คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา
นนทปัญญา

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,813 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ปล้นทรัพย์ทำร้ายร่างกายถึงแก่ความตาย ความรับผิดตามมาตรา 301 ตอนท้าย
จำเลยทั้งสามเข้าไปปล้นและทำร้ายเจ้าทรัพย์ ต่อมาเจ้าทรัพย์ตาย เนื่องจากบาดแผลที่ถูกทำร้ายนั้นเป็นบาดทะยัก จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 301 ตอนท้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความรับผิดทางอาญาจากการปล้นทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย แม้ตายจากบาดทะยัก
จำเลยทั้งสามเข้าไปปล้นทำร้ายเจ้าทรัพย์ ต่อมาเจ้าทรัพย์ตาย เนื่องจากบาดแผลที่ถูกทำร้ายเป็นบาดทะยัก จำเลทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 301 ตอนท้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนำสืบพยานหลักฐานนอกประเด็นที่ได้ให้การไว้แล้ว: กรณีเรือพิพาท
โจทก์ฟ้องเรียกเรือจากจำเลย โดยอ้างว่าโจทก์ซื้อมาจากผู้มีชื่อ
จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเรือของจำเลยซื้อมา แต่ไม่ได้ระบุว่าซื้อมาจากใครดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบว่าซื้อเรือนั้นมาจากใครได้ ไม่เป็นการนอกประเด็นเพราะเป็นข้อที่ได้ให้การไว้แล้ว หากโจทก์สงสัยว่าจำเลยซื้อจากใครก็ชอบที่จะท้วงขึ้นในชั้นชี้สองสถานได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยมีสิทธิยกข้อต่อสู้เรื่องการซื้อเรือ แม้ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาตั้งแต่แรก หากเป็นข้อที่ให้การไว้แล้ว โจทก์มีสิทธิท้วงในชั้นชี้สองสถาน
โจทก์ฟ้องเรียกเรือจากจำเลย โดยอ้างว่าโจทก์ซื้อมาจากผู้มีชื่อ
จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเรือที่จำเลยซื้อมา แต่ไม่ได้ระบุว่าซื้อมาจากใคร ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบว่าซื้อเรือนั้นมาจากใครได้ ไม่เป็นการนอกประเด็น เพราะเป็นข้อที่จำเลยให้การไว้แล้ว หากโจทก์สงสัยว่าจำเลยซื้อเรือจากใครก็ชอบที่จะท้วงขึ้นในชั้นชี้สองสถานได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578-579/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแจ้งปริมาณข้าว: การปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการจังหวัด แม้มีภูมิลำเนาต่างพื้นที่
เมื่อศาลล่างทั้งสองตัดสินต้องกัน โดยฟังว่าจำเลยไม่แจ้งปริมาณและสถานที่เก็บข้าว ตามประกาศคณะกรรมการจังหวัดแล้ว การที่จำเลยฎีกาอ้างว่าตามประกาศให้แจ้งปริมาณและสถานที่เก็บต่ออำเภอที่มีภูมิลำเนาจำเลยมีภูมิลำเนาต่างอำเภอหรือจังหวัดที่ข้าวอยู่นั้นย่อมไม่เป็นข้อสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578-579/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแจ้งปริมาณข้าว: การปฏิบัติตามประกาศคณะกรมการจังหวัด แม้มีภูมิลำเนาต่างอำเภอ
เมื่อศาลล่างทั้งสองตัดสินตรงกัน โดยฟังว่า จำเลยไม่แจ้งปริมาณและสถานที่เก็บข้าว ตามประกาศของคณะกรมการจังหวัดแล้ว การที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ตามประกาศการแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บต่ออำเภอที่มีภูมิลำเนา จำเลยมีภูมิลำเนา+อำเภอหรือจังหวัดที่ข้าวอยู่นั้น+ไม่เป็นข้อสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเช่าที่ดินปลูกตึกและตึกตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนด สิทธิในตึกเป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ต้องโอน
เช่าที่ดินปลูกตึกโดยมีข้อสัญญาว่าจะให้ตึกที่ปลูกตกเป็นของเจ้าของที่ดินในภายหน้านั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วตึกย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามสัญญาในฐานะเป็นส่วนควบที่ดินหาจำต้องไปทำการโอนไม่(อ้างฎีกาที่ 561/2488)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินปลูกตึกโดยตกลงให้ตึกตกเป็นของโจทก์ครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยไม่ยอมโอนตึกให้เป็นของโจทก์ จึงขอให้ศาลแสดงว่า ตึกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้จำเลยไปทำการโอนให้ดังนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลแสดงสิทธิตามสัญญาและบังคับให้จำเลยไปทำการโอนตามสัญญา แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าตามสัญญาตึกยังคงเป็นของจำเลย ก็เป็นเรื่องต่อสู้ในทางแปลสัญญา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ตกอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลแขวง แม้จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกจำนวนเงินเกินอำนาจของศาลแขวง ก็ไม่ทำให้คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องเสียไปเพราะคดีเดิมโจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจศาลแขวงอยู่แล้ว เมื่อจำเลยนำคดีของตนไปฟ้องแย้งยังศาลแขวง ศาลแขวงก็บังคับให้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ คงถือว่า ข้อที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นแต่เพียงข้อต่อสู้ฟ้องเดิมของโจทก์ข้อหนึ่งเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาเช่าที่ดินปลูกตึกและกรรมสิทธิ์ในตึกตกเป็นของเจ้าของที่เมื่อครบกำหนดสัญญา
เช่าที่ดินปลูกตึกโดยมีข้อสัญญาว่า+ให้ตึกที่ปลูกตกเป็นของเจ้าของที่ดิน+นายหน้านั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วตึก+ตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามสัญญา+ฐานะเป็นส่วนควบที่ดิน หาจำต้อง+ทำการโอนไม่(อ้างฎีกาที่ 561/2488)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินปลูกตึก+ตกลงให้ตึกตกเป็นของโจทก์ ครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยไม่ยอมโอนตึกให้เป็นของโจทก์ จึงขอให้ศาลแสดงว่า ตึกตกเป็นกรรมสิทธิของโจทก์และขอให้จำเลยไปทำการโอนให้ ดังนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลแสดงสิทธิตามสัญญาและบังคับให้จำเลยไปทำการโอนตามสัญญา แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าตามสัญญาตึกยังคงเป็นของจำเลย ก็เป็นเรื่องต่อสู้ในทางแปลสัญญา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ตกอยู่ในอำนาจศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลแขวง แม้จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกจำนวนเงิน+อำนาจของศาลแขวง ก็ไม่ทำให้คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องเสียไป เพราะคดีเดิมโจทก์ต้องอยู่ในอำนาจศาลแขวงอยู่แล้ว เมื่อจำเลยนำคดีของตนไปฟ้องแย้งยังศาลแขวง ๆ จะบังคับให้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ จึงถือว่า ข้อที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นแต่เพียงข้อต่อสู้ฟ้องเดิมของโจทก์ข้อหนึ่งเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536-560/2491

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับอุทธรณ์และการโต้แย้งประเด็นนอกเหนือจากที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในชั้นฎีกา
การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์คัดค้านว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นโมฆะเพราะมีจำเลย 5 ราย ไม่ได้เซ็นชื่อในใบแต่งทนายนั้น เมื่อปรากฏในสำนวนว่าศาลชั้นต้นได้เรียกจำเลยสอบสวนแล้ว ว่าจำเลยทั้ง 5 ได้เซ็นชื่อในใบแต่งทนาย มิใช่ลายเซ็นปลอมดังนี้ ศาลอุทธรณ์ ก็มิจำต้องสั่งคำร้องของของโจทก์นั้นประการใดอีก
การที่โจทก์กับทนายจำเลยทำสัญญาประนีประนอมกัน โดยให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาเรื่องปลอมหนังสือ แล้วจำเลยจะถอนฟ้องอุทธรณ์คดีนั้นโจทก์ได้ถอนฟ้องคดีอาญาแล้วและทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอุทธรณ์ แต่ตัวจำเลยได้ทำคำร้องขอถอนทนายเสียและไม่ยอมถอนฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องอุทธรณ์ได้
จำเลยหลายสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นได้รวมพิจารณาและพิพากษาฉบับเดียวได้ยื่นฟ้องอุทธรณ์รวมมาฉบับเดียวกัน ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นอุทธรณ์ ส่งสำเนาให้โจทก์ แม้จะปรากฏว่าคดีทั้งหมดนี้เป็นคดีสามัญเพียง 2 สำนวน นอกนั้นเป็นคดีมโนสาเร่ อันคู่ความจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้ก็ดี แต่เมื่อโจทก์มิได้คัดค้านโต้แย้งความข้อนี้ในชั้นอุทธรณ์จนกระทั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้คดีฎีกาขึ้นมาได้ เพราะไม่ต้องห้ามแล้วเช่นนี้ โจทก์จะโต้แย้งในชั้นศาลฎีกา ให้ศาลฎีกากลับไปพิจารณาถึงการรับอุทธรณ์ว่าเป็นการชอบหรือไม่ชอบไม่ได้ เพราะไม่มีประเด็นข้อนี้ในชั้นศาลฎีกาแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536-560/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับอุทธรณ์คดีมโนสาเร่ การถอนอุทธรณ์ และการพิจารณาคดีที่จำเลยไม่ได้ลงนามในใบแต่งทนาย
การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอค้านว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นโมฆะเพราะมีจำเลย 5 รายไม่ได้เซ็นในใบแต่งทนายนั้น เมื่อปรากฏในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นได้เรียกจำเลยสอบสวนแล้วว่า จำเลยทั้ง 5 ได้เซ้นชื่อในใบแต่งทนาย มิใช่ลายเซ็นปลอม ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ก็มิจำต้องสั่งคำร้องของฟ้องโจทก์นั้นประการใดอีก
การที่โจทก์กับทนายจำเลยทำสัญญาปราณีประนอมกัน โดยให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาเรื่องปลอมหนังสือ แล้วจำะลยจะถอนฟ้องอุทธรณ์คดีนั้น โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีอาญาแล้ว และทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอุทธรณ์ แต่ตัวจำเลยได้ทำคำร้องขอถอนทนายเสีย และไม่ยอมถอนฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ย่อไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องอุทธรณ์ได้
จำเลนหลายสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นได้รวมพิจารณาและพิพากษาฉะบับเดียว ได้ยื่นฟ้องอุทธรณ์รวมมาฉะบับเดียวกัน ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นอุทธรณ์ ส่งสำเนาให้โจทก์ แม้จะปรากฏว่าคดีทั้งหมดนี้เป็นคดีสามัญ เพียง 2 สำนวน นอกนั้นเป็นคดีมโนสาเร่ อันคู่ความจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้ก็ดี แต่เมื่อโจทก์มิได้คัดค้านโต้แย้งความข้อนี้ในชั้นอุทธรณ์ จนกระทั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้คดีฎีกาขึ้นมาได้ เพราะไม่ต้องห้ามแล้วเช่นนี้ โจทก์จะโต้แย้งศาลฎีกา ให้ศาลฎีกากลับพิจารณาถึงการรับอุทธรณ์ว่าเป็นการชอบไม่ชอบไม่ได้ เพราะไม่มีประเด็นในชั้นศาลฎีกาแล้ว
of 282