พบผลลัพธ์ทั้งหมด 2,589 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2530
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาลในการยุติการสืบพยาน: การโต้เถียงดุลพินิจศาลเป็นเหตุต้องห้ามมิให้ฎีกา
อำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าพยานที่นำมาสืบแล้วเป็น อันเพียงพอยุติได้หรือไม่เป็นอำนาจของศาล เมื่อศาลวินิจฉัย ว่าพยานที่นำสืบมาเพียงพอยุติได้แล้ว การที่จำเลยฎีกาว่า ยังไม่ควรยุติเพราะหากศาลเปิดโอกาสให้จำเลยสืบพยานอีก ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ก็จะกระจ่ายชัดขึ้น ทำให้การวินิจฉัยคดี จะได้รับความยุติธรรม จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2530
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา: พยานแวดล้อม, คำรับสารภาพ, และการพิสูจน์ความผิดฐานมีอาวุธปืน
เมื่อประจักษ์พยานโจทก์มาเบิกความต่อศาล แต่รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย คำเบิกความนั้นย่อมเป็นพยานชั้นหนึ่ง แม้คำให้การชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานนั้นจะมีใจความว่า จำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็เป็นเพียงพยานชั้นสอง ศาลต้องฟังคำเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นสำคัญ
แม้คดีไม่มีประจักษ์พยาน ศาลก็รับฟังพยานแวดล้อมกรณีหลังเกิดเหตุของโจทก์ ประกอบกับคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยลงโทษจำเลยได้
เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้ตายในรถโดยสารประจำทางโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยหยิบฉวยอาวุธปืนจากที่ใดในรถโดยสารประจำทางมายิงโดยปัจจุบันทันที ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า จำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยต้องมีความผิดฐานพาอาวุธปืน ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่มีอาวุธปืนอันเป็นวัตถุพยานมาแสดงเป็นหลักฐาน และไม่มีพยานมาพิสูจน์ความผิดว่าอาวุธปืนที่จำเลยยิงผู้ตายเป็นอาวุธปืนประเภทตามฟ้องหรือไม่ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้.(ที่มา-เนติ)
แม้คดีไม่มีประจักษ์พยาน ศาลก็รับฟังพยานแวดล้อมกรณีหลังเกิดเหตุของโจทก์ ประกอบกับคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยลงโทษจำเลยได้
เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้ตายในรถโดยสารประจำทางโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยหยิบฉวยอาวุธปืนจากที่ใดในรถโดยสารประจำทางมายิงโดยปัจจุบันทันที ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า จำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยต้องมีความผิดฐานพาอาวุธปืน ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่มีอาวุธปืนอันเป็นวัตถุพยานมาแสดงเป็นหลักฐาน และไม่มีพยานมาพิสูจน์ความผิดว่าอาวุธปืนที่จำเลยยิงผู้ตายเป็นอาวุธปืนประเภทตามฟ้องหรือไม่ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้.(ที่มา-เนติ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2530
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การซื้อขายที่ดิน: การรับฟังพยานหลักฐานการชำระเงินมัดจำและการไม่ยกประเด็นข้อกฎหมายใหม่ในชั้นฎีกา
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุว่า ได้มีการชำระเงินค่าที่ดินกันบางส่วนนั้น แม้จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังว่ามีการรับเงินดังกล่าวได้ เพราะหนังสือสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ใบรับตาม ป. รัษฎากร
ปัญหาว่าเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ จะสามารถทำนิติกรรมโอนขายที่ดินนั้นให้กับบุคคลอื่นได้หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ถ้าข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีดุลพินิจที่จะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา142(5).(ที่มา-ส่งเสริม)
ปัญหาว่าเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ จะสามารถทำนิติกรรมโอนขายที่ดินนั้นให้กับบุคคลอื่นได้หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ถ้าข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีดุลพินิจที่จะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา142(5).(ที่มา-ส่งเสริม)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 968/2529
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานประกอบกันฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริง แม้พยานบอกเล่าและคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนจะมีน้ำหนักน้อย
คำเบิกความซัดทอดของผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยเป็นคำพยานที่มีน้ำหนักน้อยโจทก์ต้องมีพยานอื่นประกอบจึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ คำให้การของผู้เสียหายและประจักษ์พยานที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวนรวมทั้งบันทึกการชี้ตัวจำเลยถือเป็นพยานบอกเล่าเมื่อไม่ได้ตัวผู้เสียหายและประจักษ์พยานมาเบิกความต่อศาลเพราะโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวมาได้ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยเช่นกันแต่เมื่อฟังประกอบกับคำเบิกความซัดทอดของผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดและคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนที่จำเลยได้ให้ไว้ด้วยความสมัครใจแล้วหากมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2529
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ ศาลฎีกายกฟ้อง ปัญหาพยานขัดแย้งกัน
โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยกับพวกทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายแต่คำเบิกความของประจักษ์พยานดังกล่าวแตกต่างขัดกันกับพยานโจทก์บางปากและขัดต่อเหตุผลคำเบิกความของประจักษ์พยานดังกล่าวจึงเป็นพิรุธน่าระแวงสงสัยไม่น่าเชื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่ไม่พอฟังลงโทษจำเลยคนที่ฎีกาเป็นข้อเท็จจริงในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยคนที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามป.วิ.อ.มาตรา213,225.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 76/2529 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
รายงานตรวจร่างกายผู้เสียหายที่จำเลยรับรอง ย่อมเป็นพยานหลักฐานได้ แม้แพทย์ผู้ตรวจไม่เบิกความ
รายงานการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่จำเลยได้แถลงรับต่อศาลว่าแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายและทำบันทึกการตรวจไว้จริงตามรายงานการตรวจร่างกายนั้นย่อมรับฟังเป็นพยานได้ แม้โจทก์จะมิได้นำแพทย์ผู้ตรวจมาเบิกความประกอบก็ตาม.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 709/2529 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ – ความผิดอาญา – การพิสูจน์ความเสียหาย – พยานหลักฐาน – การรับฟังคำรับสารภาพ
จำเลยที่1เป็นพนักงานโรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลมีหน้าที่ควบคุมการฆ่าสัตว์ให้ถูกต้องและเป็นไปตามใบควบคุมอาชญาบัตรไม่ควบคุมตรวจนับการฆ่าสุกรเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายคือเทศบาลนั้นทางนำสืบพยานโจทก์ได้ความว่าเทศบาลไม่ได้รับความเสียหายประชาชนเป็นผู้ที่อาจได้รับความเสียหายจากการแพร่โรคจากสุกรที่ฆ่าโดยมิได้ตรวจโรคก่อนซึ่งเป็นการนำสืบนอกคำฟ้องการกระทำของจำเลยที่1จึงไม่เป็นความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาล ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่1มิได้เป็นผู้สั่งฆ่าหรือจัดการฆ่าจำเลยที่1จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่2ฆ่าสุกรตามฟ้องโจทก์มิได้อุทธรณ์ข้อหาตามความผิดนี้ย่อมยุติโจทก์ฎีกาไม่ได้ว่าจำเลยที่1ร่วมกับจำเลยที่2ฆ่าสุกร.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2529
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน การต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเป็นเหตุยกฟ้องได้
จำเลยนัดพบผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุแล้วผู้เสียหายยอมให้สร้อยคอกับจี้แก่จำเลยเพื่อนำไปขายเอาเงินมาให้พ่อแม่ผู้เสียหายตามข้อตกลงกรณีที่จำเลยเข้าห้องนอนผู้เสียหายก่อนเกิดคดีนี้4-5วันเพราะผู้เสียหายรักใคร่อยู่กับจำเลยส่วนที่จำเลยใช้มีดแทงว.พี่ชายของผู้เสียหายก็เพราะว.วิ่งไล่ทำร้ายจำเลยก่อนเป็นการป้องกันตนเองพอสมควรแก่เหตุการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2529 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคดีอุบัติเหตุ: ศาลต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานแต่ละปาก แม้จะมีข้อขัดแย้ง
คดีนี้โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยข้อหาว่าต่างขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ตามรูปคดีเช่นนี้ พยานโจทก์นั่งมาในรถคันใดอาจจะเบิกความสมอ้างข้างฝ่ายรถคันที่ตนนั่งและแตกต่างกับพยานโจทก์ปากอื่นก็ได้ หาใช่ว่าพยานโจทก์บางปากเบิกความขัดกับพยานปากอื่นแล้วจะทำลายน้ำหนักคำพยานปากอื่นให้ไม่ควรรับฟังเสียทั้งหมดไม่ แต่ศาลชอบที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนแล้วพิเคราะห์ว่าคำเบิกความของพยานปากใดควรเชื่อฟังในข้อใดหรือไม่ เพียงใดเพราะเหตุใดที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าคำให้การของพยานโจทก์ขัดกันเอง จึงทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยฝ่ายใดประมาทนั้นจึงไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2529
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคดีขับรถประมาทถึงแก่ความตาย ศาลต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานแต่ละปาก
คดีนี้โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยข้อหาว่าต่างขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย.จำเลยทั้งสองย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อกันตามรูปคดีเช่นนี้พยานโจทก์นั่งมาในรถคันใดอาจจะเบิกความสมอ้างข้างฝ่ายรถคันที่ตนนั่งและแตกต่างกับพยานโจทก์ปากอื่นก็ได้หาใช่ว่าพยานโจทก์บางปากเบิกความขัดกับพยานปากอื่นแล้วจะทำลายน้ำหนักคำพยานปากอื่นให้ไม่ควรรับฟังเสียทั้งหมดไม่แต่ศาลชอบที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนแล้วพิเคราะห์ว่าคำเบิกความของพยานปากใดควรเชื่อฟังในข้อใดหรือไม่เพียงใดเพราะเหตุใดที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าคำให้การของพยานโจทก์ขัดกันเองจึงทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยฝ่ายใดประมาทนั้นจึงไม่ชอบ.