พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,589 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริง กรณีศาลล่างพิจารณาพยานหลักฐานอื่นประกอบคำรับสารภาพ
จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการปลอมเลขหมายประจำเครื่องยนต์ และเลขหมายประจำตัวถัง ของรถจักรยานยนต์ของกลางโจทก์มีแต่ คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยมาแสดงต่อ ศาลเท่านั้น จะนำมาฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ เป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หาได้ หยิบยกเอาเฉพาะแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยมาวินิจฉัยเท่านั้น แต่ ยังนำพยานหลักฐานอื่นมาประกอบคำวินิจฉัยด้วยว่าจำเลยได้ กระทำความผิดดังฟ้องจริง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่โต้เถียง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2029/2533 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานโจทก์อ่อนแอ ไม่สามารถพิสูจน์ความผิดจำเลยได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
คำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันก็ดี คำเบิกความซัดทอดของผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแต่พนักงานสอบสวนได้กันไว้เป็นพยานก็ดีต่างมีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานประกอบที่พิสูจน์ให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2029/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานโจทก์อ่อนแอ ไม่เพียงพอพิสูจน์ความผิดจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
คำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันก็ดี คำเบิกความซัดทอดของผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดแต่ พนักงานสอบสวนได้ กันไว้เป็นพยานก็ดีต่าง มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานประกอบที่พิสูจน์ให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 196/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานอ่อนแอ ไม่สามารถรับฟังคำรับสารภาพที่ได้จากการถูกข่มขู่ได้ ศาลยกฟ้อง
ผู้เสียหายนำความไปแจ้งต่อ เจ้าพนักงานให้ดำเนิน คดีแก่จำเลยทั้งสองก็เพราะสงสัยว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นคนร้าย ดังนั้นการที่ลูกจ้างของผู้เสียหายให้การต่อ พนักงานสอบสวนภายหลังจากนั้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย จึงมีน้ำหนักน้อยและเมื่อลูกจ้างคนหนึ่งของผู้เสียหายกลับมาเบิกความในชั้น พิจารณาว่าไม่เคยเห็นจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายแต่ อย่างใด ส่วนลูกจ้างอีกคนหนึ่งกลับว่าที่จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายเพราะจำเลยทั้งสองได้ บอกให้ทราบเช่นกันคำ ของ ประจักษ์พยานทั้งสองของโจทก์ จึงไม่อยู่กับร่อง กับรอยรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้น สอบสวนแต่ ให้การปฏิเสธในชั้นศาลและอ้างว่าให้การรับสารภาพเช่นนั้นเพราะถูก ขู่เข็ญทำร้าย ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดจากพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือในคดีปล้นทรัพย์
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ไม่มีแสงสว่าง พยานโจทก์อ้างว่าเห็นหน้าคนร้ายด้วย แสงไฟฉายของคนร้าย จำคนร้ายได้ เพราะเป็นคนที่รู้จักมาก่อนแต่ พยานโจทก์ก็มิได้บอกความนี้แก่ผู้ใดรวมทั้งเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการฉายไฟนานเท่าใดและฉายไฟ ในลักษณะใด จึงเห็นหน้าคนร้ายได้ ชัดเจน พยานหลักฐานเท่านี้ไม่พอรับฟังว่าพยานโจทก์จำได้ ว่าจำเลยเป็นคนร้าย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์ความรับผิดทางอาญา: พยานหลักฐานไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถชน
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยขับรถยนต์ ชนผู้ตายนาย อ. และนาย จ. เห็นเหตุการณ์หลังจากรถยนต์ ชนผู้ตายแล้วจำได้ เพียงว่าเป็นรถยนต์ นั่งสีเทาบรอนซ์ หมายเลขทะเบียนเท่าไรจังหวัดใด ยี่ห้อใด ไม่มีใครรู้เห็นและจำได้ นาย จ. เห็นจำเลยขับรถยนต์ คันนี้ผ่านไปผ่านมาหลายครั้ง แต่ คืนเกิดเหตุก็มิได้ตาม ไปบ้านจำเลย และมิได้บอกบิดาผู้ตายในคืนเกิดเหตุว่ารถยนต์ ของจำเลยชนคนตาย แม้จะปรากฏรอยฉีก ที่ยางกันชนด้านหน้าขวาของ รถ จำเลยเป็นรอยเกิดขึ้นใหม่ ๆ และมีรอยโลหิตเป็นจุดอยู่ใกล้กับ ดวงไฟรถด้านขวาก็ตาม แต่ ผู้ชำนาญการพิเศษได้ ตรวจ พิสูจน์แล้ว ปรากฏว่า คราบโลหิตดังกล่าวเป็นโลหิตคนละหมู่กับโลหิตผู้ตาย เช่นนี้ พยานโจทก์ไม่พอฟังว่ารถยนต์ ของจำเลยชนผู้ตายโดย จำเลยเป็น คนขับ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220: ศาลมีดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และการโต้แย้งข้อเท็จจริง
การฟังหรือไม่ฟังพยานหลักฐานใด ในคดีอยู่ในดุลพินิจ ของศาลการที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาพยานหลักฐานบางประการของโจทก์เป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นฎีกาโต้เถียง ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1283/2533 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจากความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินและคำพูดดูถูก มีพยานหลักฐานยืนยัน
ขณะเกิดเหตุ จำเลยกับผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางคนละคันมุ่งหน้าจะไปทางจังหวัด กำแพงเพชร โดย จำเลยลวงผู้ตายว่า มีผู้สนใจจะซื้อรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อถึง บริเวณสถานที่ เกิด เหตุ จำเลยได้ ใช้ อาวุธปืนที่มีและพกพาติด ตัว ไปยิงผู้ตายในลักษณะจ่อยิงด้านหลังประชิดตัว ผู้ตาย แล้วลากศพผู้ตายไปทิ้งในป่า นำรถจักรยานยนต์ไปซ่อน ไว้ ปรากฏจากภาพถ่ายสภาพศพประกอบรายงานการชันสูตร พลิก ศพว่า มีรอยกระสุนปืนลูกซอง 1 นัดเข้าเป็นกลุ่มตรง บริเวณกลางหลังด้านขวาของผู้ตาย เป็นร่องรอยของการใช้ อาวุธปืนลูกซองยิงในระยะประชิดตัว ซึ่ง การยิงในลักษณะเช่นนี้ จำเลยจะต้อง มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับผู้ตาย ทั้งก่อนเกิดเหตุขณะที่อยู่บ้าน นาย ฉ. ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้ง กับผู้ตายแต่ อย่างใดเลย เช่นนี้ จึงเชื่อ ได้ ว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยได้ วางแผนตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว สาเหตุเพราะผู้ตายแบ่งเงินจากการขายรถจักรยานยนต์ที่ลักมาให้จำเลยน้อยและพูดจาดูถูก จำเลยเสมอดัง ที่จำเลยให้การรับสารภาพไว้ต่อ ร้อยตำรวจโท ส. ตามบันทึกคำให้การของจำเลย คดีจึงรับฟังได้ ว่าจำเลยได้ ฆ่าผู้ตายโดย ไตร่ตรอง ไว้ก่อน.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความน่าเชื่อถือพยานหลักฐานในคดีข่มขืน พยานเบิกความขัดแย้งกัน รูปคดีมีเหตุให้สงสัย
ผู้เสียหายและ ส. พยานโจทก์เบิกความขัดกันในสาระสำคัญหลายประการและขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเองด้วยทำให้น่าสงสัยและที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยพาผู้เสียหายไปโดยการขู่เข็ญ บังคับโดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลย จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยจับมือทั้งสองของผู้เสียหายและเหวี่ยงบังคับกดลงกับพื้น จำเลยกดทับตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศและพบว่ามีเลือดไหลออกมามากจนเปรอะเปื้อนพื้นกระดาน จำเลยเอาน้ำจากห้องน้ำมาล้าง ส่วนผู้เสียหายลุก ไม่ไหวจนกระทั่งรุ่งเช้าผู้เสียหายลุกขึ้นยังเดินเซ จะเข้าห้องน้ำจนจำเลยต้องช่วยประคอง นั้น พยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ก็เบิกความว่าได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายหลังจากถูกข่มขืนเพียง 5 วัน ไม่พบรอยฉีก ขาดหรือฟกช้ำ รูปคดีจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2533
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานในคดีอาญา: การพิสูจน์ความผิดต้องชัดเจนและปราศจากข้อสงสัย
ผู้ตายก่อนตายมีสติสัมปชัญญะไม่ดี มีอาการหนักพูดไม่ค่อยเต็มปาก พูดถึงคนยิงว่าสงสัยจะเป็นนาย วิน โดยไม่ได้บอกว่าเป็นนาย วิน คนไหน นามสกุลอะไรในหมู่บ้านเกิดเหตุมีคนชื่อนาย วิน ถึง 3 คน เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่ผู้ตายถูกคนร้ายยิง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำผิดดังที่โจทก์ฟ้อง.