คำพิพากษาที่อยู่ใน Tags
ศาล

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 3,640 รายการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 628/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การปฏิเสธการรับอุทธรณ์เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียม
ในการตรวจ อุทธรณ์ที่จำเลยยื่นต่อ ศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นอาจตรวจ ทั้งในข้อที่คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224230 รวมตลอด ทั้งตรวจ อุทธรณ์-เพื่อปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นในเหตุอื่นตาม มาตรา 230วรรคสอง และมาตรา 232 ด้วย. ศาลชั้นต้นตรวจ อุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 แล้วมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่าผู้อุทธรณ์ไม่วางเงินและหาประกันมาวางเพื่อใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมและหนี้ตาม คำพิพากษาให้ส่งอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 บัญญัติว่า ให้ผู้อุทธรณ์นำค่าฤชาธรรมเนียมและเงินที่ต้อง ชำระตาม คำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อ ศาล เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติตาม บทกฎหมายดังกล่าวแต่ ไม่ปฏิบัติ ศาลอุทธรณ์จึงถือว่าคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นชอบแล้ว จำเลยจะฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยไม่จำต้องนำเงินหรือหาประกันตาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2532 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การขาดนัดพิจารณาคดีหลังศาลอนุญาตให้ถอนทนาย และการกำหนดวันสืบพยานใหม่
เมื่อศาลนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ถึงวันนัดได้มีการเลื่อนวันนัดออกไป และมีการเลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ออกไปอีกหลายครั้ง โดยไม่มีการสืบพยานโจทก์เลย จนกระทั่งได้มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 18 มีนาคม 2529 ถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานจำเลยไม่มาศาล ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าตัวความได้แต่งตั้งทนายคนใหม่เข้ามาแล้วหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การขาดนัดพิจารณาและคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัวจากทนายความ
เมื่อศาลนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ถึง วันนัดได้ มีการเลื่อนวันนัดออกไป และมีการเลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ออกไปอีกหลายครั้งโดย ไม่มีการสืบพยานโจทก์เลย จนกระทั่งได้ มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 18 มีนาคม 2529 ถือได้ ว่าวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานจำเลยไม่มาศาล ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ได้ โดย ไม่ต้องคำนึงถึง ว่าตัวความได้ แต่งตั้ง ทนายคนใหม่เข้ามาแล้วหรือไม่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5011/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การงดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่เนื่องจากจำเลยไม่นำพยานมาสืบพยาน ทำให้คำร้องไม่ได้รับการพิจารณา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยโดยอ้างเหตุว่า คำร้องของจำเลยมิได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้จำเลยจะฎีกาคัดค้านในประเด็นดังกล่าวขึ้นมา แต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยเพราะเห็นว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบด้วย และคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยเหตุผลแล้วเช่นนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้ศาลฎีกาหยิบยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยขึ้นไต่สวนต่อไปตามข้อฎีกาของจำเลยได้อีก.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เหตุขอเลื่อนคดีต้องมีเหตุจำเป็นและชัดเจน การรับแจ้งจากสำนักงานอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วย เหตุเพียงแต่ได้รับแจ้งจากทางสำนักงานว่าจำเลยที่ 2 ติด ธุระจำเป็นอย่างรีบด่วนเท่านั้น ซึ่ง ทนายจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้พบกับจำเลยที่ 2 และธุระจำเป็นอย่างรีบด่วนตาม ที่อ้างก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอะไร ทั้งปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ นัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ไว้ล่วงหน้าราวหนึ่งเดือน ครึ่งอันเป็นเวลานานพอสมควรประกอบกับในวันนัดนั้นจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เตรียมพยานอื่นมาเลย พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2มีเหตุจำเป็นที่จะต้อง ขอเลื่อนคดีดัง ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4400/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่โจทก์ไม่ได้นำส่งเอง ศาลต้องแจ้งผลการส่งให้โจทก์ทราบก่อนจะถือว่าทิ้งฟ้อง
ในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลย แต่มีคำสั่งว่า รับคำฟ้องหมายส่งสำเนาให้จำเลย ถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง คำสั่งดังกล่าวมีความหมายว่าโจทก์ได้ทราบถึงผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในวันส่งนั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยโจทก์ไม่ได้นำส่ง แล้วรายงานว่าส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานว่า "รอโจทก์แถลง" โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าส่งไม่ได้ โจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบถึงผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) อันจะเป็นการทิ้งฟ้อง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2532 เวอร์ชัน 3 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจศาลในการกำหนดเวลาวางค่าธรรมเนียมอุทธรณ์ แม้พ้นกำหนดเดิม และการรับอุทธรณ์เมื่อชำระแล้ว
เดิมศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ หากจำเลยติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายใน 10 วัน จำเลยฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ในชั้นฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาและอนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินได้ตามคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเป็นไม่รับฎีกาของจำเลย แต่มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียม ศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งขณะนั้นล่วงเลยกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมใหม่ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ เพราะเป็นอำนาจศาลที่มีอยู่ทั่วไปในการดำเนินการพิจารณา และการกำหนดเวลาดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อจำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลแล้ว จึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจศาลในการกำหนดเวลาวางค่าธรรมเนียมอุทธรณ์ แม้หลังพ้นกำหนดเดิม และการรับอุทธรณ์เมื่อชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน
เดิมศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ หากจำเลยติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายใน 10 วัน จำเลยฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ในชั้นฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาและอนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินได้ตามคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเป็นไม่รับฎีกาของจำเลย แต่มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียม ศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งขณะนั้นล่วงเลยกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมใหม่ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ เพราะเป็นอำนาจศาลที่มีอยู่ทั่วไปในการดำเนินการพิจารณา และการกำหนดเวลาดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อจำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลแล้ว จึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนำสืบประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้บังคับในคดีแพ่ง ศาลไม่ถือเป็นกฎหมายที่รู้ได้เอง
ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้นั้น แม้จะออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตามก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารจะต้องนำสืบ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยผู้กู้ในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี โดยอาศัยประกาศนั้น.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2532

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บขอไม่รับรองความถูกต้อง โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยให้การรับหนี้บางส่วน ศาลพิจารณาจากจำนวนที่รับสารภาพ แม้โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ความชัดเจน
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การรับว่าได้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้วบางส่วน ยังคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดังนี้แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงไร แต่เมื่อจำเลยให้การรับเช่นนี้ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามจำนวนเงินที่จำเลยให้การรับดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยฎีกาในข้อที่นอกเหนือไปจากที่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
of 364