็รับว่าได้เช่าที่ดินรายนี้จากโจทก์ ดังนี้ ย่อมเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยได้เช่าที่ดินรายนี้จากโจทก์ ข้อเถียงกรรมสิทธิของจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น
จำเลยครอบครองที่พิพาทมาโดยอาศัยสิทธิการเช่า จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิโดยการครอบครองไม่ได้.
จำเลยครอบครองที่พิพาทมาโดยอาศัยสิทธิการเช่า จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิโดยการครอบครองไม่ได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสิ้นสิทธิในมรดกและการฟ้องขับไล่ผู้ครอบครอง โดยการขอทำนาและการไม่เข้าครอบครองต่อเนื่อง
ฟ้องโจทก์กล่าวชัดว่า จำเลยมาขอทำนาในปี พ.ศ.2488-2489ครั้น พ.ศ.2490 โจทก์จะเอาคืนจำเลยไม่ยอมให้ การที่โจทก์มิได้ระบุวันหรือเดือนที่จำเลยมาขอทำไม่เป็นเหตุที่จะถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะวันเดือนที่ขอทำไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี
ผู้มีสิทธิรับมรดกไม่ได้ปกครองภายใน 1 ปี ภายหลังเข้ามาขออาศัยผู้มีสิทธิรับมรดก ซึ่งปกครองตลอดมาดังนี้ ผู้ที่ปกครองฟ้องขับไล่ผู้ขออาศัยได้ โดยถือว่าผู้ขออาศัยหมดสิทธิแล้ว
ผู้มีสิทธิรับมรดกไม่ได้ปกครองภายใน 1 ปี ภายหลังเข้ามาขออาศัยผู้มีสิทธิรับมรดก ซึ่งปกครองตลอดมาดังนี้ ผู้ที่ปกครองฟ้องขับไล่ผู้ขออาศัยได้ โดยถือว่าผู้ขออาศัยหมดสิทธิแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การสิ้นสิทธิในมฤดกและการฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองโดยมิชอบ การระบุวันเดือนปีไม่สำคัญหากไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี
ฟ้องโจทก์กล่าวชัดว่า จำเลยมาขอทำนาในปี พ.ศ. 2488-2489 ครั้น พ.ศ. 2490 โจทก์จะเอาคืนจำเลยไม่ยอมให้ การที่โจทก์มิได้ระบุวันหรือเดือนที่จำเลยมาขอทำไม่เป็นเหตุที่จะถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะวันเดือนที่ขอทำไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี
ผู้มีสิทธิรับมฤดกไม่ได้ปกครองภายใน 1 ปี ภายหลังเข้ามาขออาศัยผู้มีสิทธิรับมฤดก ซึ่งปกครองตลอดมา ดังนี้ ผู้ที่ปกครองฟ้องขับไล่ผู้ขออาศัยได้ โดยถือว่าผู้ขออาศัยหมดสิทธิแล้ว.
ผู้มีสิทธิรับมฤดกไม่ได้ปกครองภายใน 1 ปี ภายหลังเข้ามาขออาศัยผู้มีสิทธิรับมฤดก ซึ่งปกครองตลอดมา ดังนี้ ผู้ที่ปกครองฟ้องขับไล่ผู้ขออาศัยได้ โดยถือว่าผู้ขออาศัยหมดสิทธิแล้ว.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจปกครองบุตรบุญธรรม: การสิ้นสุดและการกลับคืนสู่มารดา
นับแต่วันที่เด็กจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น มารดาของเด็กย่อมหมดอำนาจปกครองตาม ป.ม.แพ่ง ม.1586
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายไปแล้วก็ดี เด็กก็ยังเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอยู่และอยู่ในสกุลของผู้ตาย
มารดาของเด็กจะได้อำนาจปกครองเด็กอันเป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นคืนมาก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตาม ป.ม.แพ่ง มาตรา 1588,1589 แต่การตายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นหาได้ทำให้การรับบุตรบุญธรรมเลิกกันตามบทมาตราทั้งสองดังกล่าวไม่ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กมาฟ้องเรียกคืนโดยอ้างถึงความมรณะของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น คดีของโจทก์จึงชอบที่จะยกฟ้องเสีย.
ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2492
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายไปแล้วก็ดี เด็กก็ยังเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอยู่และอยู่ในสกุลของผู้ตาย
มารดาของเด็กจะได้อำนาจปกครองเด็กอันเป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นคืนมาก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตาม ป.ม.แพ่ง มาตรา 1588,1589 แต่การตายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นหาได้ทำให้การรับบุตรบุญธรรมเลิกกันตามบทมาตราทั้งสองดังกล่าวไม่ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กมาฟ้องเรียกคืนโดยอ้างถึงความมรณะของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น คดีของโจทก์จึงชอบที่จะยกฟ้องเสีย.
ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2492
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจปกครองบุตรบุญธรรม: การสิ้นสุดและการกลับคืนสู่มารดา
นับแต่วันที่เด็กจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นมารดาของเด็กย่อมหมดอำนาจปกครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1586
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายไปแล้วก็ดี เด็กก็ยังเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอยู่และอยู่ในสกุลของผู้ตาย
มารดาของเด็กจะได้อำนาจปกครองเด็กอันเป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นคืนมา ก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1588,1589 แต่การตายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นหาได้ทำให้การรับบุตรบุญธรรมเลิกกันตามบทมาตราทั้งสองดังกล่าวไม่ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กมาฟ้องเรียกคืนโดยอ้างถึงความมรณะของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น คดีของโจทก์จึงชอบที่จะยกฟ้องเสีย(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/92)
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายไปแล้วก็ดี เด็กก็ยังเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายอยู่และอยู่ในสกุลของผู้ตาย
มารดาของเด็กจะได้อำนาจปกครองเด็กอันเป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นคืนมา ก็ต่อเมื่อมีการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1588,1589 แต่การตายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นหาได้ทำให้การรับบุตรบุญธรรมเลิกกันตามบทมาตราทั้งสองดังกล่าวไม่ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กมาฟ้องเรียกคืนโดยอ้างถึงความมรณะของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น คดีของโจทก์จึงชอบที่จะยกฟ้องเสีย(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/92)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 572/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การระบุเวลาในฟ้องอาญา: แม้ไม่ระบุกลางวัน/กลางคืน ฟ้องก็สมบูรณ์หากระบุเวลาชัดเจน
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยกระทำผิดเวลา 18.00 นาฬิกา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลากลางวัน หรือ กลางคืน ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 572/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความสมบูรณ์ของฟ้องอาญา: การระบุเวลาทำผิด
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยกระทำผิดเวลา 18.00 นาฬิกา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลากลางวัน หรือกลางคืน ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2492
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ: ศาลฎีกายืนพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงเดิม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนโดยเจตนา ศาลชั้นต้นชี้ขาดข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันตัว แต่กระทำเกินกว่าเหตุ ควรรับโทษ โจทก์ไม่อุทธรณ์ดังนี้ ชั้นฎีกาโจทก์จะกลับขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาหาได้ไม่
ผู้ตายมีพรรคพวก 5 คนพากันไปหน้าบ้านจำเลย ผู้ตายผลักบานประตูบ้านจำเลยเปิดออกและผู้ตายกับจำเลยพูดโต้เถียงกันจำเลยบอกให้ผู้ตายกลับไปเสียหายเมาจึงพูดกันใหม่ ผู้ตายไม่ยอมกลับ จำเลยปิดประตู ผู้ตายผลักบานประตูกระแทกจำเลยเซแล้วผู้ตายก้าวเท้าข้างหนึ่งล้ำเข้าไปในประตูและใช้มีดปลายแหลมจ้วงแทงจำเลย จำเลยหลบเสีย มีดจึงไม่ถูก ผู้ตายแทงซ้ำ จำเลยจึงใช้ปืนยิงผู้ตาย 2 นัดซ้อน ผู้ตายเซถอยแล้วล้มลงขาดใจตาย ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้ทำการป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ ไม่ควรลงโทษจำเลย
ผู้ตายมีพรรคพวก 5 คนพากันไปหน้าบ้านจำเลย ผู้ตายผลักบานประตูบ้านจำเลยเปิดออกและผู้ตายกับจำเลยพูดโต้เถียงกันจำเลยบอกให้ผู้ตายกลับไปเสียหายเมาจึงพูดกันใหม่ ผู้ตายไม่ยอมกลับ จำเลยปิดประตู ผู้ตายผลักบานประตูกระแทกจำเลยเซแล้วผู้ตายก้าวเท้าข้างหนึ่งล้ำเข้าไปในประตูและใช้มีดปลายแหลมจ้วงแทงจำเลย จำเลยหลบเสีย มีดจึงไม่ถูก ผู้ตายแทงซ้ำ จำเลยจึงใช้ปืนยิงผู้ตาย 2 นัดซ้อน ผู้ตายเซถอยแล้วล้มลงขาดใจตาย ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้ทำการป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ ไม่ควรลงโทษจำเลย