พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,813 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าหน้าที่รัฐยักยอกของหลวงขณะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย มีความผิดตามมาตรา 131
นายอำเภอได้ตั้งให้สัสดีอำเภอและปลัดอำเภอเป็นกรรมการไปรับผ้าของกระทรวงพาณิชย์จากจังหวัด เพื่อนำส่งอำเภอจัดการปันส่วนให้แก่ชาวนานั้น เป็นการแต่งตั้งให้ไปทำงานโดยชอบตามหน้าที่ราชการเมื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งไปกระทำผิดในหน้าที่ ซึ่งตนได้รับมอบ คือยักยอกเอาผ้าที่ไปรับมาจำนวนหนึ่งไว้ เช่นนี้ ต้องมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 131 (อ้างฎีกาที่ 533/2485)
ศาลชั้นต้นลงโทษตาม มาตรา 319(3) ให้จำคุก 8 เดือนศาลอุทธรณ์แก้ให้ลงโทษตาม ม.131 ให้จำคุก 5 ปีเป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้
ศาลชั้นต้นลงโทษตาม มาตรา 319(3) ให้จำคุก 8 เดือนศาลอุทธรณ์แก้ให้ลงโทษตาม ม.131 ให้จำคุก 5 ปีเป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าหน้าที่ยักยอกทรัพย์ของรัฐที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่
นายอำเภอได้ตั้งให้สัสดีอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นกรรมการไปรับผ้าของกระทรวงพาณิชย์จากจังหวัด เพื่อนำส่งอำเภอจัดการปันส่วนให้แก่ชาวนานั้น เป็นการแต่งตั้งให้ไปทำงานโดยชอบตามหน้าที่ราชการ เมื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งไปกระทำผิดในหน้าที่ ซึ่งตนได้รับมอบ คือยักยอกเอาผ้าที่ไปรับมาจำนวนหนึ่งไว้ เช่นนี้ต้องมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 131
(อ้างฎีกาที่ 533/2485)
ศาลชั้นต้นลงโทษตาม ม.319(3) ให้จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้ให้ลงโทษตาม ม.131 ให้จำคุก 5 ปี เป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้
(อ้างฎีกาที่ 533/2485)
ศาลชั้นต้นลงโทษตาม ม.319(3) ให้จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้ให้ลงโทษตาม ม.131 ให้จำคุก 5 ปี เป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิเรียกร้องสินสมรสของภริยาหลวงเมื่อภริยาอีกคนฟ้องแบ่งสินสมรสก่อน แม้จะเคยเบิกความคัดค้าน
เป็นสามีภริยากันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ภริยาคนหนึ่งฟ้องเรียกเอาสินสมรสในภาคภริยาเสียทั้งหมดดังนี้ ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งมีส่วนได้อยู่ด้วย ย่อมมีสิทธิติดตามฟ้องเรียกเอาส่วนของตนจากภริยาคนที่ฟ้องนั้นได้ภายในกำหนดอายุความ แม้ในขณะที่ภริยาคนหนึ่งฟ้องเรียกสินสมรสในคดีเรื่องก่อนนั้น ภริยาคนนี้จะมิได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย และกลับเข้าเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อภริยาคนนั้น ในคดีเรื่องนั้นก็ดีก็จะถือว่าเป็นข้อปิดปากภริยาคนนี้ หรือจะถือว่าภริยาคนนี้มาฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริตไม่ได้ เพราะการที่จะเข้าร่วมเป็นคู่ความในคดีก่อน เพื่อบังคับตามสิทธิของตนหรือไม่นั้นเป็นสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 มิใช่เป็นบทบังคับให้ต้องเข้าร่วมเป็นคู่ความด้วยเสมอไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิร่วมที่ดิน, ทายาทรับมรดก, หน้าที่นำสืบ, กฎหมายคนต่างด้าว
ปู่ร่วมซื้อกรรมสิทธิที่ดินร่วมกับผู้อื่นคนละครึ่ง ภายหลังปู่ย่าและบิดาถงแก่กรรมหมด คงเหลือแต่หลานเป็นทายาท หลานย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินนั้นครี่งหนี่งได้
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226 ( 2 )แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธร์ฎีกาในข้อนี้
พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น.
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226 ( 2 )แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธร์ฎีกาในข้อนี้
พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
กรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมและหน้าที่นำสืบ: สิทธิทายาทเมื่อมีหลักฐานการซื้อร่วม
ปู่ร่วมซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับผู้อื่นคนละครึ่งภายหลังปู่ย่าและบิดาถึงแก่กรรมหมด คงเหลือแต่หลานเป็นทายาท หลานย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินนั้นครึ่งหนึ่งได้
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226(2) แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้
พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น
ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226(2) แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้
พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิการรับมรดกของผู้ร้องสอดที่ถูกละเลย: ศาลต้องคุ้มครองก่อนพิพากษาคดี
ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับมฤดกของผู้ร้องตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 57 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลที่ 3 ไดรับความคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่โดยทันที ไม่จำต้องฟ้องคดีหลายเรื่อง และไม่จักต้องได้รับความยินยอมจากคู่ความ เช่นอนุมาตรา 2 แม้+จะคัดค้านศาลก็สั่งอนุญาตได้
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมฤดกและผู้รับมฤดกของภริยาผู้วายชนม์ ผู้ร้องสอด ผู้เป็นมารดาผู้ตายร้องสอดว่า โจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย เนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มฤดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมฤดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย+โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมา ศาลสูง+อำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปความได้ ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 243(1).
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมฤดกและผู้รับมฤดกของภริยาผู้วายชนม์ ผู้ร้องสอด ผู้เป็นมารดาผู้ตายร้องสอดว่า โจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย เนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มฤดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมฤดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย+โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมา ศาลสูง+อำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปความได้ ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 243(1).
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิผู้รับมรดกในการคุ้มครองจากหนี้สินที่สร้างขึ้นโดยสมยอม
ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลที่ 3 ได้รับความคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่โดยทันทีไม่จำต้องฟ้องคดีหลายเรื่องและไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่ความเช่นอนุมาตรา 2 แม้คู่ความจะคัดค้าน ศาลก็สั่งอนุญาตได้
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของภริยาผู้วายชนม์ผู้ร้องสอดผู้เป็นมารดาผู้ตายผู้ร้องสอดว่าโจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหายเนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมรดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมาศาลสูงก็มีอำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามรูปความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของภริยาผู้วายชนม์ผู้ร้องสอดผู้เป็นมารดาผู้ตายผู้ร้องสอดว่าโจทก์จำเลยสมยอมสร้างหนี้สินขึ้นโดยไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหายเนื่องจากผู้ร้องสอดกำลังฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดกรายนี้อยู่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องสอดเสีย แล้วดำเนินคดีไปพิพากษาให้จำเลยในส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการและรับมรดกนางเลี๊ยบ ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้องดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขึ้นมาศาลสูงก็มีอำนาจยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามรูปความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การมอบปืนให้ผู้อื่นยิงเป็นการอุปการะแก่การกระทำผิดฐานสมรู้ร่วมคิด
ฟ้องหาว่าจำเลยสมคบกันเป็นตัวการลงมือฆ่าเขาตายแต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยได้คบคิดกันแล้วมอบปืนให้อีกคนหนึ่งไปยิงเขา โดยตนเองไม่ได้ไปด้วย ดังนี้จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าได้ลงมือทำเองหรือเป็นแต่ผู้ใช้นั้นเป็นข้อสำคัญที่ต่างกันมาก โดยวันเวลาและสถานที่ล้วนต่างกันทั้งนั้น
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิดถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้
ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2491
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิดถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้
ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2491
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การกระทำความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด แม้ไม่ได้ลงมือเอง แต่สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่น
ฟ้องหาว่าจำเลยสมคบกันเป็นตัวการลงมือฆ่าเขาตาย แต่ทางพิจรณาได้ความว่าจำเลยได้คบคิดกันแล้วมอบปืนให้อีกคนหนึ่งไปยิงเขา โดยตนเองไม่ได้ไปด้วย ดังนี้ จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าได้ลงมือทำเองหรือเป็นแต่ผู้ใช้นั้นเป็นข้อสำคัญที่ต่างกันมาก โดยวันเวลาและสถานที่ล้านต่างกันทั้งนั้น
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิด ถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้
แต่การที่มอบปืนให้คนอื่นไปยิงเขาตายนั้น เป็นการอุปการะแก่การกระทำผิด ถือว่าสมรู้ตามมาตรา 65 และศาลลงโทษฐานสมรู้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดแย้งกันระหว่างคดีก่อนและคดีหลัง ศาลต้องสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อหาความจริง
พยานโจทก์เบิกความถึงวันเกิดเหตุตรงตามฟ้อง แต่ว่าต่างกับวันฟ้องในคดีก่อนไปวันหนึ่งนั้น ดังนี้จะถือว่าวันเกิดเหตุจริงคือวันในฟ้องคดีก่อนยังไม่ได้ ถ้าฟ้องจริงและคดีมีหลักฐานพอแล้วต้องมีผิด.
+ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง+ว่า พยานโจทก์เบิกความต่างกันไม่น่าเชื่อนั้น ถือว่าศาลวินิจฉัยขาดข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ศาล+เป็นการสืบพยานแล้วพิพากษา+ ถ้าศาลอุทธรณ์ประสงค์จะฟังพยานต่อไปจนสิ้นกระแสร์ความเสียก่อน ก็ควรให้ศาลชั้นต้นสืบพยานให้ส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา.
+ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง+ว่า พยานโจทก์เบิกความต่างกันไม่น่าเชื่อนั้น ถือว่าศาลวินิจฉัยขาดข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ศาล+เป็นการสืบพยานแล้วพิพากษา+ ถ้าศาลอุทธรณ์ประสงค์จะฟังพยานต่อไปจนสิ้นกระแสร์ความเสียก่อน ก็ควรให้ศาลชั้นต้นสืบพยานให้ส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา.