พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,813 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ดุลพินิจคณะกรรมการควบคุมค่าเช่า: ศาลต้องเคารพเมื่อใช้สิทธิเจ้าของกรรมสิทธิ์แล้ว
พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ เป็นกฎหมายที่ออกเพื่อยับยั้งการใช้สอยและแสวงหาดอกผลจากทรัพย์สินของเจ้าของกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราวกล่าวคือบทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ต้องอยู่ภายในบังคับแห่ง พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ แต่ได้มีข้อยกเว้นไว้ในบางกรณีตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ นั้น
เมื่อคณะกรรมการควบคุมค่าเช่าได้ใช้ดุลพินิจให้ผู้ให้เช่าเดิมเข้าอยู่อาศัยในเคหะของตนแล้ว ก็เท่ากับว่าได้ใช้ดุลพินิจให้ผู้มีสิทธิในทรัพย์สินได้ใช้สิทธิของตนตามหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว และเมื่อไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายพิเศษนั้น ให้ศาลมีอำนาจรื้อฟื้นแก้ไขการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการไว้อย่างไรแล้ว ดุลพินิจของคณะกรรมการที่ให้ความยินยอมก็ต้องยุติเป็นเด็ดขาดเพียงนั้น ศาลย่อมจะต้องพิจารณาข้อพิพาทของคู่ความตามสิทธิในหลักกฎหมายทั่วไป
เมื่อคณะกรรมการควบคุมค่าเช่าได้ใช้ดุลพินิจให้ผู้ให้เช่าเดิมเข้าอยู่อาศัยในเคหะของตนแล้ว ก็เท่ากับว่าได้ใช้ดุลพินิจให้ผู้มีสิทธิในทรัพย์สินได้ใช้สิทธิของตนตามหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว และเมื่อไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายพิเศษนั้น ให้ศาลมีอำนาจรื้อฟื้นแก้ไขการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการไว้อย่างไรแล้ว ดุลพินิจของคณะกรรมการที่ให้ความยินยอมก็ต้องยุติเป็นเด็ดขาดเพียงนั้น ศาลย่อมจะต้องพิจารณาข้อพิพาทของคู่ความตามสิทธิในหลักกฎหมายทั่วไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิฎีกาอาญา: จำเลยต้องฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก่อน จึงจะเริ่มนับอายุความฎีกาได้
อายุความฎีกาตามป.วิ.อาญามาตรา 216 นั้น ต้องฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง+จำเลยยังไม่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธร์ แม้ศาลได้อ่านให้โจทก์ฟังฝ่ายเดียวแล้ว โจทก์ยังไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกา.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำลายพืชผลในที่ดินเช่า (ไม่มีสัญญา) ถือเป็นการละเมิด เจ้าของที่ดินมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย
เช่าที่ดินจากเจ้าของเดิมแต่ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน ผู้เช่าได้ปกครองที่ดินโดยสุจริต ได้ปลูกต้นกล้วยและผลไม้ล้มลุกไว้ในที่ดิน ผู้รับโอนที่ดินนั้นมาโดยคำพิพากษา ได้ทำลายต้นผลไม้ที่ผู้เช่าปลูกไว้ดังนี้ นับว่าเป็นการกระทำละเมิดตาม ป.พ.พ.ม.420 ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การทำลายพืชผลในที่ดินเช่าโดยผู้รับโอนสิทธิ ถือเป็นการละเมิดต่อผู้เช่าเดิม
เช่าที่ดินจากเจ้าของเดิมแต่ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าต่อกันผู้เช่าได้ปกครองที่ดินโดยสุจริต ได้ปลูกปักต้นกล้วยและผลไม้ล้มลุกไว้ในที่ดินผู้รับโอนที่ดินนั้นมาโดยคำพิพากษาได้ทำลายต้นผลไม้ที่ผู้เช่าปลูกไว้ดังนี้นับว่าเป็นการกระทำละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา420ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองทรัพย์มรดกโดยผู้รับมรดกย่อมไม่ทำให้จำเลยอ้างอายุความได้
มารดาแลตาเป็นเจ้าของที่ดินและเรือนร่วมกัน เมื่อมารดาตายแล้ว บุตรผู้ตายซึ่งเป็นผู้รับมฤดก ได้อยู่ร่วมเรือนนี้มากับตา ย่อถือได้ว่าบุตรผู้ตายได้ครอบครองทรัพย์มฤดก ตาจะอ้างอายุความมฤดกมายันบุตรผู้ตายไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองทรัพย์มรดก: บุตรผู้รับมรดกอยู่ร่วมเรือนกับตา ย่อมถือว่าครอบครองทรัพย์มรดก
มารดาและตาเป็นเจ้าของที่ดินและเรือนร่วมกัน เมื่อมารดาตายแล้ว บุตรผู้ตายซึ่งเป็นผู้รับมรดกได้อยู่ร่วมเรือนนี้มากับตา ย่อมถือได้ว่าบุตรผู้ตายได้ครอบครองทรัพย์มรดกตาจะอ้างอายุความมรดกมายันบุตรผู้ตายไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าพนักงานเรียกเก็บเงินเกินหน้าที่ และการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของผู้อื่น
เสมียนวิสามัญในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยหาบเร่ส่งต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นเจ้าพนักงานท่านใช้ให้มีหน้าที่เก็บทรัพย์อันต้องส่งต่อรัฐบาล เมื่อเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะ จึงได้ชื่อว่าเรียกเก็บเงินหรือทรัพย์ที่ไม่ควรจะเก็บตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135 ส่วนความผิดตามมาตรา 136 นั้น พนักงานผู้กระทำผิดจะต้องใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง และต้องบังคับให้เขาให้ หรือให้เขา +ทรัพย์หรือผลประโยชน์อย่างใด ๆ +ควรจะได้ตาม ก.ม. ให้แก่ตัวเองหรือแก่ผู้อื่น การบังคับให้เขา+ทรัพย์ โดยอ้างว่าผู้อื่นให้มาเอา โดยการอาศัยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของผู้อื่น ไม่ใช่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ทั้งเงินที่ +เอานั้นก็อ้างว่าจะไปส่งต่อองค์+ รัฐบาล ไม่ใช่ตัวเอาเองหรือให้+อื่นดังนี้ ยังไม่เป็นผิดตามมาตรา 136 +ฎีกาโจทก์กล่าววันในฟ้องและจำนวนเงินผิด +เพราะการพลั้งเผลอยังไม่พอจะเป็นเหตุ +ฎีกาโจทก์ ศาลต้องถือเอาฟ้องเดิม +โจทก์เป็นประมาณ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจ้าพนักงานเรียกเก็บเงินที่ไม่ควรเก็บ และการใช้อำนาจหน้าที่บังคับเรียกทรัพย์
เสมียนวิสามัญในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยหาบเร่ส่งต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ย่อมเป็นเจ้าพนักงานท่านใช้ให้มีหน้าที่เก็บทรัพย์อันต้องส่งต่อรัฐบาลเมื่อไปเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะ จึงได้ชื่อว่าเรียกเก็บเงินหรือทรัพย์ที่ไม่ควรจะเก็บตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135
ความผิดตามมาตรา 136 นั้นเจ้าพนักงานผู้กระทำผิดจะต้องใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองและต้องบังคับให้เขาให้ หรือให้เขาหาทรัพย์หรือผลประโยชน์อย่างใดๆ อันมิควรจะได้ตามกฎหมาย ให้แก่ตัวมันเองหรือแก่ผู้อื่น การบังคับให้เขาให้ทรัพย์ โดยอ้างว่าผู้อื่นให้มาเอาเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของผู้อื่น ไม่ใช่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ทั้งเงินที่เรียกเอานั้นก็อ้างว่าจะไปส่งต่อองค์การรัฐบาล ไม่ใช่ตัวเอาเองหรือให้แก่ผู้อื่นดังนี้ยังไม่เป็นผิดตามมาตรา 136 ฎีกาโจทก์กล่าววันในฟ้องและจำนวนเงินผิดเพราะการพลั้งเผลอยังไม่พอจะเป็นเหตุให้ยกฎีกาโจทก์ ศาลต้องถือเอาฟ้องเดิมของโจทก์เป็นประมาณ
ความผิดตามมาตรา 136 นั้นเจ้าพนักงานผู้กระทำผิดจะต้องใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองและต้องบังคับให้เขาให้ หรือให้เขาหาทรัพย์หรือผลประโยชน์อย่างใดๆ อันมิควรจะได้ตามกฎหมาย ให้แก่ตัวมันเองหรือแก่ผู้อื่น การบังคับให้เขาให้ทรัพย์ โดยอ้างว่าผู้อื่นให้มาเอาเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของผู้อื่น ไม่ใช่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ทั้งเงินที่เรียกเอานั้นก็อ้างว่าจะไปส่งต่อองค์การรัฐบาล ไม่ใช่ตัวเอาเองหรือให้แก่ผู้อื่นดังนี้ยังไม่เป็นผิดตามมาตรา 136 ฎีกาโจทก์กล่าววันในฟ้องและจำนวนเงินผิดเพราะการพลั้งเผลอยังไม่พอจะเป็นเหตุให้ยกฎีกาโจทก์ ศาลต้องถือเอาฟ้องเดิมของโจทก์เป็นประมาณ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2491 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มโทษผู้ถูกรอการลงอาญา: ต้องเป็นความผิดในลักษณะอาญาภาค 2 เท่านั้น
โทษครั้งก่อนของจำเลยมีทั้งปรับและจำ แม้โทษปรับจำเลยจะได้รับไปแล้ว แต่โทษจำยังถูกรอการลงอาญาอยู่ ต้องถือว่ายังไม่พ้นโทษ เพิ่มโทษไม่ได้
การเพิ่มโทษไม่เข็ดหลาบแก่ผู้ถูกรอการลงอาญานั้น เพิ่มได้ ความผิดครั้งหลังเป็นความผิดใน ก.ม.ลักษณะอาญาภาค 2 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 9 ตามที่บัญญัติไว้ในวรรค 2 แห่งมาตรา 42 เท่านั้น
การเพิ่มโทษไม่เข็ดหลาบแก่ผู้ถูกรอการลงอาญานั้น เพิ่มได้ ความผิดครั้งหลังเป็นความผิดใน ก.ม.ลักษณะอาญาภาค 2 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 9 ตามที่บัญญัติไว้ในวรรค 2 แห่งมาตรา 42 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2491
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มโทษผู้ถูกรอการลงอาญาเฉพาะความผิดลักษณะอาญาภาค 2 เท่านั้น แม้รับโทษปรับแล้ว
โทษครั้งก่อนของจำเลยมีทั้งปรับและจำ แม้โทษปรับจำเลยจะได้รับไปแล้ว แต่โทษจำยังถูกรอการลงอาญาอยู่ต้องถือว่ายังไม่พ้นโทษเพิ่มโทษไม่ได้
การเพิ่มโทษไม่เข็ดหลาบแก่ผู้ถูกรอการลงอาญานั้น เพิ่มได้ความผิดครั้งหลังเป็นความผิดในกฎหมายลักษณะอาญาภาค 2 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 9 ตามที่บัญญัติไว้ในวรรค 2แห่งมาตรา 42 เท่านั้น
การเพิ่มโทษไม่เข็ดหลาบแก่ผู้ถูกรอการลงอาญานั้น เพิ่มได้ความผิดครั้งหลังเป็นความผิดในกฎหมายลักษณะอาญาภาค 2 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 9 ตามที่บัญญัติไว้ในวรรค 2แห่งมาตรา 42 เท่านั้น